แสงแฟลชจากโทรศัพท์มือถือที่สาดวาบเข้ามาในความมืดของห้องทำงานไม่ได้ทำให้ฉันตกใจเท่ากับแผ่นหลังกว้างของคีรินที่พุ่งเข้ามาบังร่างฉันไว้ในเสี้ยววินาที
สัมผัสจากฝ่ามืออุ่นจัดที่คว้าข้อมือฉันแล้วกระชากเข้าไปแนบชิดกับอกแกร่งของเขา มันรวดเร็วจนหัวใจฉันหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม กลิ่นน้ำหอมกลิ่นมินต์ผสมกับความตื่นตระหนกแผ่ซ่านอยู่ปลายจมูก ขณะที่เสียงชัตเตอร์รัวติดต่อกันราวกับปืนกลดังขึ้นท่ามกลางความอลหม่าน
“เฮ้ย! ทำบ้าอะไรวะ!” เสียงทุ้มต่ำของคีรินตวาดลั่น ความเกียจคร้านและท่าทีขี้เล่นเมื่อครู่หายวับไปกับตา เหลือเพียงแววตาดุดันราวกับพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะฉีกร่างใครก็ตามบังอาจล้ำเส้น
ฉันกะพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับโฟกัสท่ามกลางแสงแฟลชที่ยังคงวาบวับ ปรากฏร่างของ ‘พิม’ นักข่าวบันเทิงสายเจาะลึกยืนยิ้มระรื่นอยู่ตรงกรอบประตู พร้อมกับตากล้องอีกคนที่ถือกล้อง DSLR เล็งตรงมาที่เราสองคนอย่างไม่เกรงใจ
“อุ๊ย! ขอโทษค่ะ ดร.นารา... ไม่คิดว่ามาดนักจิตวิทยาผู้ทรงคุณวุฒิ จะมีงานอดิเรกเป็นการ ‘ให้คำปรึกษา’ ลับเฉพาะกับอินฟลูเอ็นเซอร์ตัวพ่อในห้องมืดๆ แบบนี้” น้ำเสียงหวานเลี่ยนที่เจือแววเยาะเย้ยดังขึ้น พิมก้าวเข้ามาในห้องโดยไม่ได้รับอนุญาต สายตาคมกริบกวาดมองสภาพยับเยินของเราสองคนอย่างวิเคราะห์วิจารณ์
ในทางจิตวิทยา มนุษย์เรามักจะใช้การ ‘โจมตี’ เพื่อปกปิดความกระหายในอำนาจและการยอมรับ พิมกำลังใช้สถานการณ์นี้สร้างเรตติ้งให้ตัวเอง โดยไม่สนใจเลยว่ามันจะเหยียบย่ำอนาคตใครบ้าง
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตั้งสติแล้วเตรียมจะก้าวขาออกไปอธิบายความจริงด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นตามแบบฉบับนักวิชาการ แต่ทว่า...
หมับ!
ฝ่ามือหนาของคีรินที่ยังคว้าข้อมือฉันไว้ ออกแรงบีบกระชับแน่นขึ้นอีกนิด ไม่ใช่เพื่อทำร้าย แต่เป็นแรงดึงที่สื่อความหมายชัดเจนว่า *‘เงียบแล้วอยู่หลังฉัน’*
หัวใจฉันกระตุกวูบอย่างประหลาด ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านขึ้นมาในอกท่ามกลางสถานการณ์ที่หนทึบไปด้วยกลิ่นอายของการถูกคุกคาม คีรินที่ฉันเคยคิดว่าเห็นแก่ตัวและรักสนุกเป็นที่สุด... กำลังปกป้องฉันจากเงาสะท้อนด้านมืดของสังคมที่เขาคุ้นเคยดี
“อยากได้ข่าวเด่น จนไม่สนจรรยาบรรณเลยสินะ พิม” คีรินหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน แต่มันเต็มไปด้วยรังสีอำมหิตที่ทำเอาตากล้องข้างๆ ถึงกับกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่
“ปากร้ายจังนะคะคุณคีริน แต่ภาพฟ้องคาตาแบบนี้ ต่อให้คุณปฏิเสธยังไง ชาวเน็ตก็คงสนุกกับการตีความไปไกลโขแล้วค่ะ ว่าด็อกเตอร์สาวคนเก่งกับไอดอลตัวร้ายเขากำลังทำ ‘การทดลองทางจิตวิทยา’ อะไรกันในห้องมืดสองต่อสอง” พิมยักไหล่ ยกโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมจะกดส่งภาพลงกลุ่มลับ
ตามทฤษฎีการจัดการความขัดแย้ง (Conflict Resolution Theory) การปะทะคารมกับคนที่ไร้เหตุผลมีแต่จะทำให้สถานการณ์แย่ลง แต่คีรินไม่ใช่คนที่จะยอมจำนนต่อความอยุติธรรมแบบเงียบๆ และที่สำคัญ... เขาไม่อยากให้ฉันต้องแปดเปื้อน
“จะลงก็ลงไปสิ” คีรินยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ร้ายกาจแต่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว “แต่อย่าลืมนะว่าโทรศัพท์ในมือเธอน่ะ มันเชื่อมกับระบบคลาวด์ของบริษัทฉันอยู่ ถ้ารูปหลุดออกไปแม้แต่รูปเดียว คลิปเสียงตอนที่เธอรับสินบนจากคู่แข่งทางการค้าของฉันเมื่อสัปดาห์ก่อน ก็จะไปโผล่อยู่บนหน้าหนึ่งของทุกสำนักข่าวเช่นกัน แถมสรรพากรน่าจะสนใจเส้นทางการเงินของเธอat the same time พอดีนะ พิม”
ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มของพิมถอดสีลงในทันที เธอกัดริมฝีปากแน่นอย่างเจ็บใจ กลไกการป้องกันตัวแบบปัดป้อง (Denial and Projection) ทำงานทันทีเมื่อเธอพบว่าตัวเองกำลังเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ
“คุณ... ขู่ฉันเหรอคีริน!”
“เปล่าสักหน่อย ฉันแค่กำลัง ‘ให้คำปรึกษา’ ทางธุรกิจฟรีๆ เหมือนที่ด็อกเตอร์นาราเขากำลังทำอยู่ต่างหาก” คีรินหันมามองฉันแวบหนึ่ง สายตาที่มองมาอ่อนแสงลงจนฉันแทบตั้งรับไม่ทัน ก่อนจะหันกลับไปจ้องพิมด้วยแววตานิ่งสนิท “ไสหัวไปซะ ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจไม่แจ้งความข้อหาบุกรุก”
พิมกัดฟันกรอดด้วยความแค้นเคือง แต่เมื่อประเมินความเสียหายแล้ว เธอจึงจำใจต้องโบกมือให้ตากล้องถอยออกไป พร้อมกับกระแทกเสียงทิ้งท้าย “ฝากไว้ก่อนเถอะ!”
ปังก! ประตูห้องถูกปิดกระแทกจนเสียงก้องสะท้อนไปทั่ว ความเงียบงันกลับมาเยือนอีกครั้ง แต่บรรยากาศภายในห้องกลับไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ฉันยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังแผ่นหลังของเขา ลมหายใจอุ่นๆ ของคีรินยังคงวนเวียนอยู่ใกล้ๆ เขายังไม่ยอมปล่อยมือออกจากข้อมือฉัน ราวกับว่ากลัวว่าถ้าปล่อยแล้วฉันจะหายวับไปกับตา
“ปล่อยได้แล้วมั้งคะ” ฉันเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงที่พยายามดึงความราบเรียบกลับมาให้มากที่สุด แต่ชีพจรที่เต้นโครมครามตรงข้อมือมันทรยศคำพูดเสียสนิท
คีรินค่อยๆ หันกลับมามองฉัน เขาถอนหายใจยาวเหยียด ไหล่กว้างที่เคยเกร็งเครียดผ่อนคลายลง ความกวนประสาทและรอยยิ้มยโสโอหังถูกแทนที่ด้วยความอ่อนล้าที่ซ่อนอยู่ใต้รอยคล้ำใต้ตาจางๆ
“เธอรอดตัวไปอีกรอบแล้วนะ ด็อกเตอร์” เขาพูดเสียงแหบพร่า ดวงตาสีนิลคู่นั้นจ้องมองลึกเข้ามาในดวงตาฉัน “ทำไมถึงไม่หนีออกทางประตูหลังตั้งแต่แรก ทำไมต้องยืนรอให้ยัยนั่นเข้ามาเจอด้วยหึ?”
“ฉันเป็นนักจิตวิทยาค่ะ ฉันถูกฝึกมาให้เผชิญหน้ากับปัญหา ไม่ใช่หนีปัญหาเหมือนที่คุณชอบทำ” ฉันเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แสร้งทำเป็นดุเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหวในอก
“หึ ปากเก่งชะมัด” คีรินแค่นหัวเราะ แต่คราวนี้แววตาของเขากลับมีความอ่อนโยนแปลกประหลาดฉายชัดอยู่ข้างใน เขายกมือขึ้นเสยผมสีเข้มของตัวเองลวกๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมาอีกเฮือก “รู้ไหม... ตอนที่เห็นยัยนั่นยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูป ฉันไม่ได้กลัวว่าข่าวฉาวจะหลุดออกไปเลยสักนิด”
ฉันขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ “แล้วคุณกลัวอะไร?”
“ฉันกลัวว่า... สายตาที่เธอมองฉันมันจะเปลี่ยนไป” คำพูดที่หลุดออกมาจากริมฝีปากหยักนั้นเบาหวิว แต่มันกลับก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของฉันอย่างชัดเจน
หัวใจที่เคยถูกปิดตายด้วยกำแพงแห่งตรรกะและเหตุผลของฉันสั่นคลอนอย่างรุนแรง กลไกทางจิตวิทยาบอกฉันว่าผู้ชายคนนี้อันตรายต่อความมั่นคงทางอารมณ์ของฉันมากที่สุด แต่สัญชาตญาณส่วนลึกกลับร่ำร้องอยากจะก้าวเข้าไปใกล้เขามากกว่านี้
“ทำไมฉันต้องเปลี่ยนสายตามองคุณล่ะคะ ในเมื่อตัวตนจริงๆ ของคุณ... ก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่พยายามแสดงออกให้คนอื่นเกลียดสักหน่อย” ฉันตัดสินใจพูดออกไป พร้อมกับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา
คีรินชะงักไป ร่างสูงแข็งทื่อราวกับถูกมนต์สะกด ประกายความประหลาดใจวาบขึ้นในดวงตาก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความไหววูบที่ลึกล้ำเกินกว่าจะคาดเดา เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวฉันอีกก้าว จนระยะห่างระหว่างเราแทบไม่เหลือพื้นที่ให้อากาศหายใจ
“นี่เธอกำลัง... วิเคราะห์ฉันอยู่เหรอ ด็อกเตอร์?” เสียงกระซิบพร่าต่ำดังชิดริมหู ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดลาดไหล่จนฉันต้องห่อตัวด้วยความจั๊กจี้และตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน
“เปล่าค่ะ ฉันแค่... พูดตามสิ่งที่เห็น” ฉันพยายามถอยหลังหนี แต่เอวบางกลับถูกมือหนาคว้าเอาไว้ด้วยความรวดเร็ว ร่างทั้งร่างถูกดึงเข้าไปแนบชิดกับอกแกร่งของเขาอีกครั้งอย่างไร้ทางสู้
“งั้นก็ช่วยวิเคราะห์ให้ลึกกว่านี้หน่อยสิ...” คีรินโน้มใบหน้าลงมา กระซิบชิดริมฝีปากฉันจนสัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าว “วิเคราะห์ให้หน่อย... ว่าทำไมตอนนี้หัวใจของอินฟลูเอ็นเซอร์ตัวร้ายคนนี้ ถึงได้เต้นแรงเวลาที่อยู่ใกล้คุณขนาดนี้... นารา”
โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุนอีกครั้ง กลิ่นอายความเย้ายวนผสมผสานกับความจริงใจที่ปรากฏแวบหนึ่งในแววตาของเขา ทำให้สติสัมปชัญญะของฉันหลุดลอยไปชั่วขณะ นิ้วเรียวของเขาค่อยๆ เกลี่ยปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มฉันอย่างเบามือสัมผัสนั้นนุ่มนวลจนหัวใจแทบละลาย
แต่ก่อนที่ริมฝีปากของเราจะได้ขยับเข้าใกล้กันมากกว่านี้ เสียงกริ่งโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานก็แผดเสียงกรีดร้องทำลายความเงียบขึ้นมาอย่างไม่รู้กาลเทศะ!
คีรินสบถเบาๆ ในลำคออย่างขัดใจ ส่วนฉันสะดุ้งสุดตัวและพยายามดันอกเขาให้ออกห่าง ทว่าในจังหวะที่ฉันก้มลงมองหน้าจอโทรศัพท์ที่สว่างวาบขึ้นมา ชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอกลับทำให้เลือดในกายของฉันเย็นเฉียบลงในพริบตา
*‘คุณพ่อ’*
ข้อความแจ้งเตือนไลน์เด้งขึ้นมาต่อท้ายทันทีโดยไม่ต้องกดเปิดอ่าน...
*“นารา... ลูกอยู่ที่ไหน? ทำไมข่าวฉาวของลูกกับเด็กเหลือขอคนนั้นถึงได้ว่อนโซเชียลแล้ว! กลับบ้านเดี๋ยวนี้!”*
________________________________________
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและเดินทางมาถึงบทนี้นะคะ บทหน้าเรามาลุ้นกันต่อค่ะว่าดร.นาราจะรับมือกับคุณพ่อสุดโหดและหัวใจตัวเองยังไง! 🥰
อัลกอริทึมหัวใจ: เมื่อนักจิตวิทยาต้องวิเคราะห์ไอคอนที่เกลียดขี้หน้า•ตอนที่ 15
วิเคราะห์ใจคนซึน
ผลงานโดย จิตวิทยาเพื่อทุกคน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จิตวิทยาเพื่อทุกคน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมหัวใจ: เมื่อนักจิตวิทยาต้องวิเคราะห์ไอคอนที่เกลียดขี้หน้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!