"เอาเลยค่ะศรัณย์ ถ้าจะต่อยหน้าคีรินให้เลือดออกสักแผลเพื่อระบายความโกรธที่คุณแม่ยัดเยียดให้ ก็เชิญเลยค่ะ นาราจะยืนดูอยู่ตรงนี้แหละ"
น้ำเสียงของฉันราบเรียบ แต่ในใจกลับเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ฉันกดสายตาลงมองศรัณย์ที่ยืนตัวสั่นด้วยความโกรธจัด ฝ่ามือของเขากำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อจนห้อเลือด แขกเหรื่อในงานกาล่าการกุศลเริ่มหันมามองเป็นจุดเดียว แต่คีริน... คนที่ควรจะเป็นฝ่ายเดือดดาลกลับทำเพียงแค่ยักไหล่พลางเลิกคิ้วขึ้นอย่างกวนประสาท
"หมอพูดเหมือนอยากให้ผมเจ็บตัวนะนารา" คีรินแสยะยิ้ม มุมปากข้างหนึ่งยกขึ้นสูง ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องมาที่ฉันเหมือนพญาเหยี่ยวที่กำลังมองเหยื่อ "เอาสิครับคุณศรัณย์ ถ้าต่อยผมแล้วคุณแม่ที่รักของคุณจะเลิกมองว่าคุณเป็นเด็กไม่รู้จักโต ก็เชิญเลย... อ้อ แต่จำไว้นะครับว่าถ้าผมฟ้องกลับเป็นคดีทำร้ายร่างกาย ชื่อเสียงของตระกูลคุณจะยิ่ง ‘ด่างพร้อย’ จนกู้ไม่กลับเลยล่ะ"
"แก!" ศรัณย์พุ่งตัวเข้ามาหมายจะซัดหน้าไอ้คนปากดี แต่ฉันคว้าต้นแขนเขาไว้แน่น แรงบีบที่ส่งผ่านไปไม่ใช่แค่คำสั่ง แต่มันคือการเตือนสติ
"พอสักที!" ฉันตวาดเบาๆ ท่ามกลางความเงียบงันที่แผ่ขยายออกไปเหมือนรอยร้าวบนกระจก ฉันหันไปหาคุณแม่ที่ตอนนี้หน้าซีดเผือดเหมือนคนจะเป็นลม "แม่คะ... เกมของแม่จบลงตรงนี้ ถ้าแม่ยังอยากให้ลูกสาวคนนี้รักษาสถานะทางสังคมให้ครอบครัว ก็เชิญกลับไปก่อนค่ะ ก่อนที่เรื่องนี้จะกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งพรุ่งนี้"
ฉันตัดสินใจลากคีรินออกมาจากบริเวณงานโดยไม่สนสายตาใคร เรากึ่งเดินกึ่งวิ่งจนมาถึงสวนหย่อมส่วนตัวด้านหลังโรงแรม อากาศยามค่ำคืนที่อบอ้าวไม่ได้ทำให้ความรู้สึกอึดอัดลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย
"ปล่อยได้แล้วครับหมอ" คีรินกระชากแขนออกแรงๆ ก่อนจะหันมาพิงกำแพงหินอ่อน พลางควักบุหรี่ขึ้นมาคาบไว้ที่มุมปาก แต่เขาก็ไม่ได้จุดไฟ "โกรธผมเหรอ? ที่ผมทำให้คุณเสียหน้า?"
"ฉันไม่ได้โกรธที่คุณทำตัวสารเลว" ฉันก้าวเข้าไปหาเขา ลมหายใจอุ่นๆ ของเราแทบจะปะทะกัน "แต่ฉันเกลียดที่คุณจงใจปั่นหัวคนอื่น ทั้งที่จริงๆ แล้วคุณก็แค่... คนขี้ขลาดคนหนึ่ง"
คีรินชะงักไป ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความยโสสั่นไหววูบหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความเย็นชา "ขี้ขลาด? หมอใช้คำว่าขี้ขลาดกับคนที่หาเงินเลี้ยงตัวเองตั้งแต่สิบห้าเนี่ยนะ?"
"ใช่ เพราะคนเข้มแข็งจริงๆ ไม่ต้องใช้หน้ากากที่ยิ้มแย้มตลอดเวลาเพื่อปกปิดความว่างเปล่าหรอกค่ะ" ฉันสังเกตเห็นมือของเขาที่สั่นเล็กน้อยตอนที่พยายามจะหยิบไฟแช็กออกมา มันเป็นสัญญาณของความวิตกกังวลที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความก้าวร้าว "ฉันวิเคราะห์คุณมาตลอดคีริน ทุกโพสต์ ทุกคำพูด ทุกการกระทำ... ภายใต้แสงสปอร์ตไลท์ที่คุณแสวงหาน่ะ จริงๆ แล้วคุณแค่กลัวว่าถ้าไม่มีใครดูคุณ คุณจะไม่มีตัวตนจริงๆ ใช่ไหม?"
"หยุดเดี๋ยวนี้..." เสียงของเขาต่ำลงจนน่ากลัว
"คุณกลัวความเงียบ กลัวความโดดเดี่ยว และกลัวที่สุดคือการที่ไม่มีใคร ‘เห็น’ คุณในแบบที่คุณเป็นจริงๆ คุณเลยต้องสร้างตัวตนที่น่ารังเกียจขึ้นมา เพราะอย่างน้อย... การที่คนเกลียดคุณ มันก็ยังดีกว่าการที่ไม่มีใครจำคุณได้เลย" ฉันก้าวเข้าไปจนชิดร่างสูง กลิ่นน้ำหอมราคาแพงผสมกับกลิ่นอายความเศร้าที่เขามีมันช่างน่าหดหู่จนฉันอยากจะเอื้อมมือไปคว้าเขาไว้ "คีริน... คุณเหงาจะตายอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง?"
คำพูดนั้นเหมือนลูกธนูที่พุ่งทะลุเกราะกำบังของเขา คีรินทิ้งไฟแช็กในมือลงพื้น มันกลิ้งไปหยุดอยู่แทบเท้าของฉัน เขาไม่เถียง ไม่สวนกลับ แต่จ้องลึกเข้ามาในดวงตาฉันด้วยแววตาที่เจ็บปวดที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา
"หมอเก่งนะ..." เขาแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ แต่มันไม่มีความรื่นเริงแม้แต่น้อย "วิเคราะห์ได้คมคายดี... แต่อย่าคิดว่าหมอจะเข้าใจผมจริงๆ เลยนารา เพราะถ้าหมอรู้ว่าทำไมผมถึงเป็นแบบนี้ หมอจะไม่ได้อยากช่วยผมหรอก หมอจะวิ่งหนีไปให้ไกลที่สุด"
เขาขยับตัวเข้ามาใกล้จนฉันถอยหลังไปชนกับกระถางต้นไม้ใหญ่ ความสูงที่ต่างกันทำให้เขาก้มลงมามองฉันได้ในระยะประชิด ใบหน้าที่มักจะฉาบด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันตอนนี้กลับดูหมองหม่นราวกับถูกสูบพลังชีวิตไปจนหมด
"ทำไมฉันต้องหนี?" ฉันถามพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น พยายามอ่านรหัสลับในใจที่เขากำลังปิดตาย
"เพราะความลับของผม... มันไม่ใช่แค่เรื่องของผมคนเดียว" เขาขยับหน้าเข้ามาใกล้จนริมฝีปากแทบจะแตะกัน "แต่รวมถึงเรื่องของ ‘พ่อ’ หมอที่หมอพยายามจะบูชาไว้บนหิ้งด้วย... รู้ไหมนารา ว่าทำไมคืนนี้ผมถึงต้องมางานนี้?"
ประโยคสุดท้ายของเขาเหมือนระเบิดเวลาที่เพิ่งถูกจุดฉนวน หัวใจฉันเต้นผิดจังหวะเมื่อคีรินเอื้อมมือมาปัดปอยผมที่ปรกหน้าฉันออก แผ่วเบาจนน่าตกใจ
"เพราะพ่อหมอ... เขาคือคนเดียวที่กุมความลับที่น่ารังเกียจที่สุดของผมเอาไว้"
ยังไม่ทันที่ฉันจะเอ่ยถาม ประตูทางออกของสวนก็ถูกผลักออกอย่างแรง พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบของใครบางคนที่เดินเข้ามาในความมืด... และเมื่อแสงไฟจากทางเดินสาดเข้ามา ฉันก็เห็นใบหน้าของบุคคลนั้นชัดเจนจนตัวชาวาบ
"นารา! ลูกมาทำอะไรกับไอ้เด็กเหลือขอนี่!"
เสียงของ ‘พ่อ’ ดังก้องไปทั่วสวน แววตาของเขาที่มองมายังเราสองคนไม่ได้เต็มไปด้วยความห่วงใย แต่เป็น ‘ความหวาดกลัว’ อย่างเห็นได้ชัด
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมสำรวจใจคนไปพร้อมกับนาราและคีรินในตอนนี้ด้วยนะคะ มารอชมกันค่ะว่าความลับนี้จะเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาไปอย่างไรในตอนหน้า!
อัลกอริทึมหัวใจ: เมื่อนักจิตวิทยาต้องวิเคราะห์ไอคอนที่เกลียดขี้หน้า•ตอนที่ 7
ความลับใต้เงาสปอร์ตไลท์
ผลงานโดย จิตวิทยาเพื่อทุกคน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จิตวิทยาเพื่อทุกคน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมหัวใจ: เมื่อนักจิตวิทยาต้องวิเคราะห์ไอคอนที่เกลียดขี้หน้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!