“ถ้าคุณนิยาม ‘ความสุข’ ว่าเป็นการสะสมตัวเลขในบัญชีและความพึงพอใจชั่วครั้งชั่วคราวบนหน้าจอ... ฉันเกรงว่าวิชาจิตวิทยาคงต้องเขียนตำราใหม่เพื่อรองรับความว่างเปล่าในหัวใจของคุณแล้วล่ะค่ะ, คุณคีริน”
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอของชายหนุ่มดังแข่งกับเสียงฝนที่ยังคงสาดซัดกระทบกระจกบานใหญ่ของร้านอาหารหรู คีรินไม่ได้สะเทือนใจกับคำวินิจฉัยกึ่งประชดประชันนั้นแม้แต่น้อย เขากลับวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะด้วยจังหวะจะโคนแสนช้า เผยให้เห็นรอยยิ้มมุมปากที่ฉาบไว้ด้วยความเย้ยหยันอันเป็นเอกลักษณ์
“คุณหมอนาราคะ... ตำราจิตวิทยาของคุณหน่ะ มันก็แค่ทฤษฎีโลกสวยที่ถูกเขียนขึ้นมาโดยคนที่กลัวการเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายของโลกทุนนิยมเท่านั้นแหละครับ” คีรินโน้มตัวไปข้างหน้า ข้อศอกทั้งสองข้างท้าวลงบนโต๊ะอาหาร ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอราวกับสัตว์ป่ากำลังต้อนเหยื่อให้จนมุม “ความสุขที่แท้จริง มันคือการได้ควบคุม ได้ครอบครอง และได้เห็นคนอื่นดิ้นรนอยู่ในกำมือต่างหาก... หรือคุณจะเถียงว่าลึกๆ แล้ว คุณไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเลยเวลาที่วิเคราะห์คนอื่นได้ทะลุปรุโปร่งน่ะ?”
นารากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอนิ่งเงียบไปชั่วขณะเพื่อควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจที่เริ่มทรยศต่อต้านสติสัมปชัญญะ เหตุการณ์เมื่อครู่ที่เขาเพิ่งลุกออกไปเคลียร์ปัญหาเบื้องหลัง กลับเข้ามานั่งปั้นหน้ากวนประสาทใส่เธอต่อหน้าสลัดทูน่าจานเดิม มันแสดงให้เห็นถึงความเยือกเย็นและอำนาจมืดบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์อินฟลูเอนเซอร์สาย Toxic คนนี้ได้อย่างชัดเจน
เขาร้ายกาจ... และเธอกำลังตกหลุมพรางทางจิตวิทยาที่เธอก่อขึ้นเองทีละน้อย
“มนุษย์เราไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความกระหายในการควบคุมหรอกค่ะ, คุณคีริน” นาราเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พยายามดึงความเยือกเย็นในฐานะนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญกลับคืนมา ปลายนิ้วเรียวสวยเคาะลงบนโต๊ะเป็นจังหวะสม่ำเสมอเพื่อแสดงออกถึงความมั่นคง “ตามทฤษฎีความต้องการของมาโลว์ มนุษย์เราโหยหาการยอมรับและความผูกพัน... สิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ ทั้งการสร้างคอนเทนต์ยั่วโมโห หรือการทำตัวเป็นไอคอนที่คนเกลียดชัง มันเป็นแค่กลไกการป้องกันตัวขั้นสูงที่เรียกว่า ‘Reaction Formation’ หรือการแสดงออกตรงข้ามกับความรู้สึกที่แท้จริงต่างหากล่ะคะ”
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเงียบลงทันที ราวกับอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงหลายองศา
รอยยิ้มบนใบหน้าของคีรินจางหายไปชั่วพริบตา ดวงตาคู่คมที่เคยพราวระยับด้วยความสนุกสนาน กลับแปรเปลี่ยนเป็นความมืดลึกที่อ่านไม่ออก เขานิ่งเงียบไปนานเสียจนเสียงฟ้าร้องคำรามด้านนอกกลายเป็นสิ่งเดียวที่ได้ยิน ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาจับจ้องมองผู้หญิงตรงหน้าด้วยประกายแสงบางอย่างที่ร้อนแรงและอันตรายยิ่งกว่าเดิม
“คุณนี่มัน... ช่างกล้าหาญเสียจริงนะครับ, ดร.นารา” น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นนุ่มทุ้มและแหบพร่าลงอย่างกะทันหัน มันไม่ใช่โทนเสียงเยาะ cยันแบบเมื่อครู่ แต่เป็นโทนเสียงที่กดต่ำจนทำให้แผ่นหลังของเธอเย็นวาบ “กล้าดียังไงถึงมาถอดรหัสความรู้สึกที่ผมซ่อนไว้มิดชิดที่สุด... ทั้งที่ตัวคุณเอง... ก็เป็นแค่ผู้หญิงอกหักที่เอาแต่ซ่อนความกลัวการถูกทอดทิ้งไว้เบื้องหลังเกราะของตรรกะและงานวิจัยไม่ใช่เหรอครับ?”
คำพูดนั้นพุ่งตรงเข้าปักกลางใจของนารา ราวกับลูกศรอาบยาพิษที่แม่นยำจนน่ากลัว ปมในอดีตที่เธอพยายามฝังกลบมันไว้ด้วยความสำเร็จ หน้ากากของนักจิตวิทยาผู้เพียบพร้อมเกือบจะร้าวฉานลงตรงหน้าเขา เธอกำหมัดแน่นใต้โต๊ะ เล็บจิกเข้ากับฝ่ามือเพื่อดึงสติไม่ให้แสดงความอ่อนแอออกมาทางสีหน้า
“อย่ามาทำเป็นรู้ดีเกี่ยวกับตัวฉันนะคะ, คุณคีริน” นาราเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธที่ผสมผสานกับความตื่นตระหนกอย่างประหลาด “เรากำลังพูดถึงงานวิจัยของคุณ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของฉัน!”
“เรื่องส่วนตัวเหรอครับ?” คีรินหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้ง ขายยาว180เซนติเมตรก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอย่างรวดเร็ว ร่างสูงใหญ่โน้มตัวลงมาใกล้จนใบหน้าของเขากับเธอห่างกันเพียงคืบ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นอายฝนด้านนอกโชยเข้าแตะจมูก จนเธอแทบจะลืมวิธีหายใจ “ตั้งแต่เมื่อไหร่กันล่ะครับ ที่เรื่องของคุณกับเรื่องของผม... มันกลายเป็นคนละเรื่องเดียวกันไปแล้ว?”
หัวใจของนาราเต้นระรัวราวกับกลองศึก สายตาของเธอมองสำรวจใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม ความใกล้ชิดนี้มันอันตรายเกินไป อันตรายต่อหัวใจที่ถูกโปรแกรมให้รักความสมบูรณ์แบบ แต่วินาทีนี้กลับอยากจะพังทลายทุกกฎเกณฑ์เพื่อแลกกับการได้สัมผัสความอบอุ่นที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความปากร้ายของเขา
มือหนาของคีรินเอื้อมมาแตะที่ปลายคางของเธอแผ่วเบา สัมผัสอุ่นร้อนนั้นทำให้นาราช็อกจนตัวแข็งทื่อ สมองสั่งให้ผลักเขาออกไป แต่ร่างกายกลับทรยศด้วยการนิ่งงัน ปล่อยให้ปลายนิ้วเรียวของเขาเกลี่ยไล้กรอบหน้าของเธออย่างถือวิสาสะ
“งานวิจัยบนโต๊ะอาหารของเราวันนี้... ผมคิดว่าเราได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้วล่ะครับ, คุณหมอ” คีรินกระซิบแผ่วเบาชิดริมฝีปากของเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดแก้มจนขนลุกซู่ “ว่าจริงๆ แล้ว... เราต่างก็เป็นโรคเดียวกัน... โรคที่ต้องอาศัย ‘อีกฝ่าย’ เพื่อเติมเต็มความบ้าคลั่งในหัวใจ”
ทว่า... ในจังหวะที่หัวใจของนารากำลังจะหลุดลอยไปกับสัมผัสและแววตาคลั่งรักที่เขาปิดไม่มิด เสียงกริ่งโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะก็แผדเสียงดังขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูอมเทานั้นทันที
คีรินชะงัก เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความขัดใจ ส่วนนาราสะดุ้งสุดตัว รีบผละถอยหลังออกห่างจากเขาราวกับโดนไฟช็อต มือสั่นเทาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาหน้าจอแสดงสายเรียกเข้าจาก "ดร.ธนา" อาจารย์ที่ปรึกษาและอดีตคู่หมั้นผู้เพียบพร้อมที่เธอพยายามตัดขาด
นารายังไม่ทันได้กดรับสาย จู่ๆ ไฟในร้านอาหารหรูทั้งหลังก็ดับวูบลงเหลือเพียงความมืดมิด ท่ามกลางเสียงพายุฝนที่โหมกระหน่ำรุนแรงกว่าเดิม
ก่อนที่ร่างสูงอีกร่างหนึ่งจะก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะของพวกเขา พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยทักทายขึ้นท่ามกลางความมืดด้วยน้ำเสียงที่ทำให้นาราต้องหน้าถอดสี
“ขอโทษที่รบกวนเวลาดินเนอร์นะครับ... พอดีผมได้ยินว่า ‘ว่าที่ภรรยา’ ของผม กำลังทำวิจัยนอกตำราอยู่กับอินฟลูเอนเซอร์ตัวแสบคนนี้... ผมเลยต้องรีบมาดูให้เห็นกับตาน่ะครับ ว่าคุณหมอคนเก่งกำลังศึกษา ‘พฤติกรรมผิดปกติ’ อะไรอยู่กันแน่”
ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะคะ บทต่อไปรับรองว่าเดือดและฟินจนหยุดไม่อยู่แน่นอนค่ะ!
อัลกอริทึมหัวใจ: เมื่อนักจิตวิทยาต้องวิเคราะห์ไอคอนที่เกลียดขี้หน้า•ตอนที่ 5
งานวิจัยบนโต๊ะอาหาร
ผลงานโดย จิตวิทยาเพื่อทุกคน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จิตวิทยาเพื่อทุกคน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมหัวใจ: เมื่อนักจิตวิทยาต้องวิเคราะห์ไอคอนที่เกลียดขี้หน้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!