อัลกอริทึมหัวใจ: เมื่อนักจิตวิทยาต้องวิเคราะห์ไอคอนที่เกลียดขี้หน้า•ตอนที่ 10

เส้นแบ่งที่เริ่มจาง

ผลงานโดย จิตวิทยาเพื่อทุกคน
“ถ้าคุณยังเอาสายตาพิพากษาแบบนั้นมามองดิฉัน เกรงว่างานการกุศลของมูลนิธิเด็กกำพร้าปีนี้ คงต้องจบลงที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลแทนที่จะเป็นหอประชุมนะคะ คุณคีริน” เสียงหวานทุบทำลายความเงียบของห้องประชุมใหญ่ลงอย่างไม่ไว้หน้า ร่างบางของดร.นาราผละถอยห่างจากแผงอกกว้างของชายหนุ่มทันทีที่ประตูห้องถูกเปิดออก แม้ว่าเสี้ยววินาทีก่อนหน้านี้ ระยะห่างระหว่างพวกเขาทั้งคู่จะแทบไม่มีเหลืออยู่เลยก็ตาม นัยน์ตาสีเข้มของนักจิตวิทยาสาวพราวระยับด้วยประกายความหงุดหงิดระคนกระดากอายเล็กน้อย แต่เธอเลือกที่จะซ่อนมันไว้ใต้เกราะป้องกันอันเยือกเย็นตามความคุ้นชิน คีรินยักไหล่ช้าๆ เขายังคงยืนพิงขอบโต๊ะทำงานด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับสถานการณ์แนบชิดเมื่อครู่เป็นเพียงเรื่องดินฟ้าอากาศ ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มมุมปากในแบบที่นาราอยากจะยกแฟ้มเอกสารหนาปึ้กฟาดลงไปสักทีสองทีให้หายหมั่นไส้ “โอ๊ะ... ผมนึกว่าคุณดาราของเรากำลังอินกับบทบาท ‘ผู้ให้คำปรึกษาที่ใกล้ชิด’ เสียอีกนะครับเนี่ย ดูจากองศาที่เข้าใกล้เมื่อกี้ ถ้าขยับอีกแค่เซนเดียว... เราคงได้ยินเสียงหัวเต้นของกันและกันแล้วมั้งครับ” อินฟลูเอนเซอร์หนุ่มจอมกวนตอกกลับด้วยน้ำเสียงลากยาว ชวนให้เลือดในกายของคนฟังพุ่งพล่านขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ “คุณนี่มัน... เกินเยียวยาจริงๆ ค่ะ” นาราถอนหายใจยาวเหยียด พยายามดึงสติกลับมาสู่โหมดมืออาชีพ ขณะที่เลขาฯ หน้าห้องซึ่งยืนหน้าซีดตัวสั่นอยู่ตรงประตูกลั้นหายใจแทบไม่ทัน เธอรีบวางเอกสารกองโตลงบนโต๊ะแล้วหมุนตัวเดินออกไปจากห้องราวกับหนีตายทิ้งให้คนทั้งคู่เผชิญหน้ากันต่อตามลำพัง ในทางจิตวิทยา พฤติกรรมกวนประสาทและการสร้างกำแพงกั้นความรู้สึกด้วยอารมณ์ขันร้ายกาจของคีริน คือกลไกการป้องกันตัวแบบ Reaction Formation หรือการแสดงออกตรงข้ามกับความจริงในใจ นารารู้ดี... เธออ่านเขาออกทุกย่างก้าว แต่นั่นแหละคือปัญหาที่แท้จริง เพราะยิ่งเธอวิเคราะห์เขามากเท่าไหร่ เธอกลับยิ่งพบรอยร้าวที่คล้ายคลึงกับตัวเธอเองเข้าไปทุกที ความคาดหวัง ความโดดเดี่ยว และการถูกตีตราจากสังคม โปรเจกต์งานการกุศล "Algorithm of Hope" ที่มูลนิธิใจฟ้าจัดขึ้นเพื่อระดมทุนช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส บังคับให้พวกเขาต้องกลายมาเป็นประธานร่วมในคณะทำงาน และนั่นหมายถึง... เวลาเจ็ดวันที่ต้องติดอยู่ด้วยกันในค่ายอาสา ณ ปริมณฑลห่างไกลความเจริญ รถตู้คันหรูเคลื่อนตัวออกจากใจกลางเมืองกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่ภาคเหนือ ความเงียบงันภายในห้องโดยสารด้านหลังตลบอบอวลไปด้วยคลื่นกระแสความคิดที่ปะทะกันอย่างเงียบเชียบ นารานั่งมองทิวทัศน์นอกหน้าต่าง ปล่อยให้ความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักหลายเดือนกัดกินสมาธิ ขณะที่คีรินซึ่งนั่งอยู่เบาะข้างๆ กำลังรัวนิ้วลงบนหน้าจอสมาร์ทโฟนเพื่ออัปเดตสตอรี่ไอจีตามวิสัยอินฟลูเอนเซอร์ตัวพ่อ *“นั่งรถหกชั่วโมงกับนักจิตวิทยาหน้าดุ... ใครมีวิธีเอาตัวรอดจากเครื่องจับเท็จมนุษย์ ช่วยแนะนำด่วนครับ 🙄”* นาราเหลือบไปเห็นข้อความนั้นผ่านหางตา เธอแค่นسหัวเราะในลำคอเบาๆ “ถ้ากลัวการถูกวิเคราะห์นัก ทำไมถึงเสนอตัวมาร่วมโปรเจกต์นี้ตั้งแต่แรกละคะ คุณคีริน? จะอ้างว่าโดนผู้จัดการบังคับอีกหรือเปล่า” คีรินชะงักนิ้วที่กำลังพิมพ์ เขาวางโทรศัพท์มือถือคว่ำลงบนตัก หันมามองหญิงสาวด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม วูบหนึ่ง... มันมีความจริงจังลึกซึ้งฉายชัดขึ้นมาจนนาราต้องหลบตา “บางที... ผมอาจจะแค่อยากรู้ว่า นักจิตวิทยาที่เก่งกาจขนาดวิเคราะห์คนอื่นได้ทะลุปรุโปร่ง จะมีมุมมองต่อ ‘ความเจ็บปวด’ ของตัวเองยังไงบ้างก็แค่นั้นครับ” น้ำเสียงของเขาไม่มีแววประชดประชันเหมือนเคย แต่มันเจือไปด้วยความนัยบางอย่างที่ทำให้นาราใจกระตุกวูบ กลไกการป้องกันตัวของเธอกำลังทำงานทันที นารากอดอกแน่น เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย “เรื่องของดิฉัน ไม่เกี่ยวกับงานการกุศลครั้งนี้ค่ะ หน้าที่ของเราคือทำให้เด็กๆ ได้รับเงินบริจาค และทำให้ภาพลักษณ์ของโปรเจกต์นี้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด กรุณาอย่าล้ำเส้นความเป็นส่วนตัวนะคะ” “เส้นความเป็นส่วนตัวเหรอครับ?” คีรินหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอราวกับจะสแกนทะลุเข้าไปถึงก้นBบึ้งของหัวใจ “ทั้งๆ ที่เมื่อกี้... บนห้องทำงาน คุณยังเกือบจะก้าวข้ามเส้นนั้นมาอยู่ในอ้อมแขนผมอยู่แล้วเชียว” “นั่นมันอุบัติเหตุค่ะ!” นาราเสียงสูงขึ้นเล็กน้อยด้วยความจำนนต่อหลักฐาน ใบเนียนขาวขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่ ความร้อนแล่นผ่าวไปทั่วใบหู “อุบัติเหตุหรือตั้งใจ... เดี๋ยวอีกเจ็ดวันที่เราต้องนอนรีสอร์ตหลังเดียวกันกลางป่า คงได้พิสูจน์กันยาวๆ ล่ะครับ ด็อกเตอร์” รถตู้เลี้ยวเข้าสู่เขตพื้นที่ของมูลนิธิในช่วงบ่ายแก่ๆ บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนจากตึกรามบ้านช่องเป็นทัศนียภาพของภูเขาสลับซับซ้อนและลมหนาวที่พัดโชยเข้ามาปะทะผิวกาย รีสอร์ตไม้สักทองขนาดกะทัดรัดตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ และเมื่อผู้จัดการค่ายเดินมาแจ้งข่าวร้ายที่ทำเอาโลกทั้งใบของดร.นาราแทบคว่ำคะมำ... “ขออภัยด้วยนะคะคุณนาราและคุณคีริน พอดีบ้านพักรับรองแขก VIP เกิดเหตุก๊อกน้ำแตก น้ำท่วมห้องใหญ่ ตอนนี้ช่างกำลังซ่อมแซมกระตุกระบบไฟอยู่ค่ะ ทางรีสอร์ตเหลือบ้านพักเดี่ยวหลังสุดท้ายที่เพิ่งรีโนเวทเสร็จพอดี... คงต้องรบกวน ‘พักร่วมกัน’ ไปก่อนสักสองคืนนะคะ!” นาราหันขวับไปมองหน้าผู้จัดการรีสอร์ตสลับกับร่างสูงของคนที่ยืนกอดอกยิ้มกริ่มอยู่ข้างๆ รอยยิ้มของคีรินในตอนนี้... ช่างน่าหมั่นไส้และทรงพลังเสียจนเธออยากจะหายตัวไปจากตรงนั้นให้รู้แล้วรู้รอด ในขณะที่นารากำลังอ้าปากจะปฏิเสธเสียงแข็ง คีรินกลับก้าวเข้าไปใกล้เธอโน้มใบหน้าลงมากระซิบข้างใบหูด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำพร่า ที่ทำเอาขนลุกเกรียวไปทั้งร่าง “ดูเหมือนว่าอัลกอริทึมของโชคชะตา... จะอยากให้เราสองคนเรียนรู้ ‘จิตวิทยาของกันและกัน’ ให้ลึกซึ้งกว่าเดิมแล้วล่ะครับ ด็อกเตอร์” ประโยคสุดท้ายทิ้งค้างคาไว้ท่ามกลางสายลมหนาวที่พัดผ่านช่องเขา ขณะที่นารายืนแข็งทื่อ หัวใจเต้นรัวระคนสับสนกับสัมผัสอุ่นที่ยังคงวนเวียนอยู่ใกล้ชิดเกินความจำเป็น—และก่อนที่เธอจะทันได้เอ่ยคำปฏิเสธใดๆ ออกมา มือหนาก็คว้ากระเป๋าเดินทางทั้งสองใบเดินนำลิ่วเข้าไปในบ้านพักไม้หลังน้อย ปิดประตูลงกลอนเบาๆ แต่ดังก้องอยู่ในความรู้สึกของคนฟังจนแทบหยุดหายใจ! (โปรดติดตามตอนต่อไป...) --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาร่วมวิเคราะห์หัวใจไปพร้อมกันนะคะ เจอกันตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (จิตวิทยาเพื่อทุกคน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลกอริทึมหัวใจ: เมื่อนักจิตวิทยาต้องวิเคราะห์ไอคอนที่เกลียดขี้หน้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%