กลิ่นอายของไวน์แดงราคาแพงเคล้ากับความอับชื้นในห้องแต่งตัววีไอพีหลังเวทีแฟชั่นโชว์ระดับประเทศช่างชวนให้อึดอัดเสียจนเรย์รินรู้สึกเหมือนหายใจไม่ทั่วท้อง
นิ้วเรียวภายใต้ถุงมือผ้าลูกไม้สีดำกำลังรูดซิปชุดราตรีผ้าซาตินสีดำสนิทบนหุ่นลองเสื้ออย่างเชื่องช้า แต่ดวงตาคู่คมกลับไม่ได้มองผลงานตรงหน้าเลยสักนิด เธอกำลังจ้องสะท้อนเงาของตัวเองในกระจกบานใหญ่... เงาของหญิงสาวผู้ใช้ความแค้นเป็นเชื้อเพลิงในการมีชีวิตรอด และเงาของใครอีกคนที่กำลังยืนค้ำหัวเธออยู่ด้วยลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดต้นคอ
“คุณกำลังเล่นกับไฟ เรย์ริน”
เสียงทุ้มต่ำที่เคยประกาศก้องความสำเร็จบนรันเวย์ระดับโลกบัดนี้แหบพร่าและสั่นเทาเล็กน้อย คิรากรไม่ได้ถอยห่าง เขากลับก้าวเข้ามาประชิดจนแผ่นหลังบอบบางของเธอแนบชิดกับอกแกร่งที่กระเพื่อมไหวตามจังหวะการเต้นของหัวใจ
เรย์รินแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มเยาะหยันแต้มอยู่ที่มุมปากอย่างน่ามอง “ไฟเหรอคะ? น่าเสียดายจังที่คุณคิรากรน่าจะรู้ดีที่สุดว่า... ฉันนี่แหละคือคนที่จุดไฟแผดเผาทุกอย่าง ตั้งแต่ผลงานที่พวกคุณเคยขโมยไป จนถึงความเย่อหยิ่งที่คุณกำลังภูมิใจนักหนา”
มือหนาของนายแบบหนุ่มผู้ถูกขนานนามว่า ‘เทพบุตรไร้หัวใจ’ เอื้อมมากำข้อมือของเธอไว้แน่น แรงบีบไม่ได้รุนแรงจนเจ็บ แต่มันหนักหน่วงพอที่จะส่งผ่านความรุ่มร้อนบางอย่างที่เธอไม่ต้องการจะรับรู้ เรย์รินสะบัดข้อมือออกทันทีราวกับโดนของร้อน เธоหันขวับกลับมาเผชิญหน้า ระยะห่างระหว่างพวกเขาน้อยเสียจนจมูกเกือบชนกัน
“อย่ามาแตะต้องตัวฉันด้วยมือคู่นั้น” เธอกล่าวเสียงลอดไรฟัน ดวงตาสุกใสแต่เย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลกจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบของเขา “เกมของเรายังไม่จบ คุณมีหน้าที่เป็นแค่หุ่นเชิดบนรันเวย์เพื่อเหยียบหน้าอคินให้จมดิน... ไม่ใช่มาทำตัวรุ่มร่ามกับอดีตคนที่คุณเคยเหยียบย่ำ”
คำพูดเชือดเฉือนนั้นคมกริบราวกับใบมีดโกนที่อาบน้ำผึ้ง เคลือบไว้ด้วยความหยิ่งทะนงและความเจ็บปวดที่ถูกฝังกลบมานานนับปี แต่น่าแปลก... แทนที่คิรากรจะโกรธเกรี้ยวหรือแสดงความเย่อหยิ่งใส่เธอเช่นเคย นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นกลับไหววับ เต็มไปด้วยความเจ็บปวดลึกซึ้งที่เขายากจะซ่อนเร้น
“ถ้ามันคือเกม... ทำไมหัวใจผมถึงไม่ได้เล่นตามกติกาตั้งแต่แรกที่คุณก้าวเข้ามาล่ะครับ?” คิรากรกระซิบชิดริมหู เสียงของเขาพร่าเลือนและเต็มไปด้วยความเว้าวอนที่เรย์รินไม่เคยคาดคิดว่าจะได้ยินจากผู้ชายคนนี้
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่เล็กๆ ในห้องแต่งตัวชั่วขณะ มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรำไปพร้อมกับความรู้สึกบิดเบี้ยวในอก ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากความสะใจ การแก้แค้น และการเอาคืน เพื่อให้สาสมกับหยาดน้ำตาในอดีต บัดนี้กลับถูกพันธนาการด้วยความโหยหาอย่างประหลาด ทุกสัมผัส ทุกกลิ่นกาย และทุกร่องรอยแห่งความเกลียดชังที่เคยมี กลับแปรเปลี่ยนเป็นแรงดึงดูดอันตรายที่พร้อมจะแผดเผาทั้งคู่ให้มอดไหม้
เรย์รินกลืนก้อนความขมขื่นลงคอ เธอยกมือขึ้นดันแผงอกแกร่งให้ออกห่าง แม้ร่างกายจะพยายามปฏิเสธ แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นแรงจนน่าสมเพช “คุณกำลังเพ้อเจ้ออะไร คิรากร? ตื่นเสียทีเถอะค่ะ... คนอย่างฉันไม่มีวันให้อภัยคนที่ร่วมมือกับอคินทำลายชีวิตฉันหรอกนะ”
“ผมรู้... ผมรู้ดีว่าผมมันเลวทรามแค่ไหน” คิรากรก้าวตามทันที เขาคว้าเอวบางของเธอไว้ด้วยแขนข้างเดียวรั้งเข้าหาตัวอย่างเด็ดขาด ดวงตาคู่นั้นจ้องมองริมฝีปากที่สั่นระริกของเธอด้วยความกระหายโหยหา “แต่เรย์ริน... คุณเองก็ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่า ตอนที่ริมฝีปากของเราแตะต้องกันเมื่อคืนก่อน คุณไม่ได้รู้สึกแค่ความแค้น!”
สิ้นคำพูดนั้น ริมฝีปากอุ่นร้อนก็ทาบทับลงมาอย่างไร้การ
มันไม่ใช่จูบแห่งความอ่อนโยน แต่มันคือการประกาศก้องถึงความโหยหาที่ถูกกักเก็บไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความเย็นชา เรย์รินเบิกตากว้างด้วยความตกใจ สมองกรีดร้องให้ผลักเขาออกไป แต่ร่างกายกลับทรยศด้วยการอ่อนปวกเปียก รสชาติของไวน์แดงและความดุดันที่เจือปนด้วยความสำนึกผิดทำให้เธอแทบละลาย รอยจูบที่เริ่มต้นจากความแค้น ความเจ็บปวด และการชำระบาป ค่อยๆ เปลี่ยนทิศทางกลายเป็นเพลิงสวาทที่ร้อนแรงและแผดเผาจนสติสัมปชัญญะของเธอกระเจิง
มือบางที่เคยผลักไส ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกำเสื้อเชิ้ตของเขาแน่นขึ้น แรงดึงดูดระหว่างคนบาปสองคนทำงานอย่างสมบูรณ์แบบในห้องที่ปิดตายนี้ ไม่มีคำแก้ตัว ไม่มีเสียงอ้อนวอน มีเพียงลมหายใจที่สอดประสานกันท่ามกลางเงาสะท้อนแห่งอดีตที่ตามมาหลอกหลอน
ทว่า... ในวินาทีที่เรย์รินกำลังจะปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งลงไปในวังวนแห่งความลุ่มหลงนั้น เสียงเคาะประตูห้องแต่งตัวรัวเร็วและเสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังแทรกขึ้นมาทำลายบรรยากาศอันเร่าร้อน
“คุณคิรากรครับ! แฟนคลับและนักข่าวข้างนอกกำลังตามหาตัวคุณให้วุ่นวาย... เอ๊ะ! ขอประทานอภัยครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจะมารบกวนเวลาส่วนตัวของพวกคุณ...”
เสียงของสไตลิสต์หนุ่มดังขึ้นพร้อมกับประตูห้องที่ถูกผลักเปิดออกกว้างโดยไม่ทันตั้งตัว เรย์รินสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อต เธอรีบผลักคิรากรให้ออกห่างอย่างแรงจนเกือบเซ สองมือสั่นระริกยกขึ้นเช็ดริมฝีปากที่บวมเจ่อของตัวเองลวกๆ พยายามปรับสีหน้าให้กลับมาเยือกเย็นและเฉียบขาดดังเดิมในเวลาไม่ถึงเสี้ยววินาที
คิรากรถอยหลังไปหนึ่งก้าวด้วยความหงุดหงิด เขากวาดสายตาคมกริบมองผู้มาใหม่ด้วยความไม่พอใจอย่างยิ่ง ก่อนจะหันกลับมามองเรย์รินที่ยืนหอบหายใจอยู่ข้างหุ่นลองเสื้อ
“เรายังคุยกันไม่จบ... เรย์ริน” เขาเอמהเสียงต่ำอย่างมีความหมาย
เรย์รินเชิดหน้าขึ้น รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวยเฉี่ยวอีกครั้ง แม้หัวใจจะยังเต้นรัวไม่เป็นจังหวะก็ตาม “ค่ะ... เราคงต้องคุยกันยาวแน่ๆ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ค่ะ เชิญคุณออกไปทำหน้าที่ ‘หุ่นเชิด’ ของคุณบนรันเวย์ต่อเถอะค่ะ อย่าทำให้ผู้มีพระคุณอย่างอคินต้องรอนานเลย”
เธอกล่าวจบก็หันหลังให้ทันทีเพื่อซ่อนแววตาสั่นไหวของตนเอง ปล่อยให้คิรากรเดินออกจากห้องไปพร้อมกับความรู้สึกค้างคาที่สุมอยู่ในอก ทว่า ในจังหวะที่ประตูกำลังจะปิดลงนั้นเอง เสียงฝีเท้าของใครอีกคนก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องแต่งตัว พร้อมกับเสียงทุ้มคุ้นหูที่ทำให้เลือดในกายของเรย์รินเย็นเฉียบลงในชั่วพริบตา
“อ้าว คิรากร ออกมาพอดีเลย... นายเห็นผู้หญิงที่ชื่อเรย์รินหรือเปล่า? ฉันได้ข่าวว่ายัยดีไซเนอร์ตกอับคนนั้นแอบลอบเข้ามาในงานนี้ด้วย และที่สำคัญ... เด็กผู้ชายที่เดินอยู่กับเธอนั่น หน้าตาช่างละม้ายคล้ายคลึงกับนายจนน่าตกใจเลยนะ ว่าไหม?”
คำพูดประโยคสุดท้ายของอคินทำเอาเรย์รินที่กำลังจะหยิบกรรไกรบนโต๊ะทำงานถึงกับชะงักงัน ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหินในทันที!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปในความมืดมนและงดงามของบทนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
ดีไซเนอร์ไร้เงากับนายแบบผู้ถูกสาป•ตอนที่ 10
รอยจูบที่เปื้อนความแค้น
ผลงานโดย ชานมไข่มุกหวานร้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชานมไข่มุกหวานร้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีไซเนอร์ไร้เงากับนายแบบผู้ถูกสาป นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!