เสียงฟ้าร้องคำรามก้องราวกับแผ่นดินจะแยกออกเป็นเสี่ยงๆ สายฝนกระหน่ำซัดสาดเข้าใส่กระจกบานใหญ่ของสตูดิโอราวกับต้องการระบายความโกรธเกลียดทั้งหมดที่มีบนโลกใบนี้
เรย์รินยืนนิ่งสนิทอยู่หน้าโต๊ะทำงาน ปลายนิ้วเรียวสวยภายใต้ถุงมือผ้าสีดำกำลังเกลี่ยรอยยับบนชุดเดรสโอตกูตูร์สีดำสนิท ชุดที่ถูกออกแบบมาเพื่อเหยียบย่ำความสำเร็จของอคินในค่ำคืนงานแฟชั่นโชว์ระดับประเทศ แต่ในขณะนี้ หัวใจของเธอกลับไม่ได้จดจ่ออยู่กับผ้าแพรพรรณราคาแพงเหล่านั้นเลย
สายตาของเธอจับจ้องไปยังร่างสูงใหญ่ของคิรากรที่ยืนพิงกรอบหน้าต่างหันหลังให้เธอ แผ่นหลังกว้างที่เคยเหยียดตรงและเย่อหยิ่งจนน่าหมั่นไส้ บัดนี้กลับดูราวกับแบกรับน้ำหนักของบาปกรรมทั้งมวลไว้บนบ่า
"คุณควรกลับไปได้แล้วค่ะ คิรากร" เสียงของเรย์รินราบเรียบ เย็นชา และบาดลึกราวกับคมมีดที่อาบด้วยน้ำผึ้ง "พายุแรงขนาดนี้ ถนนเส้นหลักน่าจะถูกน้ำท่วมไปแล้ว แต่รถสปอร์ตราคาแพงของคุณคงไม่ละลายน้ำหรอกนะคะ"
คิรากรไม่ขยับเขยื้อน เขายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ราวกับรูปปั้นหินอ่อนที่ถูกแกะสลักขึ้นมาจากความเสียใจอันไร้ก้นบึ้ง ชายหนุ่มค่อยๆ หมุนตัวกลับมา ดวงตาคมกราบที่เคยเต็มไปด้วยความมั่นใจและรัศมีแห่งซูเปอร์สตาร์ บัดนี้กลับแดงก่ำและฉายแววความเจ็บปวดร้าวรานที่แม้แต่เมคอัพราคาแพงก็ไม่อาจปกปิด
"กลับไปไหนล่ะ เรย์... ในเมื่อบ้านของผม มันถูกเผาทำลายด้วยมือของผมเองตั้งแต่เมื่อห้าปีที่แล้วแล้วล่ะครับ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาอย่างแหบพร่า รอยยิ้มขื่นขมปรากฏขึ้นที่มุมปากของชายหนุ่ม "คุณไล่ผมเหมือนหมูเหมือนหมามาเป็นร้อยครั้งแล้ว ทำไมครั้งนี้คุณถึงคิดว่าผมจะยอมเดินออกไปให้คุณสมเพชเล่นล่ะ?"
เรย์รินแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาสีเข้มวาววับด้วยเพลิงริษยาและบาดแผลในอديตที่ยังไม่เคยจางหาย เธอก้าวเท้าเข้าไปหาเขาอย่างช้าๆ ส้นสูงกระทบพื้นปูนเปลือยเกิดเสียงก้องกังวานท่ามกลางเสียงสายฝน
"สมเพชเหรอคะ? คุณคิดว่าตัวเองมีค่าพอให้ดิฉันรู้สึกสมเพชด้วยจริงๆ เหรอ คิรากร" เรย์รินหยุดยืนตรงหน้าเขา ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงลมหายใจกั้น "คุณคือคนที่เหยียบย่ำผลงานชิ้นแรกในชีวิตของดิฉัน คุณคือคนที่ร่วมมือกับอคินโยนดิฉันลงไปในกองเพลิงแห่งความอับอาย แล้ววันนี้คุณยังมีหน้ามาทำเป็นสำนึกผิด ยืนทำหน้าตาเจ็บปวดอยู่ในสตูดิโอของดิฉันเนี่ยนะ?"
มือเรียวบางยื่นไปสัมผัสที่ปกเสื้อสูทราคาแพงของเขา ออกแรงกระชากเบาๆ แต่เต็มไปด้วยแรงอารมณ์ที่อัดอั้นมานานหลายปี คิรากรไม่ขัดขืน ปล่อยให้เธอทำตามใจชอบ ดวงตาคมกริบคู่นั้นมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ ราวกับต้องการค้นหาเศษเสี้ยวความรักที่อาจจะยังหลงเหลืออยู่
"ผมไม่ได้ทำ..." คิรากรกระซิบเสียงสั่น เปลือกตาปิดลงชั่วขณะเมื่อความทรงจำอันเน่าเฟะผุดขึ้นมาในหัว "วันนั้น... ผมแค่โง่เง่า ผมถูกความทะเยอทะยานบดบังตา ผมคิดว่าชื่อเสียงและเงินทองคือทุกอย่าง จนกระทั่งวันที่ผมตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า บนเตียงนอนที่เคยมีคุณ... มันว่างเปล่า และโลกทั้งใบของผมก็พังทลายลงในพริบตาเดียว"
"อย่ามาพูดจาชวนคลื่นไส้หน่อยเลยค่ะ!" เรย์รินตวาดกร้าว น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นจากหางตา แต่เธอกลับปัดมันทิ้งอย่างไม่ไยดี "คำว่ารักของคุณมันก็แค่สินค้าชิ้นหนึ่งที่ใช้โปรโมทตัวเองเท่านั้นแหละ! เหมือนกับที่คุณเคยใช้ดิฉันเป็นบันไดไต่เต้า แล้วพอก้าวขึ้นไปถึงจุดสูงสุด คุณก็ถีบดิฉันตกลงมาอย่างไร้เยื่อใย!"
คิรากรเอื้อมมือหนาขึ้นมาหมายจะสัมผัสแก้มเนียนที่เปื้อนคราบน้ำตา แต่เรย์รินกลับเบี่ยงหน้าหนีอย่างรวดเร็วราวกับรังเกียจสัมผัสนั้น
"ถ้าคุณเกลียดผมนัก... ทำไมคุณถึงไม่ฆ่าผมให้ตายไปเลยล่ะเรย์ริน" คิรากรก้าวเข้าไปประชิดตัวเธอ จนหลังของหญิงสาวชนเข้ากับชั้นวางผ้า ร่างสูงก้มลงกระซิบข้างใบหู น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเวทนาและยอมจำนนต่อชะตากรรม "ฆ่าผมให้ตายคามือคุณตอนนี้เลยสิครับ หรือไม่ก็... ใช้ผมเป็นเครื่องมือแก้แค้นอคินให้สาสม ทำลายชีวิตผมให้พินาศเหมือนที่ผมเคยทำกับคุณ... ผมยอมให้คุณทำทุกอย่าง ขอแค่คุณอย่าผลักไสผมออกไปอีกเลย"
ความใกล้ชิดที่แนบแน่นจนเกินขอบเขตทำให้หัวใจของเรย์รินเต้นระรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ กลิ่นกายประจำตัวของเขาผสมผสานกับกลิ่นอายฝนยามค่ำคืน ปลุกเร้าความทรงจำอันตรายที่เธอพยายามฝังกลบมันมาตลอดหลายปี ร่างกายของเธอบอกให้ถอยห่าง แต่จิตวิญญาณแห่งการแก้แค้นกลับเรียกร้องให้อยู่ต่อ
"คุณคิดว่าตัวเองมีค่าพอให้ดิฉันลงทุนทำลายซ้ำสองเหรอคะ คิรากร" เรย์รินเงยหน้าขึ้นสบตาเขา รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏบนเรียวปากสีชาด "ในเมื่อคุณอยากชดใช้มากนัก... งั้นก็จำใส่สมองของคุณเอาไว้ให้ดี ว่าต่อจากนี้ไป คุณไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์ผู้สูงส่งอีกต่อไปแล้ว แต่คุณมันก็เป็นแค่... หุ่นเชิดไร้ค่าที่ดิฉันจะจับวางไว้ตรงไหนก็ได้ เพื่อเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของคุณให้จมดิน!"
คิรากรกระตุกยิ้มเศร้าสร้อย ทว่าในแววตากลับมีความโล่งอกแปลกประหลาด เขายอมก้มหัวให้ผู้หญิงคนนี้ ยอมแม้กระทั่งสูญเสียความเป็นตัวเอง ขอเพียงแค่ได้อยู่ใกล้ชิดเพื่อซับน้ำตาให้คนที่เขาเคยทำลาย
"ผมยอมเป็นหุ่นเชิดของคุณครับ เรย์ริน... ไม่ว่าคุณจะสั่งให้ผมทำอะไร หรือเหยียบย่ำผมแค่ไหน ผมก็ยอม"
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงฝนที่ยังคงกระหน่ำซัดด้านนอก เรย์รินจ้องมองใบหน้าคมคายที่อยู่ห่างเพียงคืบ หัวใจของเธอกำลังกรีดร้องด้วยความสับสนระหว่างความรักที่ยังหลงเหลือกับความแค้นที่ฝังรากลึก
ในจังหวะที่หัวใจของทั้งสองดวงกำลังเต้นโครมคราม ท่ามกลางบรรยากาศที่เปียกปื้นและร้อนรุ่มไปด้วยแรงอารมณ์นั้นเอง...
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูกระจกบานใหญ่ที่เชื่อมต่อกับระเบียงด้านนอกดังขึ้นท่ามกลางเสียงพายุโหมกระหน่ำ ทำให้ทั้งคู่สะดุ้งสุดตัวและผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว
เรย์รินขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ ใครกันที่จะบ้าบิ่นมาเคาะกระจกสตูดิโอชั้นสามในคืนพายุเข้าเช่นนี้ เธอก้าวเท้าเดินไปที่ผ้าม่านสีทึบแล้วกระชากมันเปิดออกอย่างแรง เพื่อจะพบกับร่างเล็กจ้อยของเด็กชายคนหนึ่งในชุดกันฝนสีเหลืองเปียกโชก
เด็กชายตัวน้อยผมหยักศกและมีดวงตากลมโตประกายระยิบระยับแบบเดียวกับคิรากรไม่มีผิดเพี้ยน กำลังยืนตัวสั่นด้วยความหนาวเหน frío อยู่หลังกระจกบานนั้น
ในมือเล็กๆ ของเด็กชายถือซองเอกสารกันน้ำสีน้ำตาลเปียกปอน และเมื่อเรย์รินผลักบานหน้าต่างออกเพื่อดึงร่างเล็กเข้ามาในห้อง เสียงใสแจ๋วที่เต็มไปด้วยความไร้เดียงสาก็เอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของคิรากรและเรย์รินเย็นเฉียบลงพร้อมกันในเสี้ยววินาที
"คุณน้าครับ... แม่บอกให้เอาเอกสารนี่มาส่งให้คนที่หน้าตาเหมือนผมครับ"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปในความมืดมนและงดงามของบทนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
ดีไซเนอร์ไร้เงากับนายแบบผู้ถูกสาป•ตอนที่ 9
ในคืนที่พายุโหม
ผลงานโดย ชานมไข่มุกหวานร้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชานมไข่มุกหวานร้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีไซเนอร์ไร้เงากับนายแบบผู้ถูกสาป นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!