"ริน... ถ้าจะรื้อฝ้าเพดานตรงนี้ออก ผมว่าเราต้องเตรียมตัวรับมือกับฝูงหนูที่ย้ายสำมะโนครัวมาอยู่ก่อนยายคุณเสียชีวิตด้วยนะ"
เสียงทุ้มต่ำของเมฆดังขึ้น พร้อมกับเสียงค้อนเหล็กที่กระทบไม้ผุจนฝุ่นสีเทาฟุ้งกระจาย รินรดายืนกอดอกแน่น เธอมองเศษไม้เก่าแก่ที่ร่วงกราวลงมาเหมือนใบไม้แห้ง กลิ่นอับชื้นของไม้ผุผสมกับกลิ่นสาบเก่าจางๆ ตีเข้าจมูกจนเธอต้องยกหลังมือขึ้นปิดปาก ลมหายใจของเธอติดขัดเหมือนมีก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่ลำคอ ภาพความทรงจำในวัยเด็กที่เคยวิ่งเล่นในร้านที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น บัดนี้เหลือเพียงโครงสร้างที่ดูเปราะบางราวกับจะพังทลายลงมาทับถมกัน
"ไม่ต้องห่วงเรื่องหนูหรอกค่ะเมฆ รินว่าที่น่าห่วงกว่าคือโครงสร้างไม้ตรงคานหลักนี่มากกว่า... มันยังไหวใช่ไหมคะ?" รินรดาถามพลางขยับเข้าไปใกล้ ใช้ปลายนิ้วสัมผัสเนื้อไม้ที่เริ่มเปลี่ยนสีเพราะปลวกกัดกิน เธอสัมผัสได้ถึงความสั่นไหวของมันผ่านปลายนิ้ว ไม่ต่างจากความรู้สึกในใจของเธอตอนนี้เลย
เมฆวางค้อนลงบนโต๊ะไม้ตัวยาวที่ตั้งอยู่กลางร้าน เขาปาดเหงื่อที่ไหลซึมตามขมับ สายตาคมกล้าภายใต้คิ้วดกหนาจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความใคร่ครวญ "ถ้าจะซ่อมให้กลับมาใช้การได้ดี ก็ต้องรื้อทำใหม่หมด ทั้งโครงหลังคา พื้น และผนังส่วนนี้... ริน คุณแน่ใจใช่ไหมว่าจะเลือกเก็บโครงสร้างเดิมไว้ แทนที่จะทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่ให้ทันสมัย?"
รินรดานิ่งงันไปครู่ใหญ่ เสียงลมพัดผ่านช่องโหว่ของหน้าต่างบานเกล็ดเก่าส่งเสียงหวีดหวิวเหมือนเสียงกระซิบจากอดีต เธอหันไปมองรูปถ่ายคุณยายที่กรอบไม้เริ่มซีดจางซึ่งวางอยู่บนเคาน์เตอร์บาร์ "ถ้าสร้างใหม่ มันก็ไม่ใช่ครัวของคุณยายอีกต่อไปแล้วค่ะเมฆ รินอยากให้คนที่เดินเข้ามาในร้านนี้ สัมผัสได้ถึงไออุ่นที่เคยมี... แม้มันจะเก่าและผุพังแค่ไหน แต่ทุกรอยขีดข่วนบนพื้นไม้พวกนี้ คือเรื่องราวที่ยายทิ้งไว้ให้ริน"
เมฆถอนหายใจยาวก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดมือ เขาเดินเข้าไปใกล้รินรดาจนได้กลิ่นหอมสะอาดของสบู่สมุนไพรจางๆ จากตัวเขา "คุณดื้อแบบนี้เสมอเลยสินะ" เขาพูดพลางยิ้มมุมปาก "แต่เอาเถอะ ในเมื่อเจ้าของร้านตัดสินใจแล้ว ผมก็คงมีหน้าที่แค่ทำให้มันแข็งแรงที่สุดเท่าที่จะทำได้"
ตลอดทั้งบ่าย เสียงเลื่อยไม้และเสียงตอกตะปูดังประสานกันอย่างมีจังหวะ รินรดาไม่ได้แค่ช่วยเมฆซ่อมร้าน เธอลงมือขัดพื้นไม้กระดานแผ่นเก่าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำมันและกาลเวลาด้วยน้ำยาสูตรโบราณที่คุณยายเคยสอน ทุกครั้งที่แปรงขัดไม้ไถลไปบนผิวไม้ สัมผัสที่เปลี่ยนจากสากเป็นลื่นปรื๊ดเปรียบเสมือนการปลดเปลื้องความกังวลในใจของเธอออกไปทีละน้อย
"รู้ไหมริน... อาหารที่อร่อยที่สุด ไม่ใช่เพราะเครื่องปรุงชั้นดีหรอก" เมฆที่กำลังปีนขึ้นไปตรวจสอบคานเพดานตะโกนลงมา "แต่มันคือความใส่ใจที่ใส่ลงไปตั้งแต่วินาทีที่เราเริ่มเตรียมครัว ถ้าครัวสะอาดและเปี่ยมไปด้วยความรัก วัตถุดิบที่วางลงบนนั้นจะเปลี่ยนรสชาติไปเองโดยอัตโนมัติ"
รินรดาเงยหน้าขึ้นมองเขา เธอยิ้มออกมาได้เต็มปากเป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ "คมนะคะวันนี้... ไปแอบอ่านหนังสือปรัชญามาจากไหนหรือเปล่า?"
"ผมก็พูดไปตามประสาคนทำสวนที่คลุกคลีกับดินกับน้ำนั่นแหละครับ" เมฆหัวเราะเบาๆ ก่อนจะชะงักไป ดวงตาของเขาเบิกกว้างเล็กน้อยเมื่อมองผ่านช่องโหว่ของฝ้าเพดานที่เขาเพิ่งงัดออกมา "ริน... ผมว่าเราเจอของดีเข้าแล้วล่ะ"
รินรดาลุกขึ้นยืนทันที "อะไรคะ?"
เมฆหยิบกล่องไม้ขนาดกะทัดรัดที่ถูกฝังอยู่ในช่องระหว่างคานไม้และฝ้าเพดานลงมา เขาปัดฝุ่นสีเทาออกจนเผยให้เห็นสัญลักษณ์ดอกมะลิแกะสลักที่คุ้นตา "ยายของคุณซ่อนกล่องนี้ไว้บนเพดานร้านมานานเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ แต่ดูจากสภาพตะปูที่ตอกปิดตาย... มันน่าจะเป็นความลับที่ยายไม่ได้ตั้งใจจะบอกใครตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้านนี้"
รินรดาใจเต้นแรง เธอเอื้อมมือไปรับกล่องไม้มาถือไว้ ความหนักอึ้งของมันทำให้เธอรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างข้างใน เมื่อเธอพยายามจะเปิดฝากล่อง เสียงฝีเท้าหนักๆ จากหน้าร้านก็ดังขึ้นพร้อมกับการเคาะประตูรัวแรงจนบานประตูไม้เก่าๆ สั่นสะเทือน
"มีใครอยู่ข้างในไหม! ฉันรู้ว่าพวกแกกำลังซ่อมร้านนี้อยู่... ออกมาเดี๋ยวนี้! ที่นี่ไม่ใช่ที่ของพวกแก!"
เสียงตะโกนกึกก้องด้วยความโกรธเกรี้ยวทำให้รินรดาและเมฆหันไปมองหน้ากันทันที รินรดารู้สึกถึงความเย็นวาบที่แล่นผ่านสันหลัง เธอจำเสียงนี้ได้ดี... เสียงของคนที่เธอพยายามหนีห่างมาตลอดทั้งชีวิต
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับ "ครัวคุณยาย" ในตอนที่ 4 นี้ด้วยกันนะคะ
ปลายจวักคุณยาย: เมนูเยียวยาใจในวันที่ฝนซา•ตอนที่ 4
ปัดฝุ่นร้านเก่า
ผลงานโดย ครัวคุณยาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ครัวคุณยาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปลายจวักคุณยาย: เมนูเยียวยาใจในวันที่ฝนซา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!