"ถ้าคุณยังขยี้หัวตัวเองแบบนั้น กะทิในหม้อคงกลายเป็นแกงบูดก่อนจะได้ชิมรสแน่ค่ะ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากหน้าประตูร้าน รินรดาชะงักมือที่กำลังขยำเส้นผมจนยุ่งเหยิง เธอเงยหน้าขึ้นจากเตาไฟ พบร่างสูงของเมฆที่ยืนสั่นน้ำฝนออกจากร่มคันใหญ่ กลิ่นดินชื้นแฉะผสมกับไอฝนจางๆ ฟุ้งเข้ามาในร้านที่เงียบเหงาจนได้ยินเสียงหยดน้ำกระทบหลังคาสังกะสีเป็นจังหวะเนิบช้า
"มันไม่เข้าที่เลยค่ะเมฆ" รินรดาถอนหายใจยาว วางทัพพีไม้ลงในอ่างน้ำอย่างอ่อนแรง "พริกแกงที่ตำเองตามสูตรยายในสมุดเล่มเก่า สีมันสวย กลิ่นมันได้ แต่มันขาดอะไรไปอย่างหนึ่ง... ความนวลที่ทิ้งรสหวานติดปลายลิ้น เหมือนที่ยายเคยทำ"
เมฆเดินเข้ามาใกล้ เขาไม่ได้พูดอะไร แต่หยิบผ้ากันเปื้อนผืนสะอาดขึ้นมาผูกที่เอว ก่อนจะเดินไปเปิดตู้เย็นหยิบมะพร้าวขูดสดและเครื่องเทศห่อหนึ่งออกมาวางบนเคาน์เตอร์ไม้เก่าแก่
"ยายไม่ได้เขียนทุกอย่างลงในสมุดหรอกริน" เขาเอ่ยพลางใช้สากบดเครื่องเทศเบาๆ จังหวะการตำของเขาหนักแน่นและมีจังหวะ ต่างจากรินรดาที่มักจะตำด้วยความกังวล "ยายเขียนไว้แค่ 'หัวใจ' แต่นายต่างหากที่เป็นคนเติม 'ลมหายใจ' ลงไปในนั้น ฝนตกแบบนี้ ลูกค้าไม่มีทางเดินเข้ามาหรอกค่ะ แต่แกงที่เคี่ยวท่ามกลางความเงียบแบบนี้ต่างหาก... ถึงจะเป็นแกงที่มีรสชาติที่สุด"
รินรดามองดูมือหนาที่กำลังคลุกเคล้าพริกแกง ความเย็นจากภายนอกดูเหมือนจะจางหายไปเมื่อกลิ่นหอมของตะไคร้ ข่า และผิวมะกรูดอบอวลขึ้นมาแทนที่ เธอรู้ดีว่าเมฆไม่ได้แค่มาช่วยตำเครื่องแกง แต่เขากำลังช่วยประคองความรู้สึกที่เปราะบางของเธอไม่ให้แตกสลายไปกับความเงียบเหงาของร้านที่ไร้ผู้คนในวันนี้
เธอยืนดูเขาด้วยสายตาที่ซับซ้อน ความทรงจำเกี่ยวกับยายมักจะย้อนกลับมาในจังหวะที่เธออ่อนแอที่สุด ยายเคยบอกว่า *'ถ้าอยากให้แกงกะทิมีรสชาติที่คนกินไม่มีวันลืม ต้องใส่วัตถุดิบที่หายากที่สุดลงไป นั่นคือความใจเย็น'*
"ใส่กะทิส่วนหางลงไปก่อนค่ะ อย่าเพิ่งรีบใส่หัวกะทิ" รินรดาเริ่มขยับตัวเข้ามาช่วย เธอค่อยๆ หรี่ไฟลงจนเหลือเพียงเปลวไฟสีน้ำเงินนิ่งสนิท "เราจะทำแกงคั่วใบชะพลูหอยขมแบบโบราณกัน... สูตรที่ฉันเพิ่งนึกออกตอนนั่งมองฝนเมื่อครู่นี้"
ทั้งคู่ทำงานประสานกันอย่างรู้ใจ ในร้านอาหารที่เงียบเชียบมีเพียงเสียงเดือดปุดๆ ของแกงในหม้อดินเผา กลิ่นหอมของกะทิแตกมันลอยฟุ้งไปทั่วห้องครัว รินรดารู้สึกเหมือนกำแพงในใจที่เธอสร้างขึ้นเพื่อกั้นความสูญเสียเริ่มจะทลายลงทีละน้อย เมื่อได้รับไออุ่นจากคนข้างกาย
"รู้ไหมริน" เมฆเอ่ยขึ้นขณะมองฟองกะทิที่เดือดพราย "บางครั้งเราก็พยายามไล่ตามรสชาติในอดีตมากเกินไป จนลืมไปว่าคนทำเปลี่ยนไป รสชาติก็ต้องเปลี่ยนตาม อย่าพยายามเป็นยาย แต่จงเป็นรินรดาที่ทำแกงด้วยหัวใจของตัวเอง"
รินรดาชะงักไป เธอตักน้ำแกงขึ้นมาชิม รสสัมผัสแรกที่กระทบลิ้นคือความเผ็ดร้อนที่ค่อยๆ ละมุนด้วยความหวานจากหัวกะทิสด มันไม่ใช่รสเดียวกับที่ยายเคยทำ... แต่มันมีรสชาติของความรักที่เธอเพิ่งได้รับมาสดๆ ร้อนๆ แทรกอยู่
ทันใดนั้น เสียงกระดิ่งหน้าร้านก็ดังขึ้นอย่างรุนแรงท่ามกลางเสียงฝนที่โหมกระหน่ำ ประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักเข้ามาด้วยแรงมหาศาล พร้อมกับชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเข้มที่เปียกปอนไปทั้งตัว เขาถือซองจดหมายสีน้ำตาลที่ดูเก่าเก็บเข้ามาด้วยมือที่สั่นเทา
เขามองมาที่รินรดาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโหยหาและปริศนา ก่อนจะวางซองจดหมายนั้นลงบนโต๊ะไม้ตัวที่ใกล้ที่สุด
"ผมไม่ได้มาเพื่อสั่งอาหาร" ชายคนนั้นกล่าวด้วยเสียงแหบพร่า "แต่ผมมาเพื่อบอกคุณว่า สิ่งที่คุณกำลังตามหาในหม้อแกงใบนี้... มันไม่ได้มีแค่สูตรลับ แต่มีคำสาปของครอบครัวคุณซ่อนอยู่ด้วย"
รินรดามองซองจดหมายนั้นด้วยหัวใจที่เต้นรัว ขณะที่เมฆขยับตัวมาบังหน้าเธอไว้โดยสัญชาตญาณ และฝนภายนอกดูเหมือนจะเทกระหน่ำลงมาราวกับจะล้างโลกทั้งใบให้สิ้นซาก
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้รินรดากันมาถึงตอนนี้นะคะ
ปลายจวักคุณยาย: เมนูเยียวยาใจในวันที่ฝนซา•ตอนที่ 12
วันที่ฝนตก
ผลงานโดย ครัวคุณยาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ครัวคุณยาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปลายจวักคุณยาย: เมนูเยียวยาใจในวันที่ฝนซา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!