ท่านประธานเซียนอย่าดื้อกับศิษย์พี่ใหญ่•ตอนที่ 12

การปรากฏตัวของสำนักกระบี่นภา

ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
เสียงหัวเราะเยาะหยันที่ดังระเบิดขึ้นราวกับเสียงฟ้าร้องในลานพิธีบูรพา ไม่ได้ทำให้ร่างที่ยืนสงบนิ่งของไป๋จินเฉินไหวติ่งแม้แต่น้อย เขายืนไขว่ห้าอยู่บนแท่นหินอัคคีด้วยท่าทีผ่อนคลาย ราวกับเสียงนกเสียงกาที่กำลังส่งเสียงน่ารำคาญในยามเช้า รอบกายเขาในยามนี้ คือสายตาดูแคลนจากเหล่าตัวแทนสำนักใหญ่ทั่วทั้งยุทธภพ ทั้งสำนักกระบี่นภา สำนักมรรคาทมิฬ และนิกายโลหิตโลกันตร์ ต่างส่งเสียงซุบซิบนินทาและส่งสายตาราวกับกำลังมองดูสุนัขข้างถนนตัวหนึ่ง "นั่นนะหรือศิษย์ผู้น้องของท่านประธานมู่หร่านชิง? ข้าได้ยินชื่อเสียงเกียรติคุณมานาน นึกว่าเป็นยอดฝีมือที่ซ่อนเร้น ที่แท้ก็เป็นเพียงเศษสวะขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นต้น ที่แม้แต่เด็กอมมือในหมู่บ้านชายแดนยังแข็งแกร่งเสียกว่า!" ศิษย์เอกแห่งสำนักกระบี่นภา นามว่า "เฟิงเทียนเจี้ยน" ก้าวออกมาเบื้องหน้า ร่างของเขาสวมอาภรณ์สีครามปักลายเมฆาคล้อย รัศมีกระบี่รอบกายแผ่พุ่งออกมาอย่างดุดันจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว เขากวาดสายตามองไป๋จินเฉินด้วยความเหยียดหยามถึงขีดสุด มือหนากำด้ามกระบี่ประจำกายแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน บนเก้าอี้ประธานสูงสุด มู่หร่านชิง นางเซียนผู้เย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปีแห่งแดนบูรพา ขมวดคิ้วมุ่น นัยน์ตาคู่งามฉายแววสังหารที่เยียบเย็นจนผู้คนรอบข้างต้องสะบัดหน้าหนี นางปรายตามองเหล่าผู้วิสุทธิ์จากสำนักใหญ่ที่บังอาจเอ่ยวาจารjาบจ้วง ก่อนจะหันมามองชายหนุ่มผู้เป็นดั่งดวงใจ นางอ้าปากคล้ายจะเอ่ยคำปกป้อง ทว่าไป๋จินเฉินกลับยกมือขึ้นห้ามไว้เสียก่อน พร้อมกับส่งยิ้มบางเบาที่เปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่งทระนงมาให้ "ศิษย์พี่ใหญ่... ข้าจัดการเองครับ" สุ้มเสียงของไป๋จินเฉินราบเรียบทว่าทรงพลัง ก้องกังวานไปทั่วทั้งลานพิธีที่กว้างใหญ่จนทุกคนต้องเงียบเสียงลง เฟิงเทียนเจี้ยนแค่นเสียงหัวเราะ "หึ! ปากดีนักนะไอ้สวะ! เจ้าคิดว่าการที่มีท่านประธานมู่หนุนหลังอยู่ จะทำให้เจ้ามีสิทธิ์ยืนหยัดอยู่บนเวทีประลองสำนักใหญ่เช่นนี้หรือ? จงคุกเข่าลงแล้วไสหัวออกไปเสียเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้น... กระบี่ในมือของข้าจักไม่ไว้หน้าผู้ใดทั้งสิ้น แม้กระทั่งท่านประธานมู่เองก็ตาม!" แรงกดดันจากลมปราณระดับแก่นแท้ขั้นสมบูรณ์พรั่งพรูออกมาจากร่างของเฟิงเทียนเจี้ยน แรงกดดันนี้รุนแรงราภูเขาขนาดย่อมกดทับลงบนบ่าของไป๋จินเฉิน เหล่าผู้ฝึกตนรอบข้างต่างพากันถอยร่นด้วยความหวาดกลัว บางคนถึงกับกระอักเลือดออกมาเนื่องจากทนรับรังสีฆ่าฟันไม่ไหว ทว่า ไป๋จินเฉินกลับยืนตระหง่านราวกับยอดเขาที่ไม่เคยหวั่นไหวต่อพายุหมุน เขาก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าวอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าสง่างามดั่งเทพเซียนลงมาจุติ แม้พลังปราณในร่างจะอยู่ในขอบเขตที่ต่ำต้อยในสายตาคนอื่น แต่ทว่าแววตาคู่นั้น... แววตาของมหาเทพกระบี่ผู้ผ่านกาลเวลามานับหมื่นปี กลับคมกริบเสียยิ่งกว่าคมกระบี่ใดๆ ในโลกหล้า "เจ้าบอกว่า... ข้าเป็นสวะอย่างนั้นหรือ?" ไป๋จินเฉินเอ่ยถาม น้ำเสียงราบเรียบไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ เจืออยู่ "หรือมันไม่จริงเล่า! ขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นต้นเช่นเจ้า หากไม่ใช่เพราะโชคช่วยหรือเกาะชายผ้าท่านประธานมู่ เจ้าจะมีปัญญามาเหยียบย่าง ณ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้หรือ!" เฟิงเทียนเจี้ยนตะคอกกลับด้วยความโมโหที่อีกฝ่ายไม่แสดงความหวาดกลัวออกมาเลยแม้แต่น้อย "ในสายตาของมดปลวกเช่นเจ้า ย่อมมองไม่เห็นความกว้างใหญ่ของนภา..." ไป๋จินเฉินส่ายหน้าช้าๆ รอยยิ้มที่มุมปากช่างเย้ยหยันและเย็นชาถึงขั้วหัวใจ "วิถีกระบี่ที่แท้จริงหาได้วัดกันที่ปริมาณลมปราณอันสกปรกโสมมที่พวกเจ้าสะสมมาจากการแย่งชิงสมุนไพรวิเศษ แต่มันวัดกันที่... จิตวิญญาณและความเด็ดเดี่ยวต่างหาก" สิ้นคำพูดนั้น ไป๋จินเฉินไม่ได้ชักกระบี่ออกจากฝัก เขียงเพียงแค่ยกมือขึ้นประสานไว้ด้านหลัง นัยน์ตาสีดำสนิทลẫกซึ้งราวดารากลامتืดมิดจ้องมองตรงไปยังเฟิงเทียนเจี้ยน รัศมีกดดันอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งพลุ่งพล่านออกมาจากร่างของชายหนุ่มโดยไร้ที่มา รัศมีนี้ไม่ใช่พลังปราณ แต่เป็น 'เจตంట์กระบี่' ดั้งเดิมที่หลับใหลอยู่ภายในวิญญาณ! ตูมมม! เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว พื้นหินอัคคีที่รองรับร่างของเฟิงเทียนเจี้ยนแตกร้าวเป็นทางยาว แรงสะท้อนจากเจตจำนงกระบี่เมื่อครู่ทำให้ยอดฝีมือแห่งสำนักกระบี่นภาถึงกับหน้าถอดสี กระอักเลือดคำโตออกมาสดๆ ร่างกายเซถอยหลังไปหลายก้าวราวกับถูกค้อนยักษ์ทุบเข้าที่หน้าอก ความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่วทั้งลานพิธีทันที เหล่าผู้อาวุโสจากสำนักใหญ่ต่างพากันผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความตื่นตระหนก พวกเขาไม่อาจเชื่อสายตาตัวเองว่า เด็กหนุ่มที่เป็นเพียง 'ศิษย์สวะ' ในสายตาของทุกคน จะสามารถใช้เพียงแค่ 'เจตจำนง' กดดันศิษย์เอกแห่งสำนักกระบี่นภาจนกระอักเลือดได้ในพริบตาเดียว! มู่หร่านชิงแย้มยิ้มบางเบาที่มุมปาก รอยยิ้มที่ล่มบ้านล่มเมืองนี้มีเพียงไป๋จินเฉินเท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้ยลโฉม นางปรายตามองเหล่าผู้อาวุโสสำนักกระบี่นภาที่กำลังหน้าซีดเผือดด้วยความสะใจ เฟิงเทียนเจี้ยนกัดฟันกรอดด้วยความแค้นเคือง ใบหน้าที่เคยหยิ่งผยองบิดเบี้ยวด้วยความอับอาย เขาคำรามลั่นราวกับสัตว์ป่าบาดเจ็บ มือขวากระชากกระบี่วิเศษระดับนภาออกจากฝัก แสงสว่างจ้าสีครามสาดส่องไปทั่วท้องฟ้า เมฆฝนตั้งเค้าคำรามครืนครั่นราวกับฟ้าดินกำลังพิโรธ "ไอ้สารเลว! วันนี้ข้าจะผ่าร่างเจ้าเป็นหมื่นชิ้น!" เฟิงเทียนเจี้ยนพุ่งทะยานเข้าหาด้วยความเร็วแสง กระบี่ในมือแปรเปลี่ยนเป็นพายุคมกระบี่นับพันสายที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกสิ่งให้เป็นจุล ไป๋จินเฉินยังคงยืนนิ่งสนิท ไม่แม้แต่จะขยับตัวหลบหลีก เขายกมือขึ้นช้าๆ นิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวแตะลงที่ด้ามกระบี่สนิมเขรอะข้างกาย ทันใดนั้น ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสก็พลันมืดครึ้มลงในพริบตา สายฟ้าสีทองสายหนึ่งผ่าลงมากลางลานพิธี สะท้อนเข้ากับรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปากของชายหนุ่ม... ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่บทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — มังกรครามท่องภพ
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านประธานเซียนอย่าดื้อกับศิษย์พี่ใหญ่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%