"หากเก้าอี้ประมุขแห่งสำนักกระบี่เมฆาพยัคฆ์จะต้องแปดเปื้อนด้วยเลือดของผู้อ่อนแอ... ข้าว่าพวกท่านควรลุกขึ้นมาเตรียมหลุมศพให้พร้อมเสียตั้งแต่ตอนนี้จะดีกว่าครับ"
สุ้มเสียงทุ้มนุ่มทว่ากังวานดุจเสียงกระบี่กระทบศิลาหยกดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของลานประลองใหญ่ไท่หยาง แรงกดดันจากจิตสังหารอันบริสุทธิ์แผ่ซ่านออกมาราวกับคลื่นน้ำวนที่พร้อมกลืนกินทุกสรรพสิ่ง บรรยากาศรอบด้านที่เคยอึกทึกครึกโครมด้วยเสียงกู่ร้องของเหล่าศิษย์และผู้วิชาจากร้อยสำนัก บัดนี้กลับเงียบสงบลงราวกับป่าช้า ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังร่างโปร่งในอาภรณ์สีครามเข้มที่กำลังก้าวเดินผ่านม่านหมอกบางเบาอย่างเชื่องช้า ทว่ามั่นคงในทุกย่างก้าว
ไป๋จินเฉินไม่ได้เร่งรีบ เขาซุกมือทั้งสองข้างไว้ในแขนเสื้อ ท่าทีผ่อนคลายราวกับกำลังเดินชมบุปผาในสวนหลังบ้าน หาใช่การก้าวขึ้นสู่ลานประลองชี้ชะตากรรมที่เดิมพันด้วยตำแหน่งสูงสุดแห่งแดนบูรพาไม่
บนอัฒจันทร์ฝั่งทิศบูรพา มู่หร่านชิง ประธานหญิงผู้เย็นชาและสง่างามดั่งเทพเซียนน้ำแข็ง นางนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูงแกะสลักด้วยลายพยัคฆ์หมอก ดวงตาดอกท้อคู่คมกริบมองตรงไปยังร่างของชายหนุ่ม แววตาที่เคยไร้ระลอกคลื่นและเยือกเย็นต่อทุกสรรพสิ่ง บัดนี้กลับไหววูบชั่วขณะยามที่สายตาของเขาสบประสานเข้ากับนาง นางมิได้เอวาจาใด แต่มือเรียวบางที่วางอยู่บนที่วางแขนกลับกำเข้าหากันแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด สื่อถึงความกังวลลึกๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าอันเรียบเฉยราวก้อนน้ำแข็งพันปี
"นั่น... ไป๋จินเฉินจริงหรือ? เหตุใดรัศมีลมปราณของมันจึงเปลี่ยนไปราวกับคนละคน!"
เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นจากกลุ่มผู้อาวุโสสำนักร้อยกระบี่ หลายคนขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่เข้าใจ เมื่อหลายวันก่อน ไป๋จินเฉินยังเป็นเพียงศิษย์สายในผู้ไร้ค่าที่ถูกตราหน้าว่าเป็นสวะตระกูลไป๋ ไร้ซึ่งรากฐานลมปราณที่สมบูรณ์ แต่วันนี้... แม้จะยังไม่ได้ปลดปล่อยพลังออกมาอย่างเต็มที่ แต่ทว่ากลิ่นอายความกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างของเขากลับทำให้ผู้อาวุโสขั้นกำเนิดจิตหลายคนถึงกับหายใจติดขัด
"บังอาจนัก! เจ้าสวะตระกูลไป๋ คิดว่าการแสดงปาหี่เมื่อรอบคัดเลือกจะช่วยให้เจ้ามีชีวิตรอดออกไปจากลานประลองนี้ได้หรือ!"
เสียงคำรามดั่งอสุนีบาตดังขึ้นจากร่างของ 'เฟิงฮ่าว' ศิษย์เอกสายตรงแห่งสำนักกระบี่เมฆาพยัคฆ์ ร่างหนากำยำในชุดเกราะศิลาทมิฬทะยานขึ้นสู่ลานประลองหินหยกขาวด้วยวิชาตัวเบาอันรวดเร็ว แรงปะทะของลมปราณระดับแก่นแท้ขั้นสมบูรณ์ระเบิดออกจนพื้นหินใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเป็นใยแมงมุม มือขวาของมันกุมด้ามกระบี่ใหญ่ยาวสามฉือ นัยน์ตาดุดลานพยัคฆ์จ้องมองมายังไป๋จินเฉินด้วยความดูแคลนและริษยา
ไป๋จินเฉินหยุดฝีเท้าลง ห่างจากคู่ต่อสู้เพียงสิบก้าว เขากวาดสายตามองเฟิงฮ่าวด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ราวกับกำลังมองดูมดปลวกตัวหนึ่งที่กำลังดิ้นรนอยู่บนฝ่ามือของมหาเทพ
"เฟิงฮ่าว เจ้าใช้เวลาสิบปีในการบำเพ็ญเพียรจนบรรลุถึงขั้นแก่นแท้ขั้นสมบูรณ์ ทรัพยากรนับหมื่นศิลาวิญญาณถูกผลาญไปกับร่างของเจ้า แต่น่าเสียดาย..." ไป๋จินเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "กระบี่ในมือเจ้า กลับไร้ซึ่งจิตวิญญาณแห่งวิถีอย่างสิ้นเชิง เป็นเพียงเศษเหล็กที่ถูกหลอมรวมด้วยความโลภและตัณหาเท่านั้น"
"สามหาว! วันนี้ข้าจะใช้กระบี่เล่มนี้เฉือนลิ้นอวดดีของเจ้าออกมา!"
เฟิงฮ่าวบันดาลโทสะจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน พลังปราณสีเหลืองอำพันระเบิดทะลักออกจากร่างราวกับเปลวเพลิง มันชักกระบี่ออกจากฝัก เสียงคมเหล็กเสียดสีกับปลอกดังสนั่นหวั่นไหว ประกายไฟแตกกระจายไปทั่วสารทิศ วิชากระบี่ 'พยัคฆ์คำรามสะท้านนภา' ถูกแผดเผาออกมาในพริบตา เงากระบี่นับร้อยสายพุ่งเข้าหาร่างของไป๋จินเฉินราวกับพายุฝนคมดาบที่พร้อมฉีกกระชากเป้าหมายให้เป็นจุล
ผู้คนทั่วสารทิศต่างส่งเสียงอุทานด้วยความตื่นตระหนก รัศมีความรุนแรงนี้เพียงพอที่จะสังหารผู้ฝึกตนในระดับเดียวกันให้ดับดิ้นได้ในกระบวนท่าเดียว
แต่มู่หร่านชิงบนอัฒจันทร์กลับมิได้ขยับเขยื้อน นางเพียงแต่หรี่ตาลงเล็กน้อย มุมปากหยักยิ้มเยือกเย็นขึ้นบางเบา นางรู้ดีกว่าผู้ใด... ว่าการชักกระบี่ของเฟิงฮ่าวในครั้งนี้ เท่ากับการขุดหลุมฝังศพให้แก่ตนเอง
บนลานประลอง ไป๋จินเฉินยังคงยืนนิ่งราวกับรูปปั้นหิน ท่ามกลางพายุคมกระบี่ที่โถมเข้ามาประชิดตัว ในเสี้ยววินาทีที่คมกระบี่ของเฟิงฮ่าวอยู่ห่างจากหน้าผากของเขาเพียงไม่ถึงคืบ ดวงตาคู่คมของมหาเทพผู้กลับชาติมาเกิดก็ทอประกายแสงสีครามสว่างวาบ
พรึบ!
ร่างของไป๋จินเฉินหายวับไปจากจุดเดิมอย่างไร้ร่องรอย ราวกับสายลมที่พัดผ่านความว่างเปล่า ทิ้งไว้เพียงภาพติดตาที่ค่อยๆ เลือนหายไป
"อะไรกัน! ความเร็วนั่นมันอะไร!" เฟิงฮ่าวเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก สัญชาตญาณดิบเตือนภัยร้องลั่นในหัว สมองของมันด้านชาไปชั่วขณะเมื่อสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แนบอยู่บริเวณต้นคอ
ชั่วพริบตานั้นเอง เสียงกระซิบแผ่วเบาแต่ก้องกังวานดุจประกาศิตจากสวรรค์ก็ดังขึ้นที่ข้างหูของมัน
"วิชากระบี่ของสำนักเจ้า... ช่างน่าสมเพชเสียจริง"
ฉับพลัน! อากาศทั่วทั้งลานประลองพลันแข็งค้าง แรงกดดันระดับมหาเทพกระบี่ที่ถูกสะกดไว้พรั่งพรูออกมาเพียงหนึ่งส่วนพัน ทว่ามันกลับเพียงพอที่จะทำให้มิติรอบตัวบิดเบี้ยว เฟิงฮ่าวรู้สึกราวกับมีภูเขาน้ำแข็งนับหมื่นลูกกดทับลงบนบ่า ร่างกายแข็งทื่อ ขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว
ทว่า ในวินาทีที่ไป๋จินเฉินกำลังจะตวัดนิ้วมือต่างกระบี่เพื่อปลิดชีพคู่ต่อสู้ในกระบวนท่าเดียวเพื่อจบการประลองรอบแรก เสียงระฆังโบราณจากหอคอยกลางสำนักก็ดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นสามครั้งติดๆ กัน!
ดอง! ดอง! ดอง!
พร้อมกันนั้น ม่านพลังสีทองอร่ามอันเก่าแก่ก็พุ่งทะยานขึ้นจากพื้นดินรอบลานประลอง แผ่ขยายอาณาเขตครอบคลุมทั่วทั้งสำนัก แรงสะเทือนเลื่อนลั่นทำให้พื้นหินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างอันน่าสะพรึงกลัวกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลยาวนานนับพันปี
กลุ่มผู้อาวุโสและประมุขจากทุกสำนักต่างผุดลุกขึ้นยืนพร้อมกันด้วยใบหน้าซีดเผือด ดวงตาเบิกกว้างมองไปยังท้องฟ้ายามเที่ยงวันที่จู่ๆ ก็แปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด เมฆหมอกทมิฬม้วนตัวเป็นเกลียวกลายรูปอสุรกายมหึมาที่กำลังคำรามก้องฟ้า
มู่หร่านชิงผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความตกใจระคนเคร่งเครียด นางหันขวับไปมองยังทิศทางของหุบเขาต้องห้ามหลังสำนัก ซึ่งเป็นที่ผนึกของ 'ราชันกระบี่โลหิต' มารร้ายผู้เคยสะเทือนปฐพีเมื่ออดีตกาล
ไป๋จินเฉินชะงักมือที่กำลังจะปลดปล่อยพลัง เขากวาดสายตาขึ้นมองท้องฟ้าสีเลือด รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง ทว่าแววตากลับจริงจังขึ้นหลายส่วน
"ดูท่า... แขกที่ไม่ได้รับเชิญ จะมาเร็วกว่าที่คิดสินะครับ"
— มังกรครามท่องภพ
ท่านประธานเซียนอย่าดื้อกับศิษย์พี่ใหญ่•ตอนที่ 13
เวทีประลองสะท้านปฐพี
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านประธานเซียนอย่าดื้อกับศิษย์พี่ใหญ่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!