"หากเจ้าย่างก้าวออกไปด้วยจิตใจที่ลังเล ปลายกระบี่ในมือย่อมไร้ซึ่งวิญญาณ... สำนักกระบี่เมฆาอัสนีในครานี้ มิใช่สถานที่ที่คนเบาปัญญาจะไปเดินเล่นแก้เบื่อนะครับ"
เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงหยกกระทบกันดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องโถงลับ ไป๋จินเฉินในอาภรณ์สีขาวสนิทปักลายมฆาครามยืนหันหลังให้ประตู มือเรียวยาวดั่งหยกขาวกำลังบรรจงใช้ผ้าแพรเนื้อดีเช็ดทำความสะอาดคมกระบี่โบราณที่ส่งประกายสีครามวาววับบาดตา ทุกการเคลื่อนไหวของเขาสงบนิ่ง ทว่าแฝงไว้ด้วยรัศมีกดดันที่สามารถทำให้ยอดฝีมือขอบเขตผันแปรวิญญาณกระอักเลือดได้โดยไม่ต้องลงมือ
เบื้องหลังของเขา ร่างระหงในชุดกระโปรงยาวสีฟ้าครามปักลายหงส์เหมันต์กำลังยืนนิ่งสงบ มู่หร่านชิง นางเซียนผู้เย็นชาแห่งแดนบูรพา ผู้ซึ่งไม่เคยชาย눈แลผู้ใดในใต้หล้าด้วยซ้ำ ยามนี้แววตาคู่คมกลับทอประกายความห่วงใยที่ซ่อนไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย นางก้าวเข้ามาใกล้ ชายผ้าพลิ้วไหวราวกับสายน้ำหลาก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยที่แฝงความกังวลลึกซึ้ง
"ข่าวกรองจากสำนักข่าวกรองทับทิมสวรรค์ยืนยันแล้ว... 108 สำนักใหญ่ต่างส่งยอดฝีมือระดับปรมาจารย์มาร่วมงานประลองยุทธประจำทศวรรษ ณ หุบเขาเบญจธาตุ เป้าหมายที่แท้จริงของพวกมันหาใช่ตำแหน่งเจ้ายุทธจักรไม่ แต่เป็นการชิง 'คัมภีร์บรรพกาล' ที่ท่านครอบครองอยู่ต่างหากครับ" มู่หร่านชิงขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นอายหอมเย็นเยือกราวกับดอกเหมันต์ลอยละล่องแตะจมูก "ท่าน... ยังคงยืนยันที่จะเดินทางไปพร้อมกับข้าในฐานะ 'ศิษย์พี่ใหญ่' ตามลำพังเช่นนี้จริงๆ หรือ?"
ไป๋จินเฉินหยุดมือที่กำลังเช็ดกระบี่ เขาค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับนาง ดวงตาคู่นคมกริบดั่งเหยี่ยวสวรรค์สะท้อนภาพของนางเซียนผู้เลอโฉม มุมปากหยักยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่เปี่ยมด้วยความทะนงตน
"หร่านชิง... เจ้าติดตามข้ามานานถึงเพียงนี้ ไฉนจึงยังไม่เข้าใจวิถีแห่งกระบี่อีกเล่า?" ไป๋จินเฉินก้าวเข้าไปใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกัน ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนแทบไร้ช่องว่าง เขายื่นมือไปสัมผัสปอยผมที่ระแก้มของนางอย่างแผ่วเบา "ในเมื่อพวกมันต้องการแย่งชิง ก็ปล่อยให้พวกมันมาเอาไปต่อหน้าต่อตาข้าสิ การกวาดล้างเศษสวะนับพันให้สิ้นซากในคราเดียว ย่อมประหยัดเวลาและแรงงานกว่าการตามล่าพวกมันทีละตัวมิใช่หรือครับ?"
คำพูดที่เปี่ยมด้วยความเย่อหยิ่งทว่าทรงพลังนี้ ทำให้มู่หร่านชิงถึงกับนิ่งงัน หัวใจดวงน้อยที่ด้านชามานานนับร้อยปีกลับเต้นรำอย่างบ้าคลั่ง นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้ไม่ใช่ศิษย์สวะคนเดิมที่เคยถูกรังแกอีกต่อไปแล้ว แต่คือ 'มหาเทพกระบี่ไป๋จินเฉิน' ผู้พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินกลับชาติมาเกิดใหม่ในร่างนี้ และไม่ว่าศัตรูจะแข็งแกร่งเพียงใด นางก็พร้อมจะเคียงบ่าเคียงไหล่ สังหารดาราดับตะวันเพื่อเขาไปตลอดกาล
"ถ้าเช่นนั้น... ข้าจะขอเป็นคมกระบี่คู่กายของท่านในครานี้เองครับ" มู่หร่านชิงกล่าวเสียงเรียบ แต่น้ำเสียงนั้นกลับหนักแน่นดั่งหุบผาเหล็ก
ยามวิกาลมาเยือน ท้องนภาราตรีถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกสีดำทะมึน สายลมกระโชกแรงพัดพาเอาไอสังหารจากระยะไกลโถมเข้าใส่ค่ายพักแรมชั่วคราว ณ ชายแดนรอยต่อระหว่างแดนมนุษย์และแดนอสูร ไป๋จินเฉินและมู่หร่านชิงกำลังนั่งอยู่รอบกองไฟเล็กๆ แสงเพลิงสีส้มสะท้อนใบหน้าคมคายที่เยือกเย็นดั่งน้ำแข็งหมื่นปี
จู่ๆ ไป๋จินเฉินก็หยุดชะงัก ดวงตาคมกริบกวาดมองไปยังความมืดมิดเบื้องหน้า รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"ดูเหมือนว่า... แขกที่ไม่ได้รับเชิญจะอดรนทนรอให้ถึงงานประลองไม่ไหวเสียแล้วกระมังครับ"
สิ้นคำพูดของเขา พื้นดินใต้ฝ่าเท้าก็เริ่มสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เสียงคำรามต่ำราวกับฟ้าผ่าดังก้องมาจากความมืดมิด ทันใดนั้น เงาร่างนับร้อยในชุดดำสนิทพร้อมหน้ากากกระโหลกโลหิตก็พุ่งทะยานออกมาจากป่าทึบ รัศมีพลังปราณระดับปรมาจารย์ขั้นสูงแผ่ซ่านกดดันจนบรรยากาศรอบด้านบิดเบี้ยว ผู้นำกลุ่มก้าวออกมาเบื้องหน้า ถือกระบี่หนาหนักที่อาบด้วยพิษสีม่วงเข้มส่งกลิ่นคาวคลุ้ง
"ไป๋จินเฉิน! วันนี้คือวันตายของเจ้า ส่งคัมภีร์มาเสีย มิฉะนั้นพวกเราจะแล่เนื้อเถือหนังเจ้าทีละชิ้น!" เสียงคำรามแหบพร่าดังสะท้อน
มู่หร่านชิงสะบัดข้อมือเบาๆ กระบี่เซียนน้ำแข็งปรากฏขึ้นในมือ รังสีความเย็นยะเยือกแผ่ขยายออกเป็นวงกว้างจนหยาดน้ำค้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง แต่นางยังไม่ทันได้ขยับตัว ไป๋จินเฉินก็ยกมือขึ้นห้ามไว้ ร่างสูงสง่าลุกขึ้นยืนช้าๆ มือขวาแตะอยู่ที่ด้ามกระบี่ข้างเอว
"สวะกลุ่มนี้... ข้าขอจัดการด้วยกระบวนท่าเดียวก็เกินพอแล้วครับ"
ไป๋จินเฉินก้าวออกไปหนึ่งก้าว พลังปราณสีครามเข้มระเบิดออกมาจากร่างจนเกิดเป็นคลื่นกระแทกสะเทือนไปทั่วสารทิศ ในวินาทีนั้นเองที่เขาก้าวเท้าออกไปพร้อมกับนิ้วมือที่สะบัดออกเบื้องหน้า—
ประกายกระบี่สีครามพาดผ่านความมืดมิดดั่งสายฟ้าฟาดจากสรวงสวรรค์ แสงสว่างเจิดจ้ากลืนกินทุกสรรพสิ่งในรัศมีร้อยลี้ ชั่วพริบตานั้นเงาร่างนับร้อยที่พุ่งเข้ามาทั้งหมดต่างแข็งค้างกลางอากาศ ร่างกายของพวกมันแยกออกเป็นสองส่วนอย่างสมบูรณ์โดยไม่มีแม้แต่เสียงกรีดร้อง เลือดสดๆ สาดกระเซ็นย้อมผืนป่าให้กลายเป็นสีแดงฉาน
ทว่า... ในวินาทีที่เศษซากศพสุดท้ายร่วงหล่นลงสู่พื้น ไป๋จินเฉินกลับขมวดคิ้วมุ่นอย่างกะทันหัน แววตาคมกริบหันขวับไปมองยังทิศทางเหนือลม ซึ่งเป็นจุดที่ลึกเข้าไปในเขตแดนหุบเขาเบญจธาตุ
รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคยที่แฝงเร้นอยู่ในเงามืด... บุคคลที่ควรจะตายไปแล้วเมื่อร้อยปีก่อน กลับกำลังยืนรอพวกเขาอยู่ที่ปลายทางของเส้นทางนี้!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่บทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — มังกรครามท่องภพ
ท่านประธานเซียนอย่าดื้อกับศิษย์พี่ใหญ่•ตอนที่ 11
บทสรุปองค์ที่หนึ่ง: มุ่งสู่ศึกสำนักใหญ่
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านประธานเซียนอย่าดื้อกับศิษย์พี่ใหญ่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!