ท่านประธานเซียนอย่าดื้อกับศิษย์พี่ใหญ่•ตอนที่ 10

กระบี่เล่มแรกออกจากฝัก

ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในสายลมหาใช่กลิ่นอายของยุทธภพที่ไป๋จินเฉินคุ้นเคยไม่ มันคือกลิ่นอายแห่งความตายที่ดิบเถื่อน ไร้ซึ่งเกียรติยศ และเต็มไปด้วยความกระหายหิวของฝูงอสูรโลหิตที่หลุดรอดมาจากรอยแยกมิติเบื้องล่าง "ศิษย์พี่ใหญ่... พวกมันมากันระลอกที่สามแล้ว ปราณคุ้มกันหมู่บ้านใกล้จะต้านทานไม่ไหว" เสียงของศิษย์น้องคนหนึ่งสั่นเครือ แม้จะพยายามถือกระบี่ในมือให้มั่นคงเพียงใด แต่ความหวาดกลัวต่อฝูงเงาสีชาดที่กำลังพุ่งทะยานผ่านแนวป่าชายแดนเข้ามา ก็มากพอที่จะทำให้เข่าของจอมยุทธ์รุ่นเยาว์แทบทรุดลงไปกองกับพื้น เบื้องหน้าของพวกเขาคือหมู่บ้านซานเจีย หมู่บ้านเล็กๆ ที่ไร้ซึ่งผู้มีพลังยุทธ์สูงส่ง มีเพียงชาวบ้านผู้บริสุทธิ์นับร้อยชีวิตที่กำลังกอดกันด้วยความหวาดผวา ไป๋จินเฉินไม่ได้หันกลับไปมอง เขายืนนิ่งสงบอยู่บนคันนาที่แห้งผาก ร่างในชุดคลุมสีขาวสะอาดตาตัดกับบรรยากาศอันมืดหม่นราวกับภาพวาดพู่กันจีนโบราณ ดวงตาคมกราบทอดมองไปยังขอบฟ้าเบื้องหน้าอย่างไร้ความหวั่นไหว ราวกับว่ามหันตภัยที่กำลังคืบคลานเข้ามาเป็นเพียงฝูงแมลงเม่าที่บินเข้ากองไฟ "ความกลัวมิได้ช่วยให้ลมหายใจของเจ้าอยู่ยืนยาวขึ้นแม้แต่ลมหายใจเดียว" น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าราบเรียบและทรงอำนาจของไป๋จินเฉินเอ่ยขึ้น เขายังคงไขว่ห้างประสานมือไว้เบื้องหลัง ฝักกระบี่ไม้เก่าคร่ำคร่าเหน็บอยู่ที่เอว ร่างกายมิได้แผ่รังสีพลังปราณอันใดออกมาเลยแม้แต่น้อย ทว่ากลับสร้างความรู้สึกสงบเยือกเย็นท่ามกลางพายุคลั่งให้กับผู้คนที่อยู่เบื้องหลัง ข้างกายเขา มู่หร่านชิง นางเซียนผู้สง่างามและเย็นชาแห่งแดนบูรพา ยืนกอดอกนิ่งเงียบ ใบหน้ารูปไข่ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ นางปรายตามองฝูงอสูรโลหิตที่คำรามก้องด้วยความรังเกียจ ก่อนจะเหลือบมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่เคียงข้าง แววตาที่เคยเยียบเย็นและไร้ความรู้สึกต่อสรรพสิ่ง กลับฉายประกายอ่อนโยนขึ้นวูบหนึ่งอย่างไม่น่าเชื่อ นางรู้ดีว่าเขาคิดจะทำอะไร และนั่นคืองقเหตุผลที่นางเลือกจะยืนสงบนิ่งอยู่ ณ ที่แห่งนี้ เพื่อเฝ้ามองวิถีกระบี่ที่จะสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งผืนแผ่นดิน "โฮกกกก—!" เสียงคำรามสะท้านฟ้าดังขึ้นพร้อมกับการพุ่งทะยานของฝูงอสูรโลหิตนับร้อยตัว ร่างของพวกมันบิดเบี้ยว ดวงตาสีแดงฉานเต็มไปด้วยจิตสังหาร ปราณโลหิตแผ่พุ่งออกมาจนบรรยากาศรอบด้านกลายเป็นสีแดงฉาน อุณหภูมิในรัศมีร้อยลี้ลดฮวบลงจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งสีดำเกาะตามใบหญ้า ชาวบ้านกรีดร้องด้วยความสิ้นหวัง ศิษย์สำนักเดียวกันต่างถอยหลังกรู ทว่า ไป๋จินเฉินหาได้ขยับเขยื้อนไม่ นิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวค่อยๆ เอื้อมไปแตะที่ด้ามกระบี่เก่าๆ นั้นอย่างแผ่วเบา... ช้าๆ... ทว่ามั่น กริ๊บ! เสียงโลหะเสียดสีกับเนื้อไม้ดังขึ้นเพียงแผ่วเบา ราวกับเสียงถอนหายใจของแผ่นดิน แต่กลับทรงพลังเสียจนกดทับเสียงคำรามของฝูงอสูรให้เงียบลงไปชั่วขณะ ไป๋จินเฉินชักกระบี่ออก "ครึ่งเล่ม" พรึบ! ประกายแสงสีครามเจิดจรัสพุ่งทะยานออกจากฝักราวกับสายฟ้าที่ผ่าแหวกความมืดมิดของห้วงนรก รัศมีกระบี่เพียงครึ่งเล่มนี้มิได้แผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง แต่มันกลับบีบอัดความคมกริบทั้งหมดมารวมกัน ณ ปลายคมกระบี่ จนเกิดเป็นมิติที่บิดเบี้ยวและแตกสลายในพริบตา สัจธรรมแห่งวิถีกระบี่... หาใช่การฆ่าฟันอย่างไร้ความหมาย หากแต่เป็นการตัดขาดซึ่งกิเลสและความวุ่นวายทั้งปวงในคราเดียว "วิชากระบี่วสันต์หวนคืน... สกัดฟ้า" สิ้นเสียงกระซิบอันแผ่วเบาของมหาเทพผู้กลับชาติมาเกิด คลื่นกระบี่สีครามบริสุทธิ์ก็แผ่ขยายออกเป็นเส้นด้ายบางเฉียบราวเส้นไหม ทว่าเฉียบคมยิ่งกว่าศาสตราใดๆ ในสามภพ เส้นด้ายแสงนับพันสายพุ่งทะลวผ่านฝูงอสูรโลหิตที่กำลังพุ่งเข้ามาในพริบตา ไม่มีเสียงระเบิดกึกก้อง ไม่มีเลือดสาดกระเซ็นอย่างที่ควรจะเป็น... ทุกสิ่งหยุดนิ่ง ฝูงอสูรโลหิตนับร้อยที่กำลังอ้าปากแยกเขี้ยวค้างอยู่กลางอากาศ ร่างกายของพวกมันหยุดชะงักลงทันทีราวกับถูกตรึงไว้ด้วยกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์ ไป๋จินเฉินค่อยๆ เลื่อนกระบี่กลับเข้าฝักอย่างนุ่มนวล เสียง "คลิก" ของการเก็บกระบี่ดังขึ้นพร้อมๆ กับที่ร่างของฝูงอสูรโลหิตทั้งร้อยตัวแยกออกเป็นสองส่วนอย่างสมบูรณ์แบบ ก่อนจะสลายกลายเป็นละอองแสงสีขาวและจางหายไปในสายลมอย่างไร้ร่องรอย ความเงียบสงบเข้าปกคลุมหมู่บ้านซานเจียอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มิใช่ความเงียบแห่งความหวาดกลัว หากแต่เป็นความตะลึงงันจนแทบหยุดหายใจของทุกคนที่ได้เห็นเหตุการณ์เบื้องหน้า ศิษย์น้องผู้เคยหวาดกลัวอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างจนแทบถลุดออกมาจากเบ้า เขามองแผ่นหลังของศิษย์พี่ใหญ่ด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจหาคำใดมาบรรยายได้ พลังระดับนั้น... เป็นสิ่งที่มนุษย์พึงมีกระนั้นหรือ? มู่หร่านชิงระบายยิ้มบางเบาที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มจนราวกับจะทำให้ดอกไม้ทั่วทั้งแดนบูรพาต้องอับเฉา นางก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด กลิ่นอายหอมเย็นประจำตัวระคนไปกับกลิ่นอายจางๆ ของกระบี่ "ท่านยังคงมือหนักเช่นเคย... แค่ครึ่งเล่ม ก็เกือบทำให้มิติบริเวณนี้ฉีกขาดแล้วนะครับ เอ๊ย... นะคะ... ไม่ใช่สิ ท่านพี่" มู่หร่านชิงเอ่ยแซولوเล่นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด มีเพียงอยู่ต่อหน้าเขาเท่านั้นที่นางยอมลดความเย็นชาลงจนหมดสิ้น ไป๋จินเฉินไม่ทันได้ตอบคำแหย่ของนาง สายตาคมกราบของเขากลับหันขวับไปมองยังทิศทางเบื้องบนของยอดเขาไกลโพ้น ท้องฟ้าที่ควรจะแจ่มใสหลังจากการกำจัดอสูรโลหิต กลับปรากฏกลุ่มเมฆสีดำทมิฬม้วนตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็วราวกับถูกชักนำด้วยพลังงานอันน่าสะพรึงกลัว สายฟ้าสีทองคำผ่าเปรี้ยงลงมากลางยอดเขา กระแสปราณกดดันระดับมหาเทพแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วสารทิศ จนแม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตเซียนยังต้องเข่าอ่อน มู่หร่านชิงหุบยิ้มทันที สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด "นั่นมัน... ทัณฑ์สวรรค์เจ็ดชั้นฟ้า? ใครบางคนกำลังพยายามฝืนทะลวงขอบเขตขั้นที่เก้า" ไป๋จินเฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาสะท้อนเงาของสายฟ้าสีทองที่กำลังคำรามก้อง เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายคุ้นเคยที่แผ่พุ่งออกมาจากจุดศูนย์กลางของทัณฑ์สวรรค์นั้น... กลิ่นอายของศัตรูเก่าจากชาติภพก่อนที่ควรจะดับสูญไปแล้ว ก่อนที่ทั้งสองจะได้ทันขยับตัว แผ่นดินเบื้องล่างก็เกิดรอยแยกขนาดมหึมา พร้อมกับเงาร่างของบุคคลปริศนาในชุดคลุมสีดำสนิทที่ก้าวออกมาจากรอยแยกนั้น รอยยิ้มอันเหี้ยมเกรียมและเสียงหัวเราะเยาะหยันดังสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขา "ฮ่าๆๆๆ ไป๋จินเฉิน... เจ้าคิดว่าการชักกระบี่ออกครึ่งเล่มจะช่วยปกป้องคนพวกนี้ได้ตลอดไปอย่างนั้นหรือ? หนี้เลือดในอดีต... วันนี้ถึงเวลาต้องชำระแล้ว!" ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่บทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — มังกรครามท่องภพ
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านประธานเซียนอย่าดื้อกับศิษย์พี่ใหญ่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%