"จุดชีพจรปฐพีถูกปิดตาย เจตంటกระบี่เก้าสวรรค์ถูกกักขัง... ร่างกายสวะเช่นนี้ ช่างน่าสมเพชเวทนายิ่งนัก"
เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของมังกรหลับไหลดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องฝึกตนอัคคีทมิฬ ไป๋จินเฉินนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะศิลาเย็นเฉียบ เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มแผ่นหลังเปลือยเปล่า เผยให้เห็นรอยแผลเป็นเก่าแก่จากการต่อสู้ในอดีตชาติที่ยังคงหลงเหลือเป็นร่องรอยแห่งความทรงจำ ดวงตาของเขากวาดมองสำรวจภายในร่างกายด้วยจิตสัมผัสระดับมหาเทพ ชีพจรทั้งร้อยแปดสายบิดเบี้ยวตีบตัน ราวกับสายน้ำที่ถูกก้อนหินมหึมาขวางกั้นกระแสธารไว้ ช่างเป็นอุปสรรคที่คนธรรมดาคงต้องทอดถอนหายใจและยอมจำนนต่อโชคชะตา แต่นี่คือไป๋จินเฉิน ผู้เคยเหยียบย่างสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีกระบี่มาแล้ว
ทว่า ในความมืดมิดของห้วงความคิด ประตูบานหนึ่งกลับถูกแง้มเปิดออกด้วยจิตวิญญาณอันแข็งแกร่ง
ที่เบื้องหน้าของเขา มู่หร่านชิงยืนสง่านิ่งราวกับรูปสลักหยกขาวบริสุทธิ์ นางเซียนผู้เย็นชาต่อหล้าฟ้าดินผู้นี้กำลังก้าวเข้ามาใกล้ แววตาคู่คมกริบดั่งกระบี่น้ำแข็งฉายแววกังวลลึกซึ้งที่นางไม่เคยแสดงให้ผู้ใดเห็น มือเรียวบางดุจลำหญ้าคาเอื้อมแตะลงบนหัวไหล่เปลือยเปล่าของเขา สัมผัสนั้นเย็นเยียบราวกับน้ำค้างยามค่ำคืน แต่กลับแฝงไว้ด้วยกระแสปราณบริสุทธิ์ที่ช่วยประคับประคองจิตใจอันปั่นป่วนของไป๋จินเฉินให้สงบลง
"เจ้าดื้อรั้นเกินไปแล้ว จินเฉิน" น้ำเสียงของมู่หร่านชิงราบเรียบ ทว่าสั่นเครือเล็กน้อยยามเอื้อAน "การฝืนทะลวงจุดชีพจรบรรพกาลด้วยสภาวะร่างกายเช่นนี้... มันคือการเดินเข้าสู่เส้นทางแห่งความตายอย่างแท้จริง ต่อให้เจ้าเคยเป็นมหาเทพกระบี่ แต่ปัจจุบันเจือกำลังอาศัยอยู่ในร่างของศิษย์สำนักนอกผู้ไร้รากฐาน ความต่างชั้นนี้เปรียบดั่งฟ้ากับเหว"
ไป๋จินเฉินไม่หันกลับไปมอง นางยังคงหลับตาพริ้ม โคจรลมหายใจเข้าออกอย่างเป็นจังหวะลึกซึ้ง เขายกมุมปากขึ้นยิ้มเยาะเล็กน้อย รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความทะนงตนจนน่าหมั่นไส้แต่น่าเกรงขามในคราเดียวกัน
"ความตายหรือ?" ไป๋จินเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เด็ดเดี่ยว "สำหรับข้า ความตายเป็นเพียงแค่การเปลี่ยนผ่านของกาลเวลา หากข้าไม่ยอมฝืนลิขิตฟ้าด้วยมือของตนเอง แล้วไฉนเลยข้าจะปกป้องคนที่ข้า... สมควรปกป้องได้ ร่านชิง เจ้าก็รู้ดีว่ากฎเกณฑ์ของแดนเซียนนั้นโสมมเพียงใด หากไม่ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด ข้าก็เป็นได้เพียงมดปลวกที่รอวันถูกเหยียบย่ำ"
มู่หร่านชิงชะงักงัน นางขบเม้มริมฝีปากบางเฉียบ ความเยือกเย็นที่นางใช้ปก
คลุมตัวตนมานานนับร้อยปีราวกับละลายหายไปสิ้นเมื่ออยู่ต่อหน้าบุรุษผู้นี้ นางรู้ดีว่าไม่มีสิ่งใดในโลกหล้าที่จะเปลี่ยนใจไป๋จินเฉินได้ เมื่อเขากำหนดเป้าหมายแล้ว ต่อให้สวรรค์ถล่มลงมาตรงหน้า เขาก็จะใช้กระบี่ในมือฟันผ่ามันออกเป็นสองเสี่ยง
"เช่นนั้น... ข้าจะคอยคุ้มกันค่ายกลวิญญาณนี้ให้" มู่หร่านชิงถอนหายใจเบาๆ ยอมจำนนต่อความดื้อรั้นของเขาแต่โดยดี นางถอยหลังไปสามก้าว กระบี่วิเศษประจำกายหลุดจากฝักลอยเคว้งคว้างอยู่เหนือศีรษะ แผ่ไอเย็นเยือกปกคลุมรัศมีร้อยลี้เพื่อสกัดกั้นพลังงานภายนอกที่จะเข้ามารบกวนการทะลวงขอบเขตของเขา
ไป๋จินเฉินพยักหน้ารับอย่างพึงพอใจ ทันใดนั้น เขาก็ประสานมือเป็นมุทราโบราณ พลังปราณฟ้าดินรอบกายเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีครามเข้ม ท้องน้ายามวิกาลภายนอกห้องฝึกตนพลันแปรปรวน เมฆฝนสีดำทะมิลก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่ากลัว สายฟ้าสีทองคำฟาดผ่าลงมายังหลังคาเรือนจนสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งยอดเขา
"เริ่มแล้ว..." ไป๋จินเฉินคำรามในลำคอ
*ตูม!*
พลังปราณมหาศาลระเบิดออกจากร่างของไป๋จินเฉินราวกับเขื่อนแตกทะลัก จุดชีพจรแรกที่ตีบตันบริเวณตันเถียนถูกกระแสปราณกระแทกเข้าอย่างจัง เสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบท่ามกลางความเจ็บปวดที่แสนสาหัสราวกับร่างกำลังจะถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ เม็ดเหงื่อกลายเป็นไอระเหยเดือดพล่านทันทีที่สัมผัสกับผิวหนังที่ร้อนระอุราวกับเตาหลอมโลหะ
นี่คือ "เคล็ดวิชาหลอมกายเทวะบรรพกาล" วิชาต้องห้ามที่แม้แต่เหล่าทวยเทพยังต้องหวาดผวา
เขากัดฟันแน่นจนเลือดสดๆ ไหลรินมุมปาก รสชาติคาวคลุ้งยิ่งกระตุ้นสัญชาตญาณดิบเถื่อนภายในกายให้ตื่นขึ้น จุดชีพจรเส้นที่สองและสามถูกเปิดออกพร้อมกัน เสียงระเบิดดังกึกก้องสะท้านสะเทือนไปทั่วทั้งผืนป่า สัตว์อสูรในรัศมีร้อยลี้ต่างหมอบกราบด้วยความหวาดกลัวต่อแรงกดดันระดับมหาเทพที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเด็กหนุ่มผู้มีฐานะเป็นเพียงศิษย์สวะ
มู่หร่านชิงยืนนิ่ง นางใช้กระบี่ค้ำยันพื้นศิลาเพื่อต้านทานแรงกดดันอันบ้าคลั่งนี้ ดวงตาคู่สวยจับจ้องร่างของไป๋จินเฉินที่ไม่ไหวติง ทว่ารอบกายเขากลับปรากฏอักขระโบราณสีทองลอยวนเวียนนับพันตัว หมุนวนเป็นเกลียวคลื่นพายุุพลังงานที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า
ทว่า ในวินาทีที่จุดชีพจรหลักกำลังจะเชื่อมต่อกันสมบูรณ์ ท้องฟ้าเบื้องบนกลับฉีกขาดออกเป็นทางยาว ปรากฏเงาร่างสีดำทะมิลสามร่างลอยเด่นอยู่กลางกลีบเมฆ พร้อมกับเสียงหัวoาะเย้ยหยันที่ดังสะท้อนก้องกังวานราวก้องมาจากขุมนรก
"ฮ่าๆๆๆ! นึกไม่ถึงเลยว่า เจ้าขยะแห่งสำนักกระบี่เมฆาจะแอบฝึกวิชาต้องห้ามลับหลังผู้อื่น... ไป๋จินเฉิน วันนี้คือวันตายของเจ้า!"
เงาร่างทั้งสามพุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้าด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ปลายกระบี่ในมือของพวกมันอาบด้วยพิษร้ายสีม่วงเข้ม มุ่งตรงมายังจุดตายกลางหลังของไป๋จินเฉินที่กำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการทะลวงขั้นพลัง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด!
มู่หร่านชิงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ร่างกายของนางขยับเร็วกว่าความคิด กระบี่น้ำแข็งในมือพุ่งทะยานออกไปดุจดาวตกเพื่อขวางกั้นการลอบสังหารนี้ ทว่า... ระยะทางมันช่างห่างไกลเกินกว่าจะไปถึงทัน!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่บทนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — มังกรครามท่องภพ
ท่านประธานเซียนอย่าดื้อกับศิษย์พี่ใหญ่•ตอนที่ 2
เคล็ดวิชาหลอมกายเทวะบรรพกาล
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านประธานเซียนอย่าดื้อกับศิษย์พี่ใหญ่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!