ค่ายกลหมื่นอัสสุชลหาได้สร้างขึ้นจากศิลาหรือโลหะ ทว่ามันก่อรูปขึ้นจากห้วงสำนึกอันดำมืดและเศษเสี้ยวความทรงจำที่ถูกฝังกลบไว้ใต้ก้นบึ้งแห่งวิญญาณ
"ก้าวเข้ามาสิ... ศิษย์พี่ใหญ่"
เสียงนั้นลอยแว่วมาจากหมอกควันสีชาดที่หนาทึบ มันคือเสียงของตัวไป๋จินเฉินในอดีตชาติ—ช่วงเวลาที่เขายังเป็นมหาเทพกระบี่ผู้เหยียบย่างอยู่บนจุดสูงสุดแห่งเก้าชั้นฟ้า ทว่าเบื้องหลังความยิ่งใหญ่นั้นย่อมแลกมาด้วยโลหิตของสหายร่วมสำนักและเงาอันโดดเดี่ยวที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
ไป๋จินเฉินยืนนิ่งสนิท มือเรียวยาวกุมด้ามกระบี่บินนภาไว้อย่างมั่นคง ดวงตาคู่นคมกริบดุจพญาอินทรีทอดมองไปยังเบื้องหน้า ร่างเงาสีดำสนิทที่ปรากฏกายขึ้นจากความว่างเปล่าค่อยๆ ชัดเจนขึ้น มันถือกระบี่ที่หลอมด้วยจิตสังหารบริสุทธิ์ แผ่รังสีอำมหิตที่กดดันจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยว
"เจ้ามิใช่ข้า" ไป๋จินเฉินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่ากังวานลึกดุจระฆังสำริดในวัดร้าง "เจ้าเป็นเพียงเศษกระจกที่สะท้อนความอ่อนแอในอดีตที่ข้าทิ้งไว้เบื้องหลัง"
"อ่อนแออย่างนั้นหรือ?" เงาร่างนั้นหัวเราะเยาะ น้ำเสียงก้องกังวานเสียดแทงโสตประสาท "เจ้าคิดว่าการละทิ้งทุกสิ่งแล้วมาจุติใหม่ในร่างสวะเช่นนี้คือความอาจหาญกระนั้นหรือ? ดูนางสิ... ดูสิ่งที่เจ้ากำลังปกป้องอยู่สิ!"
สิ้นคำ ภาพเบื้องหน้าก็พลันแปรเปลี่ยน หมอกสีชาดม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นเผยให้เห็นร่างของมู่หร่านชิง นางเซียนผู้เยือกเย็นและสง่างาม บัดนี้กำลังทรุดกายลงคุกเข่าท่ามกลางกองเลือด อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์เปรอะเปื้อนคราบโลหิตสีชาด ดวงตาคู่คมที่เคยราบเรียบดุจผิวน้ำในฤดูหนาว บัดนี้กำลังมองมาที่เขาด้วยความผิดหวังและตัดพ้อ
"ไป๋จินเฉิน..." เสียงของนางแผ่วเบาราวกับสายลมใกล้ดับสลาย "ท่านบอกว่าจะปกป้องข้า เหตุใด... เหตุใดท่านจึงทิ้งข้าไว้เบื้องหลังอีกครั้งเล่า?"
หัวใจของมหาเทพกระบี่ผู้ไม่เคยหวั่นไหวต่อศาสตรานับหมื่นเล่ม กลับกระตุกวาบอย่างรุนแรง ความรู้สึกผิดที่ถูกผนึกไว้ด้วยกาลเวลานับร้อยปีทะลักล้นออกมาดุจทำนบแตก ภาพความทรงจำในอดีตชาติที่เขาไม่สามารถปกป้องคนที่รักจากทัณฑ์สวรรค์ได้ไหลย้อนกลับเข้ามาซัดสาดราวกับพายุคลั่ง
ในขณะเดียวกัน ห่างออกไปเพียงชั่วลมหายใจ มู่หร่านชิงกำลังเผชิญหน้ากับภาพมายาของตนเองเช่นกัน
นางยืนอยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บแห่งแดนบูรพา ท้องฟ้าเบื้องบนถูกปกคลุมด้วยเมฆสีดำทะมึน รอบกายของนางไม่มีผู้คน ไม่มีศิษย์พี่ใหญ่ ไม่มีสำนักที่ต้องปกป้อง มีเพียงความโดดเดี่ยวที่กัดกินจิตวิญญาณตั้งแต่เยาว์วัย เสียงกระซิบเยือกเย็นจากความกลัวที่ฝังรากลึกในใจดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
*‘เจ้ามันคือนางมารผู้ไร้หัวใจ... ผู้ใดอยู่ใกล้เจ้า ล้วนต้องพบกับจุดจบอันน่าอนาถ’*
"หุบปากซะ" มู่หร่านชิงกัดริมฝีปากแน่นจนหวานคาวเลือด กระบี่น้ำแข็งในมือสั่นระริก ภาพมายาเบื้องหน้าแปรเปลี่ยนเป็นร่างของไป๋จินเฉินที่กำลังถูกกระบี่นับพันเล่มเสียบทะลุร่าง เลือดสีสดไหลรินหยดลงสู่พื้นหิมะสีขาวโพลนทีละหยด... ทีละหยด...
"ศิษย์พี่ใหญ่!" นางส่งเสียงร้องออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นจากดวงตาคู่สวยกระทบลงบนพื้นน้ำแข็ง เกิดเป็นรอยร้าวลึกที่แผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง
นี่คือจุดอ่อนที่สุดของนาง—ความกลัวที่จะสูญเสียบุคคลเดียวในโลกที่ทำให้อุณหภูมิในหัวใจอันหนาวเหน็บของนางอบอุ่นขึ้นมาได้
ค่ายกลหมื่นอัสสุชลรับรู้ถึงความสั่นคลอนของจิตใจทั้งสอง มันเริ่มบีบอัดห้วงมิติให้แคบลง แรงกดดันระดับปราณราชันย์ถาโถมเข้าใส่ราวกับภูเขาถล่มทลาย ภาพมายาในจิตใจเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นศาสตราจริงที่พร้อมจะปลิดชีพพวกเขาทั้งเป็น หากจิตใจแตกสลาย ร่างกายก็จะแหลกสลายตามไปด้วยอย่างไร้ทางรอด
ไป๋จินเฉินหลับตาลงชั่วพริบตา ลมหายใจเข้าออกยาวลึก เขารับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดของมู่หร่านชิงที่สะท้อนผ่านจิตเชื่อมโยงระหว่างศิษย์พี่ศิษย์น้อง แม้จะอยู่คนละห้วงมายา แต่วิญญาณของพวกเขากลับร้อยรัดเข้าหากัน
"ข้าในอดีต... ข้าปฏิเสธที่จะจมปลักอยู่กับความล้มเหลว" ไป๋จินเฉินลืมตาขึ้นอีกครั้ง ประกายในดวงตานั้นมิใช่ความลังเลอีกต่อไป หากแต่เป็นความเด็ดเดี่ยวที่คมกริบยิ่งกว่ากระบี่เล่มใดในใต้หล้า "และข้าในปัจจุบัน... ไม่มีวันยอมให้ภาพมายาปลอมๆ นี้มาพรากคนที่ข้าเลือกจะปกป้องด้วยชีวิตไปได้เด็ดขาด!"
*เปรี้ยง!*
มหาเทพกระบี่ตวัดแขนออกไปอย่างไร้ความปรานี พลังปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ระเบิดออกรอบทิศทาง พัดพากลุ่มหมอกสีชาดและเงาร่างปลอมๆ ให้สลายกลายเป็นจุลด้วยกระบวนท่าเดียว!
ทว่า ทันทีที่เงาร่างนั้นถูกทำลาย ค่ายกลกลับส่งเสียงคำรามลั่นสนั่นหวั่นไหว พื้นดินใต้ฝ่าเท้าแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เผยให้เห็นขุมนรกสีดำมืดที่ไร้ก้นบึ้ง แรงดึงดูดมหาศาลพยายามกระชากวิญญาณของทั้งคู่ให้ดิ่งลงไปในความมืดมิดชั่วนิรันดร์
ในจังหวะนั้นเอง มู่หร่านชิงที่หลุดพ้นจากภาพมายาด้วยหัวใจที่มั่นคงยิ่งกว่าเดิม นางพุ่งทะยานผ่านความมืดมิดด้วยวิชาตัวเบาขั้นสูงสุด ฝ่าความกดดันอันบ้าคลั่งจนมาหยุดยืนเคียงข้างไป๋จินเฉินได้อย่างเฉียดฉิว
มือเรียวบางคว้าชายแขนเสื้อของเขาไว้แน่น ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือ ภาพตรงหน้าจะกลายเป็นเพียงความฝัน
"ท่านไม่เป็นไรนะ..." นางเอ่ยถาม แม้เสียงจะยังคงมีความเหนื่อยหอบและความเย็นชาหลงเหลืออยู่บ้าง แต่แววตานั้นกลับอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างที่ผู้ใดไม่เคยได้เห็น
ไป๋จินเฉินหันมามองนาง มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความทะนงตนและอบอุ่นอย่างประหลาด
"ศิษย์น้องรอง... เจ้าคิดว่าค่ายกลกระจอกแค่นี้ จะพรากข้าไปจากเจ้าได้งั้นหรือ?"
เขากุมกระชับมือของนางที่จับแขนเสื้อเขาไว้แน่น เปลี่ยนเป็นประสานนิ้วเข้าหากันอย่างมั่นคง พลังปราณอันไร้ขอบเขตของทั้งสองหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เกิดเป็นเกราะคุ้มกันรูปดอกบัวโลหิตที่เปล่งแสงเจิดจ้าตระการตา สะท้อนความมืดมิดทั้งหมดให้ถอยร่น
ทว่า ก่อนที่พวกเขาจะได้ทำลายแกนกลางของค่ายกลสำเร็จ พื้นเบื้องล่างก็พลันเงียบสงบลงอย่างผิดปกติ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก้าวเข้ามาใกล้จากความมืดมิดที่ลึกที่สุด—เสียงฝีเท้าที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้ยินในสถานที่แห่งนี้
เงาร่างหนึ่งในชุดคลุมสีทองปักลายมังกรโบราณ ก้าวออกมาจากม่านหมอก พร้อมกับกระบี่ในมือที่แผ่กลิ่นอายบรรพกาลอันน่าสะพรึงกลัวจนลมหายใจต้องหยุดชะงัก
"ไม่นึกเลยว่า... เจ้าจะยังมีชีวิตรอดกลับมาได้นะ ไป๋จินเฉิน"
________________________________________
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่อันไร้จุดสิ้นสุดนี้นะครับ
ท่านประธานเซียนอย่าดื้อกับศิษย์พี่ใหญ่•ตอนที่ 25
ค่ายกลทดสอบจิตใจ
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านประธานเซียนอย่าดื้อกับศิษย์พี่ใหญ่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!