โลหิตสีดำสนิทหยดลงจากปลายศาสตราวุธ กระเซ็นกระทบพื้นศิลาจนเกิดเสียงซู่ซ่าราวน้ำกรดกัดกร่อน กลิ่นไอความตายคละคลุ้งไปทั่วหุบเขาอสูรทมิฬ เบื้องหน้าของค่ายกลมนตราป้องกันเมืองด่านสุดท้าย คือมหาสมุทรแห่งกองทัพปีศาจที่แผ่ขยายสุดลูกหูลูกตา ดวงตานับล้านคู่เรืองแสงสีโลหิตจ้องมองมายังกำแพงเมืองด้วยความกระหายเลือด
"พวกมันระดมพลมามากกว่าสามแสนตน... ค่ายกลดาราพิทักษ์คงยันไว้ได้อีกไม่ถึงหนึ่งก้านธูป"
เสียงของแม่ทัพพิทักษ์แดนใต้สั่นเครือ แม้เขาจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสูง แต่เมื่อเผชิญหน้ากับคลื่นมหาภัยแห่งความมืดนี้ ความหวาดกลัวก็กัดกินขั้วหัวใจจนแทบสิ้นสติ
ทว่า ท่ามกลางความตื่นตระหนกของผู้คนนับหมื่นบนกำแพงเมือง มีเพียงร่างสองร่างที่ยังคงยืนหยัดอย่างสงบนิ่ง ราวกับฟ้าดินถล่มลงมาก็ไม่สามารถสั่นคลอนพวกเขาได้
ไป๋จินเฉินยกมือขึ้นปัดฝุ่นละอองบนอาภรณ์สีขาวสะอาดตาอย่างไม่เร่งรีบ สายตาคมกราบกวาดมองกองทัพปีศาจเบื้องล่างด้วยความรู้สึกเวทนา ราวกับกำลังมองฝูงมดปลวกที่บังอาจท้าทายตะวันฉาย
"สามแสนตน..." ไป๋จินเฉินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบเรื่อยดุจสายน้ำในลำธาร แต่กลับสะท้อนก้องกังวานไปถึงจิตวิญญาณของทุกชีวิตในรัศมีร้อยลี้ "น่าเสียดายที่ดินแดนแห่งนี้สกปรกเกินกว่าจะให้พวกมันเหยียบย่ำนานเกินไป"
มู่หร่านชิงที่ยืนเคียงข้างกัน ปรายตามองบุรุษผู้เป็นดั่งดวงใจ นางไม่ได้กล่าวสิ่งใด มีเพียงกระบี่เซียนน้ำแข็งในมือที่เปล่งประกายแสงสีฟ้าครามเยือกเย็น ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมาจนละอองฝนบนฟ้ากลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งร่วงหล่น นางขยับกายเข้าไปใกล้เขาอีกนิด สื่อสารความในใจผ่านสัมผัสแห่งไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา "ท่านประธานเซียน... ท่านวางแผนจะเล่นสนุกถึงเมื่อไหร่กัน?"
คำว่า 'ท่านประธานเซียน' เป็นสรรพนามที่นางมักใช้หยอกเย้าเขาในยามที่อยู่กันตามลำพัง เพื่อล้อเลียนความเย่อหยิ่งถือดีที่ติดตัวมาจากภพภูมิเก่า ไป๋จินเฉินมุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้านั้นเต็มไปด้วยความทะนงองอาจที่หาผู้ใดเปรียบ
"เล่นสนุกหรือ? ชิงเอ๋อร์... เจ้าประเมินความอดทนของข้าต่ำไปเสียแล้ว" ไป๋จินเฉินกล่าวเบาๆ ก่อนจะก้าวเท้าเดินเลยผ่านแนวค่ายกลออกไปยืนโดดเดี่ยวบนหน้าผาสูงชัน เผชิญหน้ากับกองทัพปีศาจแบบตัวต่อตัว
การกระทำอันบ้าบิ่นนี้ทำให้เหล่าทหารบนกำแพงเมืองถึงกับส่งเสียงอุทานด้วยความตกตะลึง แม้แต่แม่ทัพแดนใต้ยังอ้าปากค้าง "เขา... เขาออกไปทำไมคนเดียว นั่นมันหาที่ตายชัดๆ!"
ทว่า มู่หร่านชิงกลับมิได้ห้ามปราม นางเพียงแต่สะบัดข้อมือเบาๆ ร่ายม่านพลังปกป้องแผ่นหลังของเขาไว้ พร้อมกับรอยยิ้มบางเบาที่งดงามราวกับดอกเหมันต์ผลิบาน นางรู้ดี... เมื่อไป๋จินเฉินชักกระบี่ โลกใบนี้ย่อมต้องสั่นสะเทือน
เบื้องล่าง... จ้าวปีศาจโลหิต กายสูงใหญ่แปดเมตร สวมเกราะกระดูกดำทะมึน แผ่จิตสังหารรุนแรงจนมิติรอบตัวบิดเบี้ยว มันหัวเราะร่าด้วยเสียงอันน่าสะพรึงกลัวเมื่อเห็นมนุษย์ผู้หนึ่งกล้าอาจหาญเดินมาตาย
"ฮ่าๆๆ! มนุษย์โง่เขลา เจ้าคิดจะมาเป็นอาหารว่างให้กองทัพของข้าอย่างนั้นรึ?" จ้าวปีศาจโลหิตคำราม กรงเล็บมหึมาตวัดออกหมายฉีกร่างของไป๋จินเฉินให้เป็นชิ้นๆ
ไป๋จินเฉินไม่แม้แต่จะหลบเลี่ยง เขายืนไขว่ห้าง มือขวาค่อยๆ เอื้อมไปกุมด้ามกระบี่โบราณที่เหน็บอยู่ข้างเอว ดวงตาสีดำสนิททอประกายแสงสีครามคมกริบ ราวกับดวงดาราที่ร่วงหล่นจากฟากฟ้า
"ข้าจำได้ว่า ในบันทึกแห่งวัฏสงสาร ข้าเคยเตือนพวกเจ้าเผ่าพันธุ์มารแล้วกระมัง ว่าอย่าได้ก้าวล่วงเข้ามาในเขตแดนที่ข้าปกป้อง..."
เสียงของไป๋จินเฉินแม้จะเบานัก แต่มันกลับดังชัดเจนในโสตประสาทของสิ่งมีชีวิตทุกตัวในกองทัพปีศาจ ร่างกายของพวกมันพลันแข็งค้างด้วยความหวาดกลัวที่พุ่งพล่านขึ้นมาจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณ ราวกับถูกกดทับด้วยภูเขาไท่ซานทั้งลูก
"แต่วันนี้... พวกเจ้ากลับฝ่าฝืนอาญาสวรรค์"
**แคว็บ!**
เสียงชักกระบี่ออกจากฝักดังขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่กลับก้องกังวานราวกับเสียงคำรามของสายฟ้าเก้าสวรรค์!
ประกายกระบี่สีครามเข้มพาดผ่านผืนฟ้า ลากยาวเป็นเส้นตรงผ่ากลางความมืดมิดของรัตติกาล ความเร็วของมันเหนือล้ำกว่ากฎเกณฑ์แห่งกาลเวลา จนไม่มีสายตาของผู้ใดสามารถติดตามได้ทัน
รอยตัดบางเฉียบปรากฏขึ้นกลางอากาศ และในเสี้ยววินาทีต่อมา...
กองทัพปีศาจด้านหน้าที่แน่นขนัดนับแสนตน หยุดชะงักการเคลื่อนไหว ร่างกายของพวกมันนิ่งค้างอยู่ในท่าทางเดิม ก่อนที่รอยแยกสีแดงฉานจะปรากฏขึ้นบนเกราะ ปีศาจตนแล้วตนเล่าถูกผ่าออกเป็นสองซีกอย่างสะอาดหมดจด เลือดสีดำพุ่งกระฉูดขึ้นสู่ท้องฟ้า ย้อมเมฆาให้กลายเป็นสีโลหิตฉาน
จ้าวปีศาจโลหิตที่ยืนอยู่หน้าสุด เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสูงสุด มันก้มมองดูร่างกายของตนเองที่กำลังปริร้าว รอยกระบี่ลึกลงไปถึงแก่นวิญญาณ ทำให้มันไม่สามารถใช้พลังฟื้นคืนชีพได้อีกต่อไป
"วิชา... กระบี่อันใดกัน..." มันพยายามเปล่งเสียงสุดท้ายก่อนที่ร่างมหึมาจะสลายกลายเป็นเถ้าธุลีปลิวหายไปกับสายลม
ไป๋จินเฉินสะบัดกระบี่ในมือเบาๆ คราบโลหิตทั้งหมดมลายหายไป เหลือเพียงความใสบริสุทธิ์ของคมดาบที่ยังคงส่องประกายเยือกเย็น เขายืนตระหง่านท่ามกลางซากปรักหักพังของกองทัพปีศาจที่ถูกกวาดล้างจนราบเป็นหน้ากลองในกระบวนท่าเดียว
ความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่วทั้งหุบเขา เหล่าทหารบนกำแพงเมืองอ้าปากค้าง ตาค้าง ทำสิ่งใดไม่ถูก พวกเขาทำได้เพียงยืนตัวสั่นเทาด้วยความยำเกรงต่อภาพตรงหน้า
มู่หร่านชิงลอยตัวลงมาเคียงข้างเขา กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าลอยละล่องผ่านไอสังหาร นางมองดูผลงานของชายหนุ่มด้วยสายตาชื่นชม ทว่าในขณะที่ทั้งสองกำลังจะหันหลังกลับเข้าเมือง สายตาของไป๋จินเฉินก็พลันหรี่ลงเล็กน้อย
เพราะเบื้องลึกสุดของหุบเขาอสูรทมิฬ... หมอกทมิฬหนาทึบกำลังม้วนตัวกลับ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่สะท้อนก้องออกมาจากมิติที่ถูกฉีกกระชาก
*"ฮึๆๆ... คิดว่ากำจัดเศษสวะพวกนั้นแล้ว เจ้าจะชนะศึกนี้จริงๆ หรือ มหาเทพไป๋จินเฉิน?"*
เงาสودมืดมิดร่างหนึ่งก้าวออกมาจากรอยแยกมิติ ร่างนั้นสวมหน้ากากทองคำขาวและถือเคียวแห่งความตาย รัศมีพลังที่แผ่ออกมาทำให้แม้แต่ฟ้าดินยังต้องร่ำไห้
ไป๋จินเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยจากอดีตชาติ "เจ้า... เจ้าสุนัขรับใช้แห่งแดนเทพนิรันดร์ เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่?"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่อันไร้จุดสิ้นสุดนี้นะครับ
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนการเดินทางอันยาวไกลนี้นะครับ
**- มังกรครามท่องภพ -**
ท่านประธานเซียนอย่าดื้อกับศิษย์พี่ใหญ่•ตอนที่ 32
ประกาศิตแห่งความตาย
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านประธานเซียนอย่าดื้อกับศิษย์พี่ใหญ่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!