เซียนหนุ่มผู้ถูกทิ้ง กับภรรยาเทพธิดาที่ตามหาตัวมาสามภพ•ตอนที่ 9

คลื่นใต้น้ำในสำนัก

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
"ความจงรักภักดีของเจ้า... มีค่าเท่ากับเศษธุลีดินใต้รองเท้าของข้า หรือว่ามันเป็นเพียงข้ออ้างของสุนัขที่กำลังจนตรอกกันแน่ เจ้าสำนักจ้าว?" น้ำเสียงทุ้มนุ่มทว่าเย็นเยียบราวน้ำแข็งจากขั้วโลกเหนือดังขึ้น ทำลายความเงียบงันภายในห้องโถงลับใต้ดินของสำนักกระบี่เมฆาทมิฬ แสงจากคบเพลิงสีเขียวมรกตสะท้อนกับใบหน้าครึ่งซีกที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นของจ้าวเฟิง เจ้าสำนักผู้ทรงอิทธิพล เขากำลังยืนอยู่เบื้องหน้าแผนผังค่ายกลมรณะพันอัสนีที่ถูกกางขึ้นอย่างลับๆ ดวงตาของเขาหรี่แคบลงจนเหลือเพียงเส้นเดียว จ้องมองร่างของชายหนุ่มที่ยืนกอดอกพิงเสาหินศิลาด้วยท่าทีผ่อนคลายราวกับกำลังชมการละเล่นในโรงละคร หลี่มู่เฉิน ไม่สะท้านสะเทือนแม้แต่น้อยต่อรังสีอำมหิตที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างของยอดฝีมือขอบเขตผสานวิญญาณขั้นสมบูรณ์ ร่างกายในยามนี้แม้จะยังเป็นเพียงศิษย์สาย外 (นอก) ที่พลังปราณยังมิได้สมบูรณ์พร้อม แต่จิตวิญญาณและสายตาที่ทอดมองกลับเป็นของมหาจักรพรรดิผู้เคยเหยียบย่างผ่านซากศพของเซียนมาแล้วนับไม่ถ้วน สายตานั้นเปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่งและการดูแคลนอย่างถึงที่สุด จนจ้าวเฟิงรู้สึกราวกับว่าตนเองเป็นเพียงมดปลวกตัวหนึ่งที่กำลังแหงนมองเงื้อมผาอันสูงชัน "หลี่มู่เฉิน... เจ้าช่างสามห้าวเกินไปแล้ว!" เจ้าสำนักจ้าวคำรามต่ำในลำคอ แรงกดดันจากลมปราณระดับผสานวิญญาณระเบิดออกโดยพลัน ทำให้กระเบื้องหินรอบกายแตกละเอียดเป็นผุยผง "เจ้าเป็นแค่เด็กหนุ่มไร้ค่าที่เก็บตกมาจากข้างทาง เหตุใดจึงอาจหาญล่วงรู้ความลับระดับรากฐานของสำนักเรา หรือว่า... เจ้ามีเบื้องหลังที่ซ่อนเร้น?" "เบื้องหลัง?" หลี่มู่เฉินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะดั่งคมกระบี่ที่เสียดสีกันจนเกิดประกายไฟ "ในสายตาของข้า สำนักกระบี่เมฆาทมิฬแห่งนี้ก็เป็นเพียงรังของปลวกที่อาศัยซากปรักหักพังของสำนักโบราณสร้างความยิ่งใหญ่ขึ้นมาเท่านั้น เจ้าคิดจะใช้ค่ายกลกลืนโลหิตเพื่อดูดซับพลังปราณของเหล่าศิษย์อัจฉริยะในงานชุมนุมยุทธภพเดือนหน้า เพื่อทะลวงผ่านสู่ขอบเขตเซียนแท้จริงใช่หรือไม่? น่าสมเพช... วิธีการสกปรกโสมมเช่นนี้ แม้แต่สุนัขข้างถนนยังต้องรังเกียจที่จะเหลือบมอง" คำพูดนั้นแทงใจดำของจ้าวเฟิงเข้าอย่างจัง ใบหน้าของเจ้าสำนักแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำสลับแดงฉานด้วยความโกรธเกรี้ยว ปราณกระบี่โลหิตถูกขับออกมาจากปลายนิ้ววาดเป็นอักษรอาคมสีเลือดพุ่งตรงเข้าใส่หน้าอกของหลี่มู่เฉินทันทีโดยไม่ให้ตั้งตัว ความเร็วระดับนี้ต่อให้เป็นยอดฝีมือขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นสูงสุดก็ยังยากที่จะหลบพ้น! *เปรี้ยง!* ทว่า ร่างของหลี่มู่เฉินกลับเลือนหายไปราวกับควันไฟ ปราณกระบี่สีเลือดพุ่งทะลุเสาหินหนาสองคนโอบจนขาดสะบั้นลงมาฝุ่นตลบอบอวล ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เงาร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าจ้าวเฟิงอย่างเงียบเชียบราวกับภูตผี นางสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ เส้นผมสีดำสนิทดั่งรัตติกาลปลิวไสวแม้จะไม่มีสายลมพัดผ่าน กลิ่นอายความเย็นเยือกและบริสุทธิ์ผุดผ่องแผ่ซ่านออกมาจนอุณหภูมิในห้องโถงลดฮวบลงจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งเกาะตามผนัง เซียนเฟยหลิน! นางยืนขวางกลางระหว่างเจ้าสำนักกับหลี่มู่เฉิน นัยน์ตาคู่สวยสีนิลล้ำลึกคู่นั้นกวาดมองจ้าวเฟิงด้วยความเย็นชาดุจมองซากศพไร้จิตวิญญาณ มือเรียวดั่งลำหยกขาวยกขึ้นแตะเบาๆ ที่ด้ามกระบี่วิเศษเหนתเอว ทันใดนั้น แรงกดดันระดับ "เทพยดา" ที่ถูกสะกดไว้ก็รั่วไหลออกมาเพียงเศษเสี้ยว แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้กระดูกทั่วร่างของจ้าวเฟิงส่งเสียงลั่นกรอบด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดซึ้ง "ผู้ใด... ที่บังAญแตะต้องสามีของข้า มันผู้นั้นต้องชดใช้ด้วยวิญญาณเจ็ดชั่วโคตร" เสียงหวานใสแต่ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ดังขึ้นราวกับประกาศิตจากสวรรค์เก้าชั้นฟ้า จ้าวเฟิงรู้สึกราวกับมีภูเขาไท่ซานนับพันลูกกดทับลงบนบ่าจนเขาต้องทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นโดยไม่สามารถต้านทานได้ เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากมุมปากของเขา ดวงเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เขากลืนน้ำลายลงคอด้วยความยากลำบาก นาง... นางคือสตรีลึกลับที่ติดตามหลี่มู่เฉินมาสำนักเมื่อเดือนก่อน เหตุใดพลังฝีมือจึงน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้? นางไม่ใช่แค่ผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดา! "เฟยหลิน... ใจเย็นก่อน" หลี่มู่เฉินเดินเข้ามาแตะที่หัวไหล่บางของนางเบาๆ สัมผัสอันคุ้นเคยและอบอุ่นทำให้ประกายตาสีมนุษย์ของนางอ่อนโยนลงทันทีราวกับน้ำแข็งละลายในยฤดูใบไม้ผลิ เขายิ้มบางๆ พลางกวาดสายตามองเจ้าสำนักที่หมอบราบคาบแก้วอยู่แทบเท้า "ปล่อยให้เขาอยู่รอดไปอีกสักพักเถอะ ข้ายังสนุกกับเกมหมากกระดานนี้อยู่ เจ้าสำนักจ้าวผู้นี้ยังมีประโยชน์ในการใช้นำทางไปสู่ 'ถ้ำลับบรรพจารย์' ที่ซ่อนสมบัติโบราณอยู่" จ้าวเฟิงกัดฟันกรอดด้วยความแค้นเคืองและอัปยศอดสู เขาเป็นถึงเจ้าสำนักผู้ยิ่งใหญ่ในดินแดนรกร้างแห่งนี้ ไฉนจึงกลายมาเป็นเบี้ยล่างให้เด็กหนุ่มและสตรีปริศนาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีปานนี้? แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดบอกเขาว่า หากขยับตัวแม้แต่น้อย ร่างกายของเขาจะแหลกสลายกลายเป็นจุลในทันที "เจ้า... พวกเจ้าเป็นใครกันแน่?" จ้าวเฟิงเค้นเสียงถามออกมาอย่างยากลำบากจากพื้นดิน หลี่มู่เฉินก้มตัวลงเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาประดับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน ดวงตาคู่นั้นทอประกายคมปลาบดั่งพยัคฆ์ขาวที่กำลังจ้องเหยื่อในกรงเล็บ "พวกเราเป็นใคร... เจ้ายังไม่คู่ควรที่จะล่วงรู้" หลี่มู่เฉินเอמהเสียงกระซิบแผ่วเบาข้างหูของจ้าวเฟิง "แต่สิ่งที่เจ้าควรรู้ในตอนนี้ก็คือ... แผนการชั่วร้ายที่เจ้ากำลังวางแผนจะสังหารศิษย์สาย外ในวันพรุ่งนี้ ถูกข้าพลิกเกมให้กลายเป็นหลุมศพของตัวเจ้าเองเรียบร้อยแล้ว" ทันทีที่สิ้นคำพูดของหลี่มู่เฉิน ด้านนอกห้องโถงลับ เสียงระฆังสำนักเก้าครั้งก็ดังสนั่นหวั่นไหวติดต่อกันอย่างบ้าคลั่ง! *ก๊อง! ก๊อง! ก๊อง!* นั่นคือสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดของสำนักกระบี่เมฆาทมิฬ เสียงกรีดร้องและเสียงระเบิดดังสนั่นมาจากลานประลองยุทธ์เบื้องบน แรงระเบิดของค่ายกลสะเทือนเลื่อนลั่นจนพื้นดินใต้เท้าสั่นสะเทือนราวกับแผ่นดินไหว จ้าวเฟิงหน้าถอดสีทันที เขารีบเงยหน้าขึ้นมองหลี่มู่เฉินด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด "เป็นไปไม่ได้! เจ้า... เจ้าไปแก้ค่ายกลกลืนโลหิตตั้งแต่เมื่อใดกัน?!" หลี่มู่เฉินไม่ตอบคำถาม เขาเพียงแต่ยืนยืดตัวตรงอย่างสง่างาม เคียงข้างกับเซียนเฟยหลินที่เก็บกระบี่เข้าฝักด้วยเสียงกริ๊งกิ๊งอันไพเราะ ทว่า ในจังหวะนั้นเอง เงามืดประหลาดสายหนึ่งก็พุ่งทะลุเพดานศิลาลงมาเบื้องหน้าพวกเขา พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่คุ้นเคยอย่างยิ่งดังขึ้น... "ฮ่าๆๆๆ... หลี่มู่เฉิน เจ้าเด็กน้อย เจ้าคิดว่าเจ้าฉลาดล้ำเลิศผู้เดียวหรือ? แผนการของเจ้าสำนักจ้าวเป็นเพียงแค่เหยื่อล่อเท่านั้น และในตอนนี้... เหยื่อตัวจริงอย่างพวกเจ้า ได้ติดกับดักของ 'ผู้อาวุโสสูงสุด' เข้าอย่างจังแล้ว!" ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งพลังใจให้หลี่มู่เฉินก้าวข้ามผ่านพันธนาการแห่งอดีตไปพร้อมกันนะครับ พยัคฆ์ขาวคำราม
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ถูกทิ้ง กับภรรยาเทพธิดาที่ตามหาตัวมาสามภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%