โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นจากปลายนิ้ว กระทบลงบนพื้นศิลาหยกขาวจนเกิดเสียงก้องกังวานดั่งเสียงระฆังสำริดในอารามร้าง ภายในถ้ำลับแลแห่งสำนักกระบี่เมฆาอัคคี อากาศรอบกายหลี่มู่เฉินบิดเบี้ยวเป็นริ้วคลื่นสีดำสนิท ปราณฟ้าดินรอบทิศทางมิได้ไหลเวียนเข้าสู่ร่างตามวิถีปรกติของคัมภีร์ยุทธ์ทั่วไป หากแต่พวกมันกำลัง “ร่ำไห้” และกรีดร้องราวกับถูกดึงทึ้งด้วยแรงโน้มถ่วงมหาศาลจากห้วงนรกภูมิ
“วิถีปราณสวรรค์เก้าชั้นฟ้าที่พวกเจ้าฝึกฝนกันอยู่… เป็นเพียงเศษเดนที่หลงเหลือจากการเคี้ยวทิ้งของข้าในสามภพก่อน”
เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ขาวจากห้วงนภากาศเอื้อnออกมาด้วยความเย้ยหยัน หลี่มู่เฉินในร่างของศิษย์สวะผู้มีเส้นชีพจรพิการ ปัจจุบันนัยน์ตาทั้งสองข้างทอประกายสีทองอร่ามดั่งอัคคีสวรรค์ เขากำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนค่ายกลโบราณที่สลักด้วยอักขระภาษากลืนดารา ซึ่งเป็นวิชาที่สูญหายไปจากยุทธภพมากว่าแสนปี
ทว่า การจะทะลวงผ่านขอบเขต ‘ปราณก่อเกิด’ ไปสู่ขั้นที่สูงกว่า ในร่างเนื้อที่อ่อนแอเช่นนี้ ช่างยากเย็นเข็ญใจดั่งการใช้เส้นด้ายเส้นเดียวดึงภูเขาไท่ซานทั้งลูก
“ศิษย์พี่มู่เฉิน… ท่านกำลังทำสิ่งใดอยู่?”
เสียงหวานใสแต่เย็นชาดั่งน้ำค้างแข็งในยามเหมันต์ดังขึ้นจากปากทางเข้าถ้ำ เซียนเฟยหลินก้าวเท้าเข้ามาอย่างเงียบเชเชียบ นางสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ ปิ่นยัดผมรูปดอกบัวหิมะสั่นไหวเบาๆ ตามจังหวะการก้าวเดิน ทว่าเบื้องหลังความงดงามล่มเมืองนั้น กลับแผ่ไอเย็นเยือกที่สามารถแช่แข็งวิญญาณของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตหลอมรวมวิญญาณให้แตกสลายได้ในพริบตา
นางมาทันเวลาพอดี เห็นภาพที่หลี่มู่เฉินกำลังใช้ปลายนิ้วกรีดลงกลางหน้าอกของตนเอง เพื่อดึงเอา ‘รากปราณมังกรทมิฬ’ ที่ถูกผนึกไว้ในอดีตชาติออกมาหลอมรวมกับตันtian (จุดตันเถียน) ปัจจุบัน
“เจ้าไม่ควรเข้ามาใกล้ข้าในเวลานี้, เฟยหลิน” หลี่มู่เฉินกล่าวโดยไม่แม้แต่จะหันไปมอง น้ำเสียงของเขาแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยอำนาจที่กดขี่สรรพสิ่ง “เคล็ดวิชาข่มสวรรค์ที่ข้ากำลังคิดค้นขึ้นใหม่นี้ ไม่ได้มีไว้เพื่อฝืนชะตาฟ้าดิน… แต่มันมีไว้เพื่อ ‘เหยียบย่ำ’ กฎเกณฑ์ทั้งหมดของสวรรค์ต่างหาก”
เซียนเฟยหลินชะงักฝีเท้า นางจ้องมองแผ่นหลังที่ผอมบางแต่ตั้งตรงดั่งทวนเหล็กของสามีในอดีตชาติ ดวงตาคู่สวยฉายแววเจ็บปวดและโหยหา นางยอมสละความเป็นอมตะ สละตบะเซียนนับพันปีเพื่อตามหาเขาลงมาในแดนมนุษย์ที่โสมมแห่งนี้ มิใช่เพื่อมองเขาทำลายล้างตนเองเช่นนี้
“ท่านบ้าไปแล้วหรือมู่เฉิน? การฝืนหลอมรวมรากปราณบรรพกาลในร่างมนุษย์ที่เส้นชีพจรตีบตัน ร่างกายของท่านจะแหลกสลายเป็นจุลก่อนที่พลังจะทันได้โคจรครบสามรอบเสียอีก!” นางพุ่งเข้ามาหมายจะใช้พลังเซียนเข้าประคับประคองและสะกดจุดชีพจรให้เขา
“หยุดอยู่ตรงนั้น!” หลี่มู่เฉินคำรามลั่น นัยน์ตาสีทองกวาดมองนางด้วยแววตาที่คมกริบดั่งคมกระบี่ที่เพิ่งชักออกจากฝัก “หากข้าต้องการความช่วยเหลือจากความเมตตาของสวรรค์ ข้าคงไม่เลือกเส้นทางนี้ เจ้าก็รู้ดี… ข้าคือหลี่มู่เฉิน ผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใด แม้แต่เงาของตนเอง!”
บรรยากาศภายในถ้ำพลันเงียบงันลงทันที เสียงหัวใจของทั้งสองดังก้องสะท้อนในความเงียบ เซียนเฟยหลินเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดขาว นางไม่เคยกลัวความตาย ไม่เคยเกรงกลัวกองทัพมารนับหมื่นตน แต่ความดื้อรั้นอย่างไร้เหตุผลของชายผู้นี้ กลับทำให้หัวใจที่ด้านชามาสามภพของนางสั่นคลอนอย่างรุนแรง
นางค่อยๆ ลดมือลง แววตาเย็นชาแปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยว นางสะบัดแขนเสื้อครั้งหนึ่ง ค่ายกลป้องกันรอบถ้ำก็ถูกกางออกด้วยพลังปราณบริสุทธิ์ระดับเทพธิดา ปิดกั้นการรับรู้จากโลกภายนอกทั้งหมด
“หากท่านปรารถนาจะเหยียบย่ำสวรรค์นัก…” เซียนเฟยหลินก้าวเข้าไปประชิดตัวเขาอย่างหาญกล้า นั่งลงเบื้องหน้า ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งหยกสลักแตะลงบนหน้าผากของหลี่มู่เฉินโดยตรง ถ่าย
“ข้าจะใช้ชีวิตของข้า… เป็นสะพานให้ท่านเดินข้ามผ่านทัณฑ์สวรรค์นั้นเอง!”
สัมผัสอันเย็นเยือกแต่เปี่ยมด้วยพลังปราณเซียนบริสุทธิ์ทะลักเข้าสู่ร่างของหลี่มู่เฉินดั่งกระแสน้ำวนแห่งมหาสมุทร หลี่มู่เฉินเบิกตากว้างเล็กน้อย เขาไม่คาดคิดว่านางจะยอมใช้ตบะเซียนส่วนหนึ่งมาช่วยหล่อเลี้ยงเส้นชีพจรที่กำลังจะแตกสลายของเขา
“เจ้า… ทำเช่นนี้ทำไม? เจ้าก็รู้ว่ามันจะทำให้พลังของเจ้าเสื่อมถอยลง!”
“ข้าตามหาท่านมาสามภพ มิใช่เพื่อให้ท่านมาตายอยู่ต่อหน้าข้าเป็นครั้งที่สอง!” เซียนเฟยหลินกล่าวเสียงสั่นเครือ หยาดน้ำใสคลอหน่วยที่หางตาเล็กน้อย แต่นางยังคงฝืนยิ้มเยือกเย็นตามวิสัย “หากสวรรค์ต้องการพรากท่านไปจากข้าอีกครั้ง ข้าจะควักหัวใจของเง็กเซียนฮ่องเต้มาบูชายัญให้ท่านดู!”
คำพูดนั้นเต็มไปด้วยจิตสังหารที่สะเทือนถึง9ชั้นฟ้า หลี่มู่เฉินนิ่งงันไปชั่วขณะ ก่อนที่มุมปากหยักจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเย่อหยิ่ง ทรงพลัง และอ่อนโยนอย่างยิ่งยวดสำหรับนางผู้เดียว
“ดี… ในเมื่อเจ้ากล้าเดิมพันถึงเพียงนี้ ข้าจะแสดงให้สวรรค์เห็นว่า การกำเนิดใหม่ของมหาจักรพรรดิผู้ไร้เทียมทานนั้น หน้าตาเป็นเช่นไร!”
หลี่มู่เฉินคำรามก้องในลำคอ มือทั้งสองประสานอินทร์ลับ ‘เคล็ดวิชาข่มสวรรค์’ ขั้นที่หนึ่ง: กลืนกินตะวันและจันทรา!
*ตูมมมม!*
ทันใดนั้น ท้องฟ้ายามราตรีที่เคยเงียบสงบเหนือสำนักกระบี่เมฆาอัคคี ก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด เมฆทมิฬหนาทึบม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นยักษ์ สายฟ้าสีทองคำเก้าสายฟาดผ่าลงมาตรงปากถ้ำอย่างบ้าคลั่ง แรงกระแทกทำให้ภูเขาทั้งลูกสั่นสะเทือน ศิษย์สำนักต่างพากันวิ่งหนีตายอลหม่านด้วยความหวาดกลัวต่อพลังอันไร้ที่มา
ภายในถ้ำ ร่างของหลี่มู่เฉินเปล่งแสงสีทองเจิดจ้าทะลุทะลวงทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า รากปราณมังกรทมิฬหลอมรวมเข้ากับตันเถียนอย่างสมบูรณ์แบบ พลังปราณของเขาพุ่งทะยานจากขั้นรวบรวมลมปราณ ก้าวกระโดดข้ามขั้นแก่นแท้ สู่ ‘ขอบเขตจิตวิญญาณแห่งเต๋า’ ในลมหายใจเดียว!
ทว่า ในวินาทีที่เขากำลังจะลืมตาตื่นขึ้นพร้อมพลังใหม่ที่สะเทือนเลื่อนลั่นนั้นเอง…
เงาร่างสีดำสนิทผู้หนึ่ง ปรากฏตัวขึ้นอย่างไร้ซุ่มเสียงที่ด้านหลังของเซียนเฟยหลิน โดยที่นางและหลี่มู่เฉินยังไม่ทันได้รู้ตัว คมกระบี่สีดำสนิทเล่มหนึ่งจ่ออยู่ที่ลำคอระหงของเทพธิดาผู้เลอโฉม และเสียงกระซิบอันเยือกเย็นเยียบราวกับมาจากขุมนรกก็ดังขึ้นข้างหูของหลี่มู่เฉิน
“ข้าเฝ้ารอเวลานี้มานานนัก… มหาจักรพรรดิมู่เฉิน ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะอ่อนแอถึงเพียงนี้ในการกลับชาติมาเกิดครั้งแรก”
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปพร้อมกับข้าพเจ้าในบทนี้ด้วยนะครับ
พยัคฆ์ขาวคำราม
เซียนหนุ่มผู้ถูกทิ้ง กับภรรยาเทพธิดาที่ตามหาตัวมาสามภพ•ตอนที่ 2
เคล็ดวิชาข่มสวรรค์
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ถูกทิ้ง กับภรรยาเทพธิดาที่ตามหาตัวมาสามภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!