กลิ่นอายจางๆ ของชาไป๋เฉาที่เย็นชืดลงบนโต๊ะไม้แกะสลัก ไม่ได้ทำให้บรรยากาศภายในโถงใหญ่ตระกูลหลี่ผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ความกดดันจากจิตสังหารระดับหลอมรวมลมปราณนับสิบสายที่ถูกปลดปล่อยออกมาพร้อมเพรียงกัน กลับทำให้มวลอากาศรอบกายหนาแน่นรากับถูกหล่อด้วยเหล็กไหล
"หลี่มู่เฉิน เจ้าเสียสติไปแล้วกระมัง!"
เสียงตบโต๊ะดังสนั่นหวั่นไหว ผู้อาวุโสใหญ่แห่งตระกูลหลี่ 'หลี่เทียนป้า' ลุกขึ้นยืนจนร่างท้วมใหญ่สั่นสะเทือน ดวงตาสอดส่องด้วยความเคียดแค้นชิงชัง สายตาที่มองมายังบุรุษหนุ่มชุดคลุมสีเทาเข้มเบื้องหน้า ราวกับกำลังมองดูมดปลวกที่บังaาอาจท้าทายพญาอินทรี
บนพื้นหินอ่อนเบื้องหน้าของหลี่มู่เฉิน เวลานี้มีกระดาษแผ่นหนึ่งนอนสงบนิ่งอยู่ มันคือหนังสือหย่าร้างที่ถูกเขียนขึ้นด้วยหมึกสีชาด บนเนื้อกระดาษปรากฏลายมือหยาบกระด้างแต่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งของผู้หญิงคนหนึ่ง — 'คุณชายรองตระกูลสวี' และ 'คุณหญิงหลี่เซียนเอ๋อร์'
หลี่มู่เฉินไม่ได้แม้แต่จะเหลือบแลกระดาษแผ่นนั้น ร่างของเขายังคงยืนหยัดตรงแน่วดั่งทิวสนท่ามกลางพายุหิมะ ดวงตาคู่คมกริบดั่งพยัคฆ์ซ่อนเล็บกวาดมองผู้คนนับร้อยที่นั่งรายล้อมในห้องโถง ใบหน้าของเขาประดับไว้ด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน รอยยิ้มที่ทำให้ผู้อาวุโสหลายคนในตระกูลถึงกับรู้สึกหนสันหลังวาบอย่างไร้สาเหตุ
"เสียสติหรือ?" หลี่มู่เฉินทวนคำ น้ำเสียงของเขาเรียบสนทนา ไร้ซึ่งความหวาดกลัว ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยพลังกดดันทางจิตวิญญาณที่ทำเอาตะเกียงวิญญาณรอบห้องโถงถึงกับกะพริบไหว "ข้าเพียงแต่กำลังทำในสิ่งที่พวกเจ้าปรารถนามาตลอดสามปี... ส่งคืนอิสรภาพให้แก่กะลาสีเรือที่หลงเข้ามาในบ่อโคลนตมอย่างข้า มิใช่หรือ?"
"สามปีที่ผ่านมา ตระกูลหลี่เลี้ยงดูเจ้าประดุจขอทานผู้หนึ่ง ให้ข้าวให้น้ำ ให้ที่ซุกหัวนอน แต่วันนี้เมื่อเจ้าไร้ค่าเพราะจุดตันเถียนถูกทำลาย เจ้ากลับกล้าใช้กิริยาต่ำช้าเช่นนี้มาปฏิเสธการหย่าที่ตระกูลสวีเมตตาประทานให้!" หลี่ซาน หลานชายสายตรงของตระกูลแผדเสียงคำราม พร้อมกับก้าวเท้าออกมากระชากกระบี่ออกจากฝัก แสงสีฟ้าครามวาววับสะท้อนเข้ากับใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความริษยา "เจ้าสวะ! คุกเข่าลงขอขมาคุณหนูเซียนเอ๋อร์และตระกูลสวีเสีย มิฉะนั้น วันนี้ศาลาบรรพชนแห่งนี้จะเป็นหลุมฝังศพของเจ้า!"
ความเงียบงันปกคลุมชั่วขณะ
ทุกคนในโถงต่างรอคอยที่จะเห็นภาพเด็กหนุ่มผู้เคยเป็นความอับอายของตระกูล คุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิตด้วยความหวาดกลัว ทว่าสิ่งที่ปรากฏกลับผิดคาดถนัดถนี่
หลี่มู่เฉินไม่แม้แต่จะขยับกาย เขายังคงยืนไขว่ห้าง ปลายสายตาดำขลับลึกล้ำราวกับห้วงจักรวาลคู่เดิมจับจ้องไปยังกระบี่ที่สั่นระริกในมือของหลี่ซาน
"กระบี่เล่มนั้น... เจ้าใช้มันไม่เป็นหรอก" หลี่มู่เฉินเอ่ยขึ้นเบาๆ น้ำเสียงราบเรียบแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "วิชากระบี่ตระกูลหลี่ที่พวกเจ้าภาคภูมิใจนักหนา แท้จริงแล้วเป็นเพียงเศษเดนวิชาที่เก็บตกมาจากสำนักนอกคอกเมื่อพันปีก่อน ปลายกระบี่เอียงไปสามองศา การไหลเวียนของลมปราณที่จุดชีไห่ติดขัด... หากเจ้าใช้มันแทงออกไปในกระบวนท่าถัดไป แขนขวาของเจ้าจะพิการไปตลอดกาล"
"สามหาว!" หลี่ซานหน้าดำคร่ำเคร่งด้วยความโกรธเกรี้ยว คำพูดของหลี่มู่เฉินเหมือนการตบหน้าเขาต่อหน้าธารกำนัล "เจ้าสวะไร้ค่า กล้าดียังไงมาวิจารณ์เคล็ดกระบี่บรรพชน! รับกระบวนท่า 'อัสนีคำราม' ซะ!"
*ฉับพลัน!*
ประกายกระบี่สีครามสว่างวาบราวกับสายฟ้าแลบ ฉีกกระชากอากาศจนเกิดเสียงหวีดหิวแหลมสูง พลังลมปราณขอบเขตหลอมรวมขั้นที่ห้าพรั่งพรูออกมาอย่างเต็มกำลัง หมายจะปลิดชีพหลี่มู่เฉินให้ดับดิ้นในกระบวนท่าเดียว
ทว่า ท่ามกลางสายตาที่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง หลี่มู่เฉินไม่แม้แต่จะชักอาวุธ เขากลับยกมือขึ้นสองนิ้ว — นิ้วชี้และนิ้วกลางประสานเข้าหากันราวกับดอกบัวแรกแย้ม ทว่าแฝงไว้ด้วยความคมกราบที่สะเทือนถึงกฎเกณฑ์ฟ้าดิน
*แปะ...*
เสียงดีดนิ้วเบาๆ ดังขึ้นราวกับเสียงกระซิบของปีศาจ แต่มันกลับก้องกังวานอยู่ในจิตวิญญาณของทุกคนในห้องโถง
คลื่นกระบี่สีครามที่โถมเข้ามาประหนึ่งคลื่นยักษ์ พลันหยุดชะงักงันกลางอากาศ ราวกับถูกห้วงเวลาแช่แข็งไว้ อักขระปราณโบราณนับร้อยสายพลระเบิดออกมาจากปลายนิ้วของหลี่มู่เฉิน ถักทอเป็นตาข่ายแสงสีทองอร่ามที่แผ่พุ่งเข้าบดขยี้พลังปราณของหลี่ซานจนแหลกสลายเป็นจุล!
*ตูมมม!*
ร่างของหลี่ซานปลิวราวกับใบไม้ร่วงหล่น กระแทกเข้ากับเสาหินมังกรแกะสลักด้านหลังจนหักสะบั้นเป็นสองท่อน กระบี่ในมือหักเป็นเสี่ยงๆ เลือดสดๆ พ่นทะลักออกจากปากของเขา ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ขณะที่แขนขวาของเขาลีบลงและสลายกลายเป็นฝุ่นผงไปต่อหน้าต่อตา!
"อ๊ากกกกกก——!" เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังสะท้าน โถงใหญ่ตระกูลหลี่ตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า
ไม่มีใครมองเห็นว่าหลี่มู่เฉินเคลื่อนไหวอย่างไร ไม่มีใครสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังปราณระดับที่เขามี รู้ตัวอีกที ศิษย์เอกผู้เป็นความหวังของตระกูลหลี่ก็กลายเป็นคนพิการไปเสียแล้ว
หลี่เทียนป้าผุดลุกขึ้นยืน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงและโกรธเกรี้ยวจนเส้นเลือดปูดโปน "เจ้า... เจ้าใช้วิชามารอันใด! เจ้าไม่ใช่หลี่มู่เฉิน!"
หลี่มู่เฉินก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ทุกย่างก้าวที่เขาก้าวลงไป พื้นหินอ่อนใต้ฝ่าเท้าต่างปริร้าวเป็นรอยแยกรูปดอกบัวโลหิต แรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกจาร่างของเขา กดทับผู้อาวุโสทุกคนจนต้องทรุดตัวลงคุกเข่าด้วยความหวาดกลัวต่อจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่เกินกว่ามนุษย์จะแบกรับ
"วิชามารงั้นหรือ?" หลี่มู่เฉินหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและอำนาจที่กดขี่สวรรค์ "ในสายตาของกบในกะลาอย่างพวกเจ้า สิ่งที่อยู่เหนือความเข้าใจล้วนเป็นมารหลอกหลอนสินะ"
เขาก้มลงหยิบกระดาษใบหย่าขึ้นมาด้วยปลายนิ้วเพียงข้างเดียว นัยน์ตาสีดำสนิทกวาดมองข้อความดูถูกเหยียดหยามบนนั้น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่สะเทือนไปถึงขั้วหัวใจของทุกคน
"พวกเจ้าคิดว่าตระกูลหลี่ให้กำเนิดข้า ให้ข้าวให้น้ำข้ากิน... แต่พวกเจ้าลืมไปแล้วกระมัง ว่าสามปีที่ผ่านมา ข้าต่างหากที่เป็นคนใช้โลหิตแห่งบรรพชนของข้า หล่อเลี้ยงค่ายกลคุ้มครองตระกูลนี้ไว้ เพื่อไม่ให้ภัยพิบัติจากสำนักภายนอกมากลกกลืนพวกเจ้าจนมอดไหม้"
หลี่มู่เฉินเงยหน้าขึ้น สายตาดุจพยัคฆ์ขาวจ้องมองตรงไปยังหลี่เทียนป้า
"แต่วันนี้... บุญคุณระหว่างข้ากับตระกูลหลี่ สิ้นสุดลง ณ วินาทีนี้แล้ว!"
*แคว่ก!*
กระดาษแผ่นนั้นถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยด้วยมือเปล่า ก่อนที่เขาจะสะบัดมือโปรยเศษกระดาษเหล่านั้นลงบนพื้น ราวกับการโปรยทานให้กับวิญญาณเร่ร่อน
"ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป หลี่มู่เฉินผู้นี้มิใช่คนของตระกูลหลี่อีกต่อไป และสายเลือดที่พวกเจ้าเคยเหยียดหยาม... นับแต่นี้จะกลายเป็นคำสาปที่จะตามล้างผลาญตระกูลหลี่ให้พินาศสิ้นภายในสามวัน!"
สิ้นคำประกาศิต ท้องนภาเบื้องนอกที่เคยแจ่มใสพล然แปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด เมฆดำทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วรากับวันสิ้นโลก เสียงคำรามของสายฟ้าฟาดผ่าลงมากลางศาลาบรรพชนจนหลังคาพังทลายลงมาครึ่งหนึ่ง!
ร่างของหลี่มู่เฉินก้าวเดินผ่านกลุ่มควันและซากปรักหักพังออกไปอย่างไร้ความอาลัย ทิ้งให้เบื้องหลังคือเหล่าผู้อำนาจตระกูลหลี่ที่สั่นเทาด้วยความหวาดกลัวจนสิ้นสติ
ทว่า ในขณะที่หลี่มู่เฉินกำลังจะก้าวพ้นประตูใหญ่ของตระกูล ร่างเงาอันงดงามราวกับเทพธิดาชุดขาวบริสุทธิ์นางหนึ่ง ก็ปรากฏตัวขึ้นขวางทางเขาไว้ กลีบดอกเหมยโปรยปรายลงมาจากความว่างเปล่า กลิ่นหอมจางๆ ที่คุ้นเคยโชยมาปะทะนาวิกะ
เซียนเฟยหลินยืนอยู่เบื้องหน้าเขา ดวงตาสีฟ้าครามคู่สวยคู่นั้นมองตรงมาที่เขาด้วยความอ่อนโยนล้ำลึกที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย็นชา นางยื่นมือเรียวบางออกมารับเม็ดฝนสีเลือดที่ร่วงหล่นจากท้องฟ้า ก่อนจะเอ่ยเสียงหวานที่ทำให้หัวใจของอดีตมหาจักรพรรดิกระตุกวูบ
"มู่เฉิน... เจ้าตัดขาดจากโลกมนุษย์ได้ แต่อย่าได้คิดจะตัดขาดจากข้าเป็นครั้งที่สี่..." นางเว้นวรรคเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก "เพราะไม่ว่าเจ้าจะหนีไปสุดขอบฟ้า หรือไปจุติใหม่ในภพภูมิใด... ดาบเล่มนี้ของข้า ก็ยังคงเลือกที่จะติดตามเจ้าไปทุกหนแห่ง"
*เคร้ง!*
เสียงชักกระบี่เทพเจ้าออกจากฝักดังสะท้านไปทั่วทั้งสามภพ พร้อมกับเงาอสูรพยัคฆ์ขาวคำรามก้องฟ้าฉีกม่านเมฆาสีเลือดจนสว่างวาบไปทั่วสารทิศ...
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับคมกระบี่และจิตวิญญาณอันไม่ยอมก้มหัวให้ผู้ใดครับ - พยัคฆ์ขาวคำราม
เซียนหนุ่มผู้ถูกทิ้ง กับภรรยาเทพธิดาที่ตามหาตัวมาสามภพ•ตอนที่ 3
ใบหย่าที่โยนใส่หน้า
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ถูกทิ้ง กับภรรยาเทพธิดาที่ตามหาตัวมาสามภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!