ความเจ็บปวดมิได้เริ่มต้นจากบาดแผล หากแต่เริ่มจากการตระหนักรู้ว่าวิญญาณอันเกรียงไกรแห่งมหาจักรพรรดิ์ กำลังถูกจองจำอยู่ในซากศพอันไร้ค่าของเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง
“ตายเสียเถอะเจ้าสวะมู่เฉิน! แม้แต่วิถีปราณแรกเริ่ม เจ้ายังไม่มีปัญญาควบแน่น ทรัพยากรของสำนักกระบี่เมฆาทมิฬนี้ สูญเปล่าไปกับการเลี้ยงดูคนไร้ค่าเช่นเจ้ามาสามปีเต็มแล้ว วันนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่เจ้าต้องชดใช้ด้วยชีวิต!”
เสียงคำรามด้วยความเคียดแค้นดังสะท้อนก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท พร้อมกับแรงถีบอันหนักหน่วงที่กระแทกเข้าบริเวณชายโครงอย่างไร้ความปรานี ร่างกายผอมบางของ 'หลี่มู่เฉิน' ลอยละลิ่วไปกระแทกกับผนังหินอับชื้นภายในคุกใต้ดินของสำนัก โลหิตสีแดงฉานกระอักทะลักออกจากปากย้อมพื้นศิลาเบื้องล่างให้กลายเป็นสีชาด กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของหยาดฝนภายนอกที่ซึมผ่านรอยแตกของผนังหิน
ฟ่านถัง... ศิษย์พี่รองผู้ควบคุมหอฝึกยุทธ์ ยืนค้ำหัวมองลงมาด้วยสายตาดูแคลน รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนใบหน้าบิดเบี้ยว ถือกระบี่เหล็กดำที่ยังคงเปื้อนหยาดโลหิตของร่างนี้
หลี่มู่เฉินมิได้เปล่งเสียงร้องคร่ำครวญออกมาแม้แต่ครึ่งคำ นัยน์ตาที่เคยหม่นหมองและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ค่อย ๆ เงยขึ้นสบตาร่างเบื้องหน้า ชั่วพริบตานั้น ประกายแสงสีทองอร่ามดั่งดวงอาทิตย์แรกเบิกฟ้าพลันวาบผ่านม่านตาคู่นั้น ความกดดันอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งแผ่ซ่านออกมาจากร่างที่นอนปางตายโดยไร้สัญญาณเตือน
ฟ่านถังที่กำลังจะเงื้อกระบี่ซัดดาบซ้ำ ชะงักกึกโดยสัญชาตญาณ แผ่นหลังของมันเย็นวาบราวกับถูกพญายมเหลียวมองในความมืด มันขมวดคิ้วแน่นด้วยความฉงน พลางคิดในใจว่า *“สายตาของไอ้สวะนี่... ไฉนจึงน่ากลัวเพียงนี้ ราวกับกำลังมองดูมดปลวกตัวหนึ่ง...”*
ทว่าความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นเพียงชั่วลมหายใจเดียว หลี่มู่เฉินในร่างปัจจุบันหลับตาลงเพื่อรวบรวมสติ ปรมาจารย์กระบี่ผู้เคยเหยียบย่างผ่านเก้าชั้นฟ้าและสามภพภูมิอย่างเขา ไฉนเลยจะคาดคิดว่า ในยามที่ดวงจิตหลุดพ้นจากวัฏสงสารเพื่อรอคอยการกลับมาของนางผู้เป็นดวงใจ กลับต้องมาจุติใหม่ในร่างของศิษย์สำนักระดับล่างผู้มีเส้นชีพจรพิการและถูกรังแกจนปางตายเช่นนี้
“น่าสนใจยิ่งนัก...” เสียงแหบพร่าหลุดลอดออกจากริมฝีปากที่แห้งผากของหลี่มู่เฉิน ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับสงบนิ่งและเปี่ยมด้วยอำนาจลึกลับอย่างประหลาด จนทำให้ฟ่านถังรู้สึกขนลุกชันอย่างไม่มีสาเหตุ
“เจ้า... เจ้าสวะนี่! ยังปากดีอยู่อีกงั้นเรอะ!” ฟ่านถังตวาดลั่นเพื่อกลบเกลื่อนความหวาดกลัวที่แล่นริ้วขึ้นมาในอก มันยกกระบี่ในมือขึ้นหมายจะแทงทะลุหัวใจของเด็กหนุ่มให้สิ้นเรื่องสิ้นราวในดาบเดียว
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง โลกทั้งใบในสายตาของหลี่มู่เฉินราวกับหมุนช้าลง กระบี่เหล็กดำที่พุ่งแหวกอากาศเข้ามาหา มิได้เป็นเพียงอาวุธธรรมดาอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นวิถีเส้นสายของลมปราณที่บิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยจุดอ่อนนับร้อยแห่ง
*วิชากระบี่ของสำนักเมฆาทมิฬช่างหละหลวมและเต็มไปด้วยช่องโหว่เสียจริง...*
หลี่มู่เฉินขยับตัวอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกท่วงท่ากลับสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของฟ้าดินอย่างน่าอัศจรรย์ เขาใช้ฝ่ามือยันพื้นศิลาอันเย็นเฉียบ ปลายนิ้วเรียวยาวสะกิดเข้าที่จุดชีพจรใต้ข้อศอกของฟ่านถังอย่างแม่นยำราوจับวาง
ปัง!
กระแสลมปราณอันอ่อนด้อยของร่างนี้ แม้จะเปรียบประดุจประกายไฟเทียบกับแสงตะวัน แต่เมื่อกระทบถูกจุดอ่อนไหวที่สุดของคู่ต่อสู้ แรงสะท้อนกลับรุนแรงเกินกว่าที่ฟ่านถังจะคาดคิด ร่างของศิษย์พี่รองเซถอยหลังไปสามก้าว กระบี่ในมือเกือบหลุดร่วงลงพื้นด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด
“เป็นไปได้
อย่างไร! ปราณวิญญาณของเจ้า... เหตุใดจึง...” ฟ่านถังเบิกตากว้าง จ้องมองเด็กหนุ่มที่ค่อย ๆ พยุงร่างลุกขึ้นยืนทีละน้อย แผ่นหลังที่เคยงอค้อมบัดนี้กลับเหยียดตรง สง่างามและเย่อหยิ่งดั่งพยัคฆ์ขาวที่กำลังกางกรงเล็บแผ่ซ่านจิตสังหารอันไร้รูป
หลี่มู่เฉินปัดฝุ่นตามอาภรณ์เก่าขาดวิ่นอย่างไม่ใส่ใจ นัยน์ตาคมกริบดั่งคมกระบี่กวาดมองคุกใต้ดินอันมืดมิด ก่อนจะแหงนมองผ่านช่องหน้าต่างเล็ก ๆ เบื้องบนที่สายฝนยังคงโปรยปราย
“สามปีที่ข้าอดทนก้มหัวให้พวกเจ้า มิใช่เพราะข้าไร้ความสามารถ แต่เป็นเพราะข้าต้องรอคอยการตื่นขึ้นของดวงจิตนี้ต่างหาก...” หลี่มู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ทว่าก้องกังวานลึกลงไปถึงจิตวิญญาณของผู้ฟัง “ในเมื่อสวรรค์เมตตาให้ข้าได้กลับมามีลมหายใจอีกครั้ง เช่นนั้นบัญชีหนี้แค้นในครานี้... พวกเราค่อย ๆ สะสางกันทีละคนก็แล้วกัน”
ฟ่านถังกัดฟันกรอดด้วยความโกรธเกรี้ยวและหวาดกลัวระคนกัน มันส่งเสียงคำรามในลำคอ “ไอ้สวะเดรัจฉาน! วันนี้ต่อให้เจ้ามีวิชาปาฏิหาริย์อันใด เจ้าก็ไม่มีวันเดินออกไปจากคุกใต้ดินแห่งนี้ได้ vivos ข้าจะ...”
ยังไม่ทันที่ฟ่านถังจะเอ่ยคำขู่จนจบประโยค บรรยากาศโดยรอบพลันนิ่งงัด ราวกับห้วงเวลาถูกแช่แข็ง
สายฝนที่กำลังโปรยปรายภายนอกหยุดนิ่งกลางอากาศ อักขระโบราณสีทองจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนพื้นผิวผนังหินรอบด้าน และที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าสิ่งใด คือแรงกดดันจากมิติเบื้องบนที่กดทับลงมาจนกระดูกทั่วร่างของฟ่านถังส่งเสียงลั่นกรอบ ราวกับภูเขาไท่ซานกำลังกดทับลงบนบ่า
หลี่มู่เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องนภานอกคุกใต้ดินที่บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม เมฆทมิฬม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่น พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องของสายฟ้าที่ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ หากแต่เป็น... *ทัณฑ์สวรรค์* ที่ติดตามดวงจิตของมหาจักรพรรดิมาข้ามภพข้ามชาติ!
ไม่เพียงเท่านั้น... ท่ามกลางสายฝนสีม่วงที่หยุดนิ่ง เงาร่างหนึ่งในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวกับหิมะ ปรากฏขึ้นอย่างแช่มช้าบนยอดหลังคาหอคอยสำนักกระบี่เมฆาทมิฬ นางถือร่มกระดาษน้ำมันสีคราม ใบ่างงดงามล่มเมือง เย็นชาและสูงส่งดั่งเทพธิดาน้ำแข็งผู้ไม่เคยแปดเปื้อนธุลีโลก
สายตาคู่คมกริบของนางทอดมองทะลุผ่านหลังคาลงมายังเบื้องล่าง และหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของหลี่มู่เฉินทันที ริมฝีปากเรียวบางเอ่ยพึมพำแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย ซึ่งดังสะท้อนก้องอยู่ในจิตวิญญาณของเขาเพียงผู้เดียว
*“สามภพสามชาติ... ในที่สุดข้าก็พบท่านแล้ว... มู่เฉินของข้า”*
ทว่า ก่อนที่หลี่มู่เฉินจะได้ทันตอบรับกระแสจิตนั้น แผ่นดินใต้เท้าของสำนักกระบี่เมฆาทมิฬกลับสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น แรงระเบิดของพลังปราณมหาศาลพุ่งทะยานขึ้นจากใต้พิภพ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นของผู้อาวุโสลับที่ถูกปลุกให้ตื่นจากการจำศีลพันปีดังสนั่นหวั่นไหว
“ฮ่าๆๆๆ! ใครบังอาจรุกล้ำเขตแดนสำนักกระบี่เมฆาทมิฬ... เอ๊ะ? นั่นมัน... คลื่นพลังของจักรพรรดิกระบี่โบราณนี่นา!”
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปพร้อมกับข้าพเจ้าในบทแรกนี้นะครับ
เซียนหนุ่มผู้ถูกทิ้ง กับภรรยาเทพธิดาที่ตามหาตัวมาสามภพ•ตอนที่ 1
ฟื้นคืนจากเถ้าธุลี
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ถูกทิ้ง กับภรรยาเทพธิดาที่ตามหาตัวมาสามภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!