"หากสุนัขรับใช้แห่งตระกูลไป๋คิดว่ากรงเล็บของพวกมันคมกริบพอจะฉีกกระชากฟ้าดินได้ ไฉนเลยพวกมันจึงยังต้องเห่าหอนเรียกความสนใจจากข้าอยู่เช่นนี้เล่า"
น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เปี่ยมด้วยความเย้ยหยันดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของลานประลองสำนักกระบี่เมฆาคล้อย สายตาของบรรดาผู้วิเศษนับร้อยคู่ต่างเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบถล่นออกจากเบ้า ภาพเบื้องหน้าไม่ใช่การต่อสู้ที่สูสีคู่คี่ดั่งที่ทุกคนคาดการณ์ไว้ แต่เป็นร่างของ ‘ไป๋ฮ่าว’ ยอดฝีมืออันดับสามแห่งหออัคคีสวรรค์ ผู้ครองขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นสมบูรณ์ ที่บัดนี้กำลังคุกเข่าทรุดฮวบลงกับพื้นหินแกรนิต ลมหายใจหอบกระชั้น เลือดสีสดพรั่งพรูออกจากมุมปากราวกับเขื่อนแตก สองตาเบิกค้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ราวกับเพิ่งได้เผชิญหน้ากับมัจจุราชผู้ถือเคียวเกี่ยววิญญาณ
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่เสียงซุบซิบนินทาจะระเบิดขึ้นราวกับคลื่นพายุ
"เป็นไปได้อย่างไร... ข้าไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม?"
"แค่กระบวนท่าเดียวนั้น... มู่เฉินผู้นั้นไม่ได้แม้แต่จะชักกระบี่ออกจากฝักด้วยซ้ำ!"
"เหลือเชื่อเกินไปแล้ว นั่นคือไป๋ฮ่าวเชียวนะ! ผู้ใช้วิชาเพลิงกัลป์ผลาญนภาที่แม้แต่ศิษย์พี่ใหญ่ยังต้องไว้หน้าสามส่วน เหตุใดจึงพ่ายแพ้ราวกระดาษเปียกน้ำเช่นนี้!"
บนอัฒจันทร์ฝั่งประธาน ผู้อาวุโสสูงสุดหูถึงกับลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ไม้แกะสลัก ดวงตาหรี่แคบจ้องมองเด็กหนุ่มชุดคลุมสีเทาเข้มเบื้องล่างด้วยประกายความสงสัยระคนหวาดระแวง ปราณกระบี่เมื่อครู่... มันไม่ใช่พลังของศิษย์สาย外 (นอก) ที่เพิ่งทะลวงขอบเขตเลยแม้แต่น้อย มันคือจิตวิญญาณแห่งกระบี่ที่บริสุทธิ์และสูงส่งจนกดขี่ทุกลมปราณในรัศมีร้อย丈ให้ต้องสยบยอม
ในขณะที่ผู้คนกำลังตื่นตระหนก หลี่มู่เฉินกลับยืนสงบนิ่งราวกับรูปสลักหยกหินผา
ดวงตาดอกท้อคู่นั้นกวาดมองคู่ต่อสู้ที่กำลังสั่นเทาด้วยความสมเพชเวทนา มือเรียวยาวข้างหนึ่งยังคงไขว้หลัง อีกข้างกุมด้ามกระบี่ไม้ไผ่ธรรมดาๆ ที่ใช้ฝึกฝน รัศมีรอบกายของเขาสงบนิ่งดั่งผืนน้ำในยามไร้ลม ทว่ากลับซ่อนคลื่นใต้น้ำที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่งไว้ภายใน
"ข้าเคยกล่าวไว้แล้ว..." มู่เฉินเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ทว่ากังวานก้องกังสดาลเข้าสู่โสตประสาทของทุกคนอย่างชัดเจน "ในสายตาของข้า พวกเจ้าทุกคน... ล้วนเป็นเพียงก้อนกรวดริมทางที่เดินผ่านแล้วเหยียบย่ำผ่านไปเท่านั้น การที่เจ้าพยายามกระโดดโลดเต้นเรียกร้องความสนใจจากข้า รังแต่จะทำให้ความน่าสมเพชของตระกูลไป๋ปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น"
"เจ้า... เจ้าสารเลว!" ไป๋ฮ่าวคำรามด้วยความแค้นเคือง เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน นัยน์ตาแดงก่ำด้วยความอับอายที่ถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีต่อหน้าศิษย์นับพัน เขาตบพื้นศิลาสุดแรง ร่างพุ่งทะยานขึ้นพร้อมกับระเบิดเพลิงสีชาดท่วมตัว "วิชาเพลิงสวรรค์แผดเผาผลาญโลกันตร์! ตายซะเถอะ!"
เพลิงร้อนแรงแผดเผาอากาศจนบิดเบี้ยว กลิ่นอายความตายแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ แรงกดดันระดับนี้สามารถเผาร่างของผู้ฝึกตนขั้นเดียวกันให้กลายเป็นจุลได้ในพริบตา ทว่า หลี่มู่เฉินมิได้แม้แต่จะขยับเขยื้อนหลบหลีก เขายังคงยืนหยัดอยู่ที่เดิม ดวงตาคู่คมทอดมองเปลวเพลิงที่กำลังพุ่งเข้ามาหาตัวด้วยความเบื่อหน่าย
"รวดเร็วขึ้นเล็กน้อย... แต่ก็ยังช้าเกินไปอยู่ดี"
ชั่วพริบตาที่เปลวเพลิงห่างจากอกเสื้อเพียงคืบ หลี่มู่เฉินพลันขยับกาย
ไม่มีใครมองเห็นวิถีการเคลื่อนไหวของเขา ทราบเพียงว่าเงาร่างสีเทานั้นเลือนรางดั่งภาพมายา ลมปราณสีครามเข้มระเบิดออกจากร่างวูบหนึ่ง สะท้อนแสงอาทิตย์ยามเที่ยงวันจนเจิดจ้าบาดตา
*เปรี้ยง!*
เสียงระเบิดกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับฟ้าผ่ากลางฤดูฝน พลังเพลิงทั้งหมดที่ไป๋ฮ่าวทุ่มสุดชีวิตกลับถูกดีดกลับด้วยแรงสะท้อนมหาศาล ร่างของยอดฝีมือแห่งหออัคคีสวรรค์ปลิวลิ่วราวกับว่าวขาดสายป่าน กระแทกเข้ากับเสาศิลาประจำลานประลองจนหักโค่นลงมาเป็นสองท่อน เลือดพุ่งทะลักออกมาจากทวารทั้งเจ็ด สติสัมปชัญญะดับวูบทันทีที่ร่างร่วงกระแทกพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง
ความเงียบงันระดับป่าช้าเข้าครอบงำสำนักกระบี่เมฆาอีกครั้ง
นี่ไม่ใช่การประลอง... นี่มันคือการ “สังหารความมั่นใจ” อย่างเลือดเย็นที่สุด! สองกระบวนท่า... ใช้เวลาไม่ถึงลมหายใจด้วยซ้ำ ม้ามืดที่ทุกคนต่างสบประมาทว่าเป็นศิษย์สวะผู้นี้ กลับตบหน้าผู้มีชื่อเสียงของสำนักอย่างฉาดใหญ่โดยที่เสื้อผ้าไม่มีแม้แต่รอยเปื้อนฝุ่น
บนยอดเขาไกลออกไป ท่ามกลางหมู่เมฆหมอกหนาทึบ ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะแรกฤดูยืนสง่างามอยู่บนยอดสนโบราณ นัยน์ตาคู่คมปลาบดั่งเซียนสวรรค์ทอดมองเหตุการณ์เบื้องล่างทั้งหมด เซียนเฟยหลินแย้มยิ้มบางเบาที่มุมปาก รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มจนภูผาและสายน้ำยังต้องหลีกทาง นางพึมพำกับสายลมแผ่วเบา
*‘สมแล้วที่เป็นท่าน... มู่เฉิน แม้ในภพนี้เจ้าจะสูญเสียตบะเดิมไปเกือบหมดสิ้น แต่ความเย่อหยิ่งและคมกระบี่ในหัวใจของเจ้า ก็ยังคงคมกริบไม่เสื่อมคลาย…’*
ล่างลานประลอง มู่เฉินก้มลงมองปลายกระบี่ไม้ไผ่ในมือที่มีรอยร้าวเล็กน้อยจากการปะทะ เขาส่ายหัวเบาๆ อย่างนึกเสียดาย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับบรรดาผู้อาวุโสที่กำลังยืนตัวแข็งทื่อ รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง
"หากผู้ใดในที่นี้ยังคิดว่าตนเองเก่งกาจพอจะสั่งสอนข้า เชิญก้าวขึ้นมาพร้อมกันได้เลย..." มู่เฉินกวาดตามองรอบตัวด้วยความทะนงตน "ข้า หลี่มู่เฉิน ผู้นี้ จะรับมือพวกเจ้าทั้งหมดเอง!"
คำพูดนั้นดังก้องกังวาน สร้างความสะเทือนใจให้แก่ผู้ฟังทุกคนจนหัวใจแทบหยุดเต้น
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุดนั้นเอง ท้องฟ้าเบื้องบนที่เคยปลอดโปร่งกลับพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้สาเหตุ ลมพายุหมุนวนกรรโชกแรง เมฆฝนสีนิลก่อตัวเป็นรูปเกลียวพายุขนาดยักษ์เหนือลานประลอง แรงกดดันจากฟ้าดินระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนกดทับลงมาจนเหล่าศิษย์ในสำนักต่างทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นด้วยความหวาดกลัว
*เปรี้ยง!*
สายฟ้าสีทองคำบริสุทธิ์ผ่าผ่าลงกลางลานประลองห่างจากจุดที่มู่เฉินยืนอยู่เพียงไม่กี่ก้าว ทิ้งร่องรอยหลุมลึกที่ยังคงมีควันพวยพุ่ง
พร้อมกันนั้น เงาร่างหนึ่งก็ก้าวเดินออกมาจากม่านสายฟ้าที่กำลังคำราม ลมปราณอันน่าสะพรึงกลัวระดับ “จักรพรรดิเทพ” แผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทั้งอาณาบริเวณ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่สั่นประสาทคนฟังจนกระดูกแทบแหลกสลาย
"ฮ่าๆๆ... ช่างน่าสนุกเสียจริง นึกไม่ถึงว่าในดินแดนรกร้างแห่งนี้ จะยังมีเศษสวะจากยุคโบราณหลงเหลืออยู่..."
หลี่มู่เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มเย่อหยันเมื่อครู่เลือนหายไปทันที แทนที่ด้วยประกายตาดุดันคมกริบดั่งพยัคฆ์ขาวที่พร้อมจะฉีกกระชากเหยื่อ เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมองผู้มาใหม่ หัวใจที่สงบนิ่งมาตลอดสามภพกลับเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่ไม่ได้สัมผัสมานานแสนนาน...
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่มาถึงตอนนี้นะครับ พยัคฆ์ขาวคำราม
เซียนหนุ่มผู้ถูกทิ้ง กับภรรยาเทพธิดาที่ตามหาตัวมาสามภพ•ตอนที่ 13
ม้ามืดที่ไม่มีใครมอง
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ถูกทิ้ง กับภรรยาเทพธิดาที่ตามหาตัวมาสามภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!