ป้ายหยกสีชาดสลักอักษร "ไร้นาม" ถูกโยนลงบนโต๊ะไม้เนื้อหอม เสียงกระแทกกระทั้นเบาๆ นั้นกลับดึงดูดสายตาของเหล่าผู้ดูแลสำนักตรวจสอบยุทธภพให้เงยขึ้นมองด้วยความกังขา
"เจ้าแน่ใจแล้วหรือ เจ้าหนู?" เสียงแหบพร่าของผู้เฒ่าแซ่ไป๋ดังขึ้น พร้อมกับดวงตาฝ้าฟางที่กวาดสำรวจร่างอันผอมบางของเด็กหนุ่มเบื้องหน้า หลี่มู่เฉินในยามนี้มิได้สวมใส่ชุดศิษย์เอกของสำนักใด อาภรณ์สีเทาเรียบง่ายปลิวไสวตามแรงลมยามค่ำคืนที่พัดโชยเข้าสู่ลานประลอง กลิ่นอายพลังปราณรอบกายของเขาดูสงบราบเรียบ ราวกับบ่อน้ำโบราณไร้ระลอกคลื่น ทว่ากลับซ่อนความลึกล้ำที่ไม่อาจหยั่งถึงไว้เบื้องลึก
หลี่มู่เฉินแย้มยิ้มบางเบา ดวงตาคู่นั้นทอประกายคมปลาบดุจดั่งคมกระบี่ที่ซ่อนเร้นอยู่ในฝักไม้เก่าคร่ำคร่า "ป้ายไร้นาม... เหมาะสมกับตัวข้าที่สุดแล้วขอรับ ผู้อาวุโส"
รอบกายของสนามประลองยุทธภพ "หมื่นฟ้าสลาย" ในยามวิกาลนี้เต็มไปด้วยความคึกคัก เสียงจอแจของเหล่าจอมยุทธ์จากร้อยสำนัก เสียงตบเท้ากึกก้อง และกลิ่นอายโลหิตที่จางหายไม่หมดจากรอบก่อนหน้า แสงจากคบเพลิงนับพันส่องสว่างสะท้อนกับอาวุธนานาชนิดจนเกิดประกายระยิบระยับดั่งดวงดาวบนพื้นดิน ใจกลางลานประลองคือเวทีศิลาสีดำสนิทที่หล่อหลอมด้วยศิลานิลกาฬทนทานต่อแรงกระแทกนับแสนชั่ง ทว่าในสายตาของอดีตมหาจักรพรรดิเช่นเขา มันช่างดูเปราะบางราวดินเหนียว
"หึ! คิดจะใช้ชื่อ 'ไร้นาม' เพื่อหลบเลี่ยงความอับอายหลังจากถูกหามลงมาจากเวทีหรืออย่างไร?"
เสียงเย้ยหยันดังขึ้นจากด้านหลัง หลี่มู่เฉินไม่จำเป็นต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นจ้าวเฟิง ศิษย์เอกแห่งสำนักอัคคีผลาญสวรรค์ ผู้มีพลังปราณอยู่ในขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นที่เจ็ด ร่างกายของอีกฝ่ายกำยำล่ำสัน แผ่ไอความร้อนระอุออกมาจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว ทว่าสำหรับหลี่มู่เฉินแล้ว คนผู้นี้ก็เป็นได้เพียงแค่เศษฝุ่นธุลีที่ปลิวผ่านยามเขาตวัดกระบี่เท่านั้น
"คนบางคน... ต่อให้มีชื่อเสียงก้องกัลปพฤกษ์ ก็ยังคงเป็นได้แค่สุนัขที่เห่าหอนอยู่ใต้เงาของผู้อื่น" หลี่มู่เฉินกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจ ทำให้จ้าวเฟิงหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธเกรี้ยว
"สามหีนนัก! เจ้าสวะขั้นรวบรวมลมปราณขั้นสาม กล้าดียังไงมาต่อปากต่อคำกับข้า! หวังว่าในรอบแรกของการประลอง เจ้าจะได้พบกับข้า... ข้าจะทำให้เจ้าได้ลิ้มรสความเจ็บปวดที่แม้แต่ความตายก็ยังต้องร้องขอ!" จ้าวเฟิงกัดฟันกรอด ปล่อยแรงกดดันระดับสูงพุ่งเข้าใส่หลี่มู่เฉินหมายให้คุกเข่าลงต่อหน้าสาธารณชน
ทว่า หลี่มู่เฉินเพียงแค่ก้าวเท้าออกไปครึ่งก้าว สายลมรอบตัวก็พลันสงบนิ่ง แรงกดดันมหาศาลนั้นสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับหยดน้ำที่ตกลงสู่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ เขาไม่ได้แม้แต่จะชายตามองจ้าวเฟิงอีก ปล่อยให้อีกฝ่ายยืนแข็งค้างอยู่กับความอัปยศที่ก่อขึ้นเอง
ณ ระเบียงชมวิวชั้นบนสุดของหอคอยประลอง ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะแรกฤดูยืนทอดสายตามองลงมาอย่างเงียบเชียบ เซียนเฟยหลิน นางเซียนผู้เย็นชาต่อทุกสรรพสิ่งบนโลกหล้า แม้แต่องค์จักรพรรดิแห่งแคว้นยังต้องก้มหัวให้นาง ทว่าในยามนี้ ดวงเนตรคู่งามคู่นั้นกลับจับจ้องเพียงร่างของชายหนุ่มเบื้องล่าง ความห่วงใยและอาลัยรักที่สะสมมาสามภพชาติสะท้อนอยู่ในแววตาคู่นั้นดั่งประกายแสงของดาราจักร
*‘มู่เฉิน... ไม่ว่าเจ้าจะก้าวเดินไปบนหนทางใด ข้าจะอยู่เคียงข้าง และหากฟ้าดินกล้าขวางทางเจ้า ข้าจะผ่ามันให้ราบคาบเอง’* นางรำพึงในใจ นิ้วเรียวดั่งลำหยกกำกระบี่เซียนในมือแน่นขึ้นเล็กน้อย
เสียงฆ้องโบราณดังสนั่นหวั่นไหว "ดอง—!"
สัญญาณการเปิดฉากงานประลองยุทธภพอย่างเป็นทางการได้เริ่มขึ้นแล้ว ผู้ดูแลขานชื่อผู้เข้าแข่งขันกลุ่มแรก หลี่มู่เฉินหยิบป้ายไร้นามขึ้นมาเหน็บไว้ที่เอว ก่อนจะก้าวเดินขึ้นสู่เวทีศิลานิลกาฬทีละก้าวอย่างมั่นคง ฝีเท้าของเขาราวกับสอดคล้องกับจังหวะของฟ้าดิน ทุกย่างก้าวแฝงไว้ด้วยเคล็ดวิชาเดินลมปราณโบราณที่สาบสูญ
คู่ต่อสู้ของเขาในรอบแรกคือ หานป้า จอมยุทธ์ร่างยักษ์ผู้ใช้กระบองเหล็กหนักแปดร้อยชั่ง นามฉายา "กระบองสะท้านปฐพี" หานป้ายิ้มเหี้ยมเกรียมเมื่อเห็นคู่ต่อสู้เป็นเด็กหนุ่มรูปงามร่างบาง "เจ้าหนู เจ้าทิ้งป้ายชื่อมาใช้ชื่อไร้นาม ช่างเหมาะสมดีแท้ เพราะศพของเจ้าบนเวทีนี้ก็คงไร้ชื่อให้คนจดจำเช่นกัน!"
หานป้าไม่รอช้า เหวี่ยงกระบองเหล็กขนาดมหึมาพุ่งแหวกอากาศเข้ามาด้วยพละกำลังมหาศาล เสียงลมคำรามหวีดหวิวราวกับพายุคลั่ง แรงกดดันจากกระบองทำให้พื้นศิลาใต้เท้าของหลี่มู่เฉินเริ่มแตกร้าวเป็นทางยาว
เหล่าผู้ชมรอบสนามต่างส่งเสียงอุทานด้วยความตกใจ บางคนถึงกับหลับตาลงเพราะไม่อยากเห็นภาพเด็กหนุ่มถูกบดขยี้จนแหลكเหลว
หลี่มู่เฉินยังคงยืนนิ่งสนิท ดวงตาคู่คมมองตรงไปยังกระบองที่กำลังพุ่งเข้ามาใกล้ เขายกมือขึ้นช้าๆ ราวกับกำลังคว้าจับสายลมยามเช้า ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนด้ามกระบี่ไม้ไผ่ธรรมดาที่คาดอยู่ข้างเอว—กระบี่เล่มที่ไม่มีแม้แต่จิตวิญญาณแห่งศาสตรา
ทว่า ในวินาทีที่คมกระบี่ขยับออกจากฝักเพียงหนึ่งนิ้ว...
ท้องนภากลางยามวิกาลที่เคยปลอดโปร่ง กลับปรากฏเสียงคำรามของสายฟ้าสีทองคำฟาดผ่าลงมากลางลานประลองอย่างไร้ที่มา แรงกดดันระดับมหาจักรพรรดิที่ถูกผนึกไว้ในร่างของหลี่มู่เฉินทะลักทะลายออกมาดั่งเขื่อนแตก สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งยุทธภพจนเหล่าปรมาจารย์นับร้อยที่นั่งชมอยู่ต้องลุกขึ้นยืนด้วยความหวาดกลัว!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่มาถึงตอนนี้นะครับ พยัคฆ์ขาวคำราม
เซียนหนุ่มผู้ถูกทิ้ง กับภรรยาเทพธิดาที่ตามหาตัวมาสามภพ•ตอนที่ 12
เข้าสู่สนามประลอง
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ถูกทิ้ง กับภรรยาเทพธิดาที่ตามหาตัวมาสามภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!