โลหิตหยดแรกที่ร่วงเผาผลาญพื้นศิลาโบราณจนเกิดควันสีครามพวยพุ่ง ไม่ใช่เพราะอุณหภูมิความร้อน หากแต่เป็นเพราะจิตวิญญาณแห่งมหาจักรพรรดิที่อัดแน่นอยู่ในร่างของเด็กหนุ่มผู้ถูกตราหน้าว่าไร้ค่า กำลังกดทับมิติรอบกายให้บิดเบี้ยว
หลี่มู่เฉินหลับตาลงรับรู้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากเบื้องหน้า อากาศภายในถ้ำลับแลแห่งบรรพกาลหนาทึบจนแทบจะกลายเป็นของเหลว ทุกอณูอากาศเต็มไปด้วยจิตสังหารอันดุร้ายและดื้อรั้นของสัตว์อสูรระดับตำนานที่ถูกกักขังมานานนับหมื่นปี
"เจ้ากล้าดียังไง... มนุษย์ตัวจ้อยผู้มีขอบเขตปราณเพียงน้อยนิด ถึงกล้าก้าวเข้ามาเหยียบเขตอาคมของข้า"
เสียงคำรามต่ำลึกดังก้องขึ้นในห้วงความคิด แรงสะเทือนนั้นรุนแรงจนแก้วหูของหลี่มู่เฉินเกือบปริแตก โลหิตสีแดงฉานไหลซึมออกจากมุมปากของเขา แต่รอยยิ้มบนใบหน้ากลับแย้มขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง ทะนงตน และไม่อาจหาญกล้าผู้ใดเทียบเทียมได้
ดวงตาของมหาจักรพรรดิผู้หวนคืนกวาดมองความมืดเบื้องหน้า ท่ามกลางความมืดมิดนั้น ปรากฏดวงเนตรสีเพลิงคูมหึมาคู่หนึ่งที่เปล่งประกายเจิดจ้าดั่งดวงอาทิตย์ยามอัสดง ร่างอันใหญ่โตมโหฬารของพยัคฆ์เพลิงฟ้าค่อยๆ ก้าวออกมาจากม่านหมอกอัคคี ขนทั่วร่างลุกชันด้วยเปลวเพลิงสีฟ้าครามที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่งให้มอดไหม้เป็นจุล
"ข้าหาได้ก้าวเข้ามาเพื่อขอความเมตตาจากเจ้าไม่..." หลี่มู่เฉินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากังวานลึกดั่งระฆังทองคำจากห้วงสวรรค์ "แต่ข้ามาที่นี่ เพื่อมอบเกียรติยศในการร่วมทางไปกับผู้ที่จะพลิกฟื้นสามภพ... จงสยบลงต่อหน้าข้าเสีย"
*โฮกกกกก—!*
เสียงคำรามสะท้านฟ้าดินระเบิดขึ้น คลื่นอัคคีสีฟ้าซัดสาดเข้าใส่ร่างของหลี่มู่เฉินในพริบตา ความร้อนแรงนี้เพียงพอที่จะหลอมละลายเหล็กกล้าให้กลายเป็นน้ำได้ในชั่วลมหายใจเดียว ทว่าร่างของเด็กหนุ่มกลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย เขายกมือขึ้นวาดผ่านอากาศเบื้องหน้า วงแหวนอักขระปราณโบราณสีทองอร่ามปรากฏขึ้นเป็นโล่คุ้มกัน
ตู้ม!
แรงปะทะทำให้ผนังถ้ำสั่นสะเทือน เศษหินร่วงหล่นลงมาดั่งห่าฝน เซียนเฟยหลินที่ยืนคอยคุ้มกันอยู่ตรงปากทางเข้าถ้ำ ขยับกายเล็กน้อย ดวงตางามล้ำดั่งหยกเย็นชาทอดมองเข้าไปข้างในด้วยความรู้สึกที่ยากจะหยั่งถึง แม้มนตราและปราณอัคคีของสัตว์อสูรตัวนี้จะรุนแรงเพียงใด แต่นางรู้ดีว่า... ชายผู้เป็นสวามีของนางในสามภพก่อน ไม่มีวันยอมก้มหัวให้แก่ผู้ใด แม้แต่ฟ้าดินก็ยังต้องหลีกทางให้
"มู่เฉิน... ท่านกำลังเดิมพันด้วยสิ่งใดกัน" นางพึมพำกับตนเอง ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ความเป็นห่วงที่ถูกเก็บซ่อนไว้ใต้ท่าทีเยือกเย็นฉายชัดขึ้นในแววตาเพียงเสี้ยววินาที
ภายในถ้ำ หลี่มู่เฉินมิได้สนใจภายนอก เขากำลังเผชิญหน้ากับจิตวิญญาณของพยัคฆ์เพลิงฟ้าที่พุ่งเข้าโจมตีทางจิต การทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรบรรพกาล หาใช่การใช้กำลังบังคับให้มันยอมจำนน แต่เป็นการใช้ ‘เต๋า’ และ ‘จิตวิญญาณ’ เข้ากดขี่และหลอมรวมกัน
*เจ้าเด็กมนุษย์ เจ้ามีความลับอันใดกันแน่ เหตุใดจิตวิญญาณของเจ้าจึงกว้างใหญ่ไพศาลดั่งมหาสมุทรไร้ขอบเขตเช่นนี้!* เสียงของพยัคฆ์เพลิงฟ้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง มันพยายามใช้เขี้ยวเล็บแห่งอัคคีฉีกกระชากจิตสำนึกของหลี่มู่เฉินให้แหลกสลาย แต่วิญญาณของอดีตมหาจักรพรรดินั้นแข็งแกร่งดั่งหินผาผ่านกาลเวลามานับอนันต์
"เจ้าคิดว่าอัคคีของเจ้าแผดเผาได้ทุกสิ่งกระนั้นหรือ?" หลี่มู่เฉินแค่นเสียงหัวเราะเย็นเยียบ เขาแผ่ขยาย ‘เคล็ดกระบี่เก้าสวรรค์’ ออกจากจุดตันเทียน แสงกระบี่สีขาวบริสุทธิ์พวยพุ่งทะยานขึ้นฟ้า ตัดผ่านความมืดมิดในห้วงจิตสำนึกราวกับสายฟ้าฟาด
นี่คือวิถีกระบี่ที่เหนือกว่ากฎเกณฑ์ใดๆ ในยุทธภพ!
หลี่มู่เฉินก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ยื่นมือออกไปสัมผัสกับหน้าผากอันร้อนระอุของพยัคฆ์เพลิงฟ้าโดยตรง ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัส เปลวเพลิงสีฟ้าที่เคยป่าเถื่อนและดุร้ายก็เริ่มสงบลง อักขระโบราณสีทองและสีฟ้าหลอมรวมเข้าด้วยกันที่กลางหน้าผากของทั้งคนและอสูร เกิดเป็นสัญลักษณ์พันธสัญญาอสูรโลหิตที่ส่องแสงเจิดจ้าสะท้อนไปทั่วผนังถ้ำ
*พรึบ!*
ร่างอันมหึมาของพยัคฆ์เพลิงฟ้าหดเล็กลง กลายเป็นพยัคฆ์น้อยขนปุยสีฟ้าครามดั่งมรกตเพลิง กระโดดขึ้นมาเกาะอยู่บนบ่าของหลี่มู่เฉิน ดวงตากลมโตของมันกะพริบปริบๆ ความดุร้ายเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความจงรักภักดีอย่างสุดซึ้งต่อผู้เป็นนาย
หลี่มู่เฉินพ่นลมหายใจยาวเหยียดออกมา ขอบเขตพลังปราณของเขาในยามนี้ทะลวงผ่านคอขวดที่กักขังมานาน เสียงระเบิดดังขึ้นภายในร่างกายของเขาติดต่อกันถึงสามครั้ง!
*เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!*
ขอบเขตปราณแท้จริงขั้นที่ห้า... ทะยานสู่ขั้นที่หก และพุ่งทะลุไปถึงขั้นที่เจ็ดในชั่วพริบตาเดียว! พลังปราณรอบตัวระเบิดออกเป็นคลื่นกระแทกมหาศาล จนเซียนเฟยหลินที่อยู่ด้านนอกต้องยกมือขึ้นปัดป้องเศษฝุ่นที่ปลิวว่อน
หลี่มู่เฉินก้าวเดินออกมาจากความมืด ใบหน้าหล่อเหลายังคงเรียบเฉย ทว่าออร่ารอบตัวกลับทรงพลังและกดดันยิ่งกว่าเดิม บนบ่าของเขามีพยัคฆ์เพลิงฟ้าตัวน้อยนอนหมอบอยู่อย่างสงบ
"สำเร็จแล้วสินะครับ" เซียนเฟยหลินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางมีความโล่งอกเจืออยู่เล็กน้อย แม้จะพยายามซ่อนมันไว้ภายใต้ความเย็นชาเพียงใดก็ตาม
"อืม" หลี่มู่เฉินพยักหน้ารับเล็กน้อย ดวงตาคมกริบมองทอดออกไปนอกเขตแดนลับ "ความแข็งแกร่งระดับนี้ ยังไม่เพียงพอที่จะเหยียบย่ำตระกูลหลี่ในเมืองหลวงหรอกนะ... แต่ทว่า มีบางสิ่งที่น่าสนใจกว่ากำลังรอเราอยู่เบื้องหน้า"
เขายกย่องขึ้นที่มุมปาก พร้อมกับที่พยัคฆ์เพลิงฟ้าบนบ่าส่งเสียงคำรามเบาๆ ในลำคอ ราวกับรับรู้ถึงสัญญาณอันตรายบางอย่างที่กำลังคืบคลานเข้ามา
ทว่า ในวินาทีที่ลมหายใจของทั้งคู่ประสานเป็นหนึ่งเดียวนั้นเอง พื้นดินใต้เท้าของพวกเขาก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ! ท้องน้ายามราตรีที่เคยปลอดโปร่งเหนือหุบเขาบรรพกาล พลันถูกฉีกกระชากออกเป็นทางยาวด้วยสายฟ้าสีดำสนิท ทะเลปราณบนท้องฟ้าปั่นป่วนราวกับมีพายุคลั่ง เมฆหมอกสีเลือดปกคลุมแผ่ขยายไปทั่วสารทิศในชั่วพริบตา
ร่างเงาดำสายหนึ่งปรากฏขึ้นกลางอากาศ ธนูโบราณที่สลักลวดลายมังกรดำถูกง้างจนสุดสาย ศรดอกนั้นไม่ได้เล็งมาที่หลี่มู่เฉิน... แต่มันพุ่งตรงเข้าหาเซียนเฟยหลินด้วยความเร็วเหนือแสง!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่มาถึงตอนนี้นะครับ พยัคฆ์ขาวคำราม
เซียนหนุ่มผู้ถูกทิ้ง กับภรรยาเทพธิดาที่ตามหาตัวมาสามภพ•ตอนที่ 17
สัตว์อสูรบรรพกาล
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ถูกทิ้ง กับภรรยาเทพธิดาที่ตามหาตัวมาสามภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!