"คิดว่าจะหนีพ้นจากเงื้อมมือของสวรรค์ได้เช่นนั้นหรือ... มหาจักรพรรดิผู้ร่วงหล่น?"
เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงก้องกังวานจากห้วงอเวจี ยังคงวนเวียนอยู่ในโสตประสาทของหลี่มู่เฉิน แม้ห้วงเวลาจะผ่านมาเนิ่นนานเพียงใดก็ตาม เขายังคงยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหน้าลานฝึกยุทธ์สำนักกระบี่เมฆาคล้อย ลมปราณในกายโคจรอย่างเชื่องช้าทว่ามั่นคงดั่งขุนเขา ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นต่อเงาอดีตที่ตามหลอกหลอน
"ไอ้สวะหลี่มู่เฉิน! แกยังกล้ามายืนขวางทางสำนักของเราอยู่อีกหรือ?"
เสียงตวาดกร้าวอันคุ้นเคยดังแหวกอากาศเข้ามา พร้อมกับแรงกดดันจากพลังปราณขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นที่เจ็ดที่พุ่งเข้าใส่แผ่นหลังของเขาอย่างไม่เกรงใจผู้ใด
หลี่มู่เฉินมิได้หันกลับไปมองทันที เขายังคงหลับตาลงช้าๆ ซึมซับความเงียบงันก่อนพายุจะมา
เจ้าของเสียงนั้นคือ 'จ้าวเฟิง' ศิษย์พี่ผู้ควบคุมดูแลลานฝึกยุทธ์ ผู้มีศักดิ์เป็นหลานชายของผู้อาวุโสสำนัก จ้าวเฟิงขึ้นชื่อเรื่องความอำมหิตและมักใช้สถานะของตนข่มเหงรังแกศิษย์ร่วมสำนักที่อ่อนแอกว่า โดยเฉพาะหลี่มู่เฉินในร่างเก่า ที่มักตกเป็นเป้าของการระบายอารมณ์อยู่เสมอ
"ข้าเรียกแกไม่ได้ยินหรือวะ!"
จ้าวเฟิงเดือดดาลยิ่งขึ้นเมื่อเห็นว่าหลี่มู่เฉินทำราวกับตนเป็นเพียงอากาศธาตุ พลังปราณสีครามเข้มถูกอัดแน่นไว้ที่ฝ่ามือขวา พร้อมสะบัดออกเป็นคลื่นกระบี่ลมหมายจะกดร่างของหลี่มู่เฉินให้คุกเข่าลงกับพื้นดินในคราเดียว
รอบบริเวณลานฝึก เหล่าศิษย์น้องต่างพากันถอยร่นออกไปไกลด้วยความหวาดกลัว บางคนถึงกับหลับตาลงด้วยความเวทนา เพราะต่างรู้ดีว่าศิษย์พี่จ้าวเฟิงลงมือแต่ละครั้งล้วนไร้ความปรานี กระดูกและเส้นชีพจรของผู้ที่ถูกสั่งสอนมักจะเสียหายอย่างหนักจนไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้อีก
ทว่า... ในวินาทีที่คลื่นกระบี่ลมกำลังจะปะทะเข้ากับร่างของหลี่มู่เฉินนั้น
ดวงตาทั้งสองข้างของหลี่มู่เฉินก็ลืมโพลงขึ้น ประกายแสงสีทองอร่ามฉาบทับนัยน์ตาดำสนิทชั่วพริบตา คล้ายกับดวงเนตรของพยัคฆ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่มองเหยื่อด้วยความเวทนา
"ช้าเกินไป... และเปี่ยมด้วยความไร้ระเบียบ"
น้ำเสียงของหลี่มู่เฉินราบเรียบและเยือกเย็นจนน่าขนลุก เขามิได้ชักกระบี่ออกจากฝัก มิได้ตั้งค่ายกล หรือแม้แต่โคจรลมปราณรุนแรงเพื่อตั้งรับ
เขากลับเพียงแค่ก้าวเท้าขวาออกไปด้านข้างครึ่งก้าว ปลายเท้าแตะพื้นแผ่วเบาราวกับกิ่งหลิวต้องลม แต่กระบวนท่าอันเรียบง่ายนั้นกลับสอดคล้องกับวิถีแห่งฟ้าดินอย่างน่าประหลาด
เปรี้ยง!
คลื่นกระบี่ลมของจ้าวเฟิงที่ทรงพลังราวกับจะผ่าศิลา กลับสลายกลายเป็นเพียงละอองหมอกทันทีที่เข้าใกล้รัศมีตัวของหลี่มู่เฉิน แรงสะท้อนย้อนกลับอันรุนแรงทำให้จ้าวเฟิงเซถอยหลังไปหลายก้าว ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความตื่นตระหนก
"เป็นไปได้เช่นไร... ปราณของแก... แกใช้เคล็ดวิชาอันใดกัน!" จ้าวเฟิงคำรามด้วยความเคียดแค้น ศักดิ์ศรีของศิษย์พี่ขั้นเจ็ดถูกเหยียบย่ำต่อหน้าศิษย์นับร้อย เขากระชากกระบี่ประจำกายออกจากฝัก แสงสีฟ้าเจิดจ้าสาดส่องไปทั่วบริเวณ เพลงกระบี่ร้อยเมฆาถูกแผ่ขยายออกเป็นตาข่ายคมดาบพุ่งเข้าจู่โจมทุกจุดตาย
หลี่มู่เฉินทอดถอนหายใจยาวนาน สายลมรอบกายพลสงบลงอย่างฉับพลัน
สำหรับอดีตมหาจักรพรรดิผู้เคยฟาดฟันกับเหล่าเซียนและมารสะท้านฟ้า เพลงกระบี่ของจ้าวเฟิงมิใช่การต่อสู้ แต่เป็นเพียงการร่ายรำของเด็กน้อยที่ถืออาวุธมีคมโดยไร้ซึ่งสติปัญญา
หลี่มู่เฉินยกนิ้วมือขวาขึ้นสองนิ้ว รวบรวมลมปราณบริสุทธิ์ที่ควบแน่นจนกลายเป็นคมดาบไร้ลักษณ์ที่ปลายเล็บ พริบตานั้น ร่างของเขาก็หายวับไปจากสายตาของทุกคน
*ฟรึบ!*
เสียงแหวกอากาศดังขึ้นเพียงครั้งเดียว
จ้าวเฟิงรู้สึกราวกับเวลาหยุดเดิน ร่างกายของเขาแข็งทื่อค้างอยู่กลางอากาศ กระบี่ในมือยังคงชี้ไปข้างหน้า ทว่าปลายกระบี่กลับหักสะบั้นลงครึ่งท่อนอย่างไร้ร่องรอย และที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ ปลายดัชนีของหลี่มู่เฉินหยุดนิ่งอยู่ห่างจากหว่างคิ้วของเขาเพียงแค่เส้นยาแดงผ่าแปด
หยาดเหงื่อกาฬไหลโทรมกายของจ้าวเฟิง หัวใจของเขาเต้นรัวระรัวราวกับกลองศึก ความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อมมือจนเขารับรู้ถึงความหนาวเหน็บที่เสียดแทงถึงไขกระดูก
"วิชานี้... มันคือ..." จ้าวเฟิงเค้นเสียงออกมาได้เพียงเท่านั้น ลมปราณทั่วร่างของเขาก็พลันปั่นป่วน เส้นชีพจรหลักสามเส้นถูกสะกิดให้ปิดตายด้วยพลังปราณอันลึกล้ำในพริบตาเดียว
แปะ แปะ แปะ...
หลี่มู่เฉินลดมือลงและถอยกลับมายืนในท่าเดิม สีหน้าของเขายังคงราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ราวกับเมื่อครู่เขาเพียงแค่ปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้า มิใช่การปราบศิษย์พี่ผู้หยิ่งผยองด้วยกระบวนท่าเดียว
"จำไว้... การใช้กระบี่ มิใช่เพื่อให้เจ้าอวดเบ่งอำนาจเหนือผู้ที่อ่อนแอกว่า หากแต่เพื่อปกป้องสิ่งที่เจ้าควรปกป้อง" หลี่มู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานลึก สั่งสอนราวกับผู้อาวุโสกำลังชี้แนะเด็กหลงทาง "วันนี้ข้าเพียงแค่ปิดจุดชีพจรของเจ้าเป็นเวลาเจ็ดวัน เพื่อให้เจ้านั่งทบทวนดูว่า พลังที่เจ้ามีอยู่นั้น... สมควรเรียกว่าวิถียุทธ หรือเป็นเพียงเครื่องมือของสุนัขรับใช้กันแน่"
สิ้นคำพูดของหลี่มู่เฉิน ร่างของจ้าวเฟิงก็ทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ความอัปยศอดสูและหวาดกลัวเข้าเกาะกุมจิตใจจนเขาไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตา
ความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่วลานฝึก ไม่มีศิษย์คนใดกล้าส่งเสียงหายใจดัง ทุกสายตี่จับจ้องมาที่หลี่มู่เฉินด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากความดูแคลนกลายเป็นความหวาดหวั่นและยำเกรง
ทว่า ท่ามกลางความเงียบงันนั้น ท้องฟ้าเหนือสำนักกระบี่เมฆาคล้อยกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มอย่างกะทันหัน มวลเมฆาหนาทึบม้วนตัวเข้าหากันราวกับมีพายุสุริยะกำลังก่อตัว แรงกดดันระดับมหาศาลกดทับลงมาจากฟากฟ้า จนเหล่าศิษย์ในลานฝึกต่างพากันเข่าทรุดลงไปกองกับพื้นด้วยความอึดอัด
หลี่มู่เฉินแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า แววตาที่เคยสงบสุขกลับปรากฏประกายความคมกล้าขึ้นมาวูบหนึ่ง รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"ในที่สุด... พวกมันก็ส่งคนมาเร็วกว่าที่คิดสินะ"
เขากล่าวพึมพำกับตนเองเบาๆ ขณะที่เงาร่างสีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่งค่อยๆโปรยปรายลงมาจากกลีบเมฆสีม่วง ร่างนั้นงดงามราวกับเทพเซียนผู้ลงมาจากสรวงสวรรค์ กลิ่นอายความเยือกเย็นอันคุ้นเคยแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณจนบรรยากาศหนาวเหน็บถึงขั้วหัวใจ
เซียนเฟยหลิน... นางมาปรากฏตัวที่นี่แล้ว และพร้อมๆ กันนั้น เงาร่างของบุคคลลึกลับอีกสามคนในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายดาราจักร ก็ค่อยๆ ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติเบื้องหลังนาง พร้อมกับกระบี่มารที่ปลดปล่อยจิตสังหารอันบ้าคลั่งพุ่งตรงมายังหลี่มู่เฉิน!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งแรงใจให้หลี่มู่เฉินก้าวข้ามผ่านพันธนาการแห่งอดีตไปพร้อมกันนะครับ
เซียนหนุ่มผู้ถูกทิ้ง กับภรรยาเทพธิดาที่ตามหาตัวมาสามภพ•ตอนที่ 6
ผู้อาวุโสตาบอด
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ถูกทิ้ง กับภรรยาเทพธิดาที่ตามหาตัวมาสามภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!