กลิ่นหอมจางของไม้กฤษณาเผาไหม้บนกระถางทองเหลืองลอยวนอยู่เบื้องหน้า ดับความอึมครึมของค่ำคืนอันหน็บหนาวในเรือนพักหลังน้อย หลี่มู่เฉินนั่งขัดสมาธิบนเบาะรองนั่งด้วยท่าทางสงี่ยิ่ง ภายในร่างของเขา เส้นชีพจรลมปราณที่เคยตีบตันและบอบช้ำ บัดนี้ได้รับการชำระล้างด้วยพลังหยินหยางบริสุทธิ์ของเซียนเฟยหลินจนกลับมาเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ ทว่า ความก้าวหน้าเพียงเท่านี้ยังห่างไกลจากการทวงคืนความยิ่งใหญ่ในอดีต ยุทธภพเบื้องหน้าเต็มไปด้วยเข็มพิษและเงาคมดาบของผู้คนที่จ้องจะเหยียบย่ำศิษย์สวะเช่นเขาให้จมดิน
ดวงตาสีดำสนิทลึกล้ำราวกับห้วงจักรวาลกวาดมองร่างระหงของสตรีผู้ยืนสงบนิ่งอยู่ริมหน้าต่าง นางสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะแรกในดินแดนเซียน เส้นผมสีดำสนิททิ้งตัวยาวคลอเคลียแผ่นหลังบอบบาง ลมหายใจของนางผ่อนเข้าออกแผ่วเบาราวกับไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตในโลกหล้า แต่เป็นภาพวาดพู่กันจีนอันทรงคุณค่าที่กาลเวลาไม่อาจแตะต้อง
"วิชากระบี่เก้าสวรรค์ที่เจ้ากำลังฝึกฝน..." เสียงหวานใสเย็นชาแต่แฝงด้วยความเอ็นดูระคนห่วงใยดังขึ้น ทำลายความเงียบงันในห้อง "มีจุดบอดที่สามสิบหก... ซึ่งเกิดจากการยึดติดในรูปแบบของกระบี่รูปธรรม หัวใจแห่งวิถีกระบี่หาใช่การถือครองศาสตราวุธ แต่คือการหลอมรวมจิตวิญญาณให้เป็นหนึ่งเดียวกับฟ้าดินต่างหาก"
หลี่มู่เฉินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนมุมปากอย่างนึกขันในความอวดดีของตนเอง แม้ในชาติตอนที่เขาเป็นถึงมหาจักรพรรดิผู้พิชิตเก้าชั้นฟ้า ผู้คนต่างก้มหัวให้แก่คมกระบี่ของเขา แต่ในชาตินี้... เขากลับต้องมานั่งฟังคำชี้แนะจากสตรีที่ตนเคยรักและตามหามาถึงสามภพ
"คำสอนของเจ้าลึกซึ้งยิ่งนัก... เฟยหลิน" หลี่มู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเท้าเข้าไปหานางอย่างเชื่องช้า "แต่ทฤษฎีในตำรา ย่อมไม่อาจเทียบเท่าความจริงในสมรภูมิ เจ้าก็รู้ว่าข้าในตอนนี้... ไร้ซึ่งศาสตราวุธคู่กายที่จะรองรับพลังปราณระดับนี้ได้ หากฝืนใช้กระบี่ไม้ไผ่ทั่วไป ร่างกายนี้คงแหลกสลายก่อนที่ศัตรูจะได้ชักกระบี่เสียอีก"
เซียนเฟยหลินหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตาสีรัตติกาลของนางจ้องมองลึกลงไปในดวงตาของชายหนุ่ม ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น มีเพียงความเด็ดเดี่ยวและอ่อนโยนที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความเย็นชา
"ข้ารู้..." นางเอ่ยสั้นๆ ก่อนจะยกมือเรียวงามดั่งหยกขาวขึ้น ปล่อยแสงสีทองเรืองรองสว่างวาบขึ้นกลางฝ่ามือ
*วูบบบบ!*
มิติเบื้องหน้าราวกับถูกกรีดออกเป็นสองส่วนด้วยพลังปราณอันไร้ขอบเขต กลิ่นอายโบราณกาลที่หลับใหลมานับหมื่นปีแผ่ซ่านกดทับบรรยากาศภายในห้องจนแทบหยุดหายใจ หลี่มู่เฉินถึงกับต้องหรี่ตาลงด้วยความตกตะลึง แม้แต่จิตวิญญาณมหาจักรพรรดิของเขายยังต้องสั่นสะท้านกับแรงกดดันนี้ สิ่งที่ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าคือกล่องไม้หอมหมื่นปีที่สลักลวดลายมังกรและหงส์โบราณ
เฟยหลินมิได้กล่าวคำใด นางใช้ปลายนิ้วแตะเบาๆ ที่ฝากล่อง
*แกร๊ก...*
เสียงเปิดฝากล่องดังขึ้นอย่างแผ่วเบา ทว่ากลับสะท้อนก้องกังวานอยู่ในจิตวิญญาณของหลี่มู่เฉิน ทันใดนั้น แสงสีครามสว่างเจิดจ้าพุ่งทะยานพ้นขอบฟ้าจำลองภายในห้อง พลังปราณอันดุดันปานพยัคฆ์คำรามแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ จนผนังไม้ของเรือนพักสั่นสะเทือนราวกับจะพังทลาย
นอนสงบนิ่งอยู่ภายในกล่องนั้น คือกระบี่โบราณเล่มหนึ่ง
ตัวกระบี่เรียวยาวราวกับสายน้ำหลาก ใบกระบี่ใสสะอาดดั่งกระจกเงา สะท้อนแสงดาวจากนอกหน้าต่างระยิบระยับ ทว่าสิ่งที่ทำให้หลี่มู่เฉินถึงกับลมหายใจสะดุด คืออักขระโบราณที่สลักไว้บนโคนด้ามกระบี่... อักขระคำว่า **"หยกสวรรค์กลืนนภา"**
"นี่คือ..." หลี่มู่เฉินยื่นมือออกไปสัมผัสอย่างไม่เชื่อสายตา
"มันคือกระบี่ที่เจ้าเคยใช้เมื่อครั้งที่เราพบกันในภพแรก" เซียนเฟยหลินกล่าวเสียงแผ่วเบา นัยน์ตาของนางไหววับคล้ายมีความทรงจำนับพันปีหลั่งไหลย้อนคืน "ข้าปกป้องมันด้วยวิญญาณของตนเอง ยอมทนทุกข์ทรมานจากการถูกสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์แผดเผามาสามภพ... ก็เพื่อรอวันที่เจ้าจะกลับมาหยิบมันอีกครั้ง"
ปลายนิ้วของหลี่มู่เฉินแตะสัมผัสกับด้ามกระบี่เย็นเฉียบ กระแสพลังสายหนึ่งพุ่งเข้าสู่กระแสเลือดของเขาทันที ราวกับสายสัมพันธ์ที่ขาดหายไปนับร้อยปีได้ถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ หัวใจของอดีตมหาจักรพรรดิเต้นระรัวด้วยความเร่าร้อน พลังปราณในตันtian (ตันเถียน) หมุนวนบ้าคลั่งราวกับพายุทอร์นาโด
นี่ไม่ใช่แค่ศาสตราวุธ... แต่มันคือวิญญาณครึ่งหนึ่งของเขาที่สูญหายไป!
"เจ้าโง่..." หลี่มู่เฉินพึมพำกับตัวเองด้วยรอยยิ้มขื่นขมและความซาบซึ้งที่เอ่อล้นจนจุกอก นางยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องเศษซากความทรงจำของเขางั้นหรือ? สตรีผู้นี้ช่าง... ดื้อรั้นเสียจริง
"ข้าไม่ได้โง่ ข้าแค่รอคนที่จะมาทวงคืนมัน" เซียนเฟยหลินเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ความเย็นชาบนใบหน้าถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่งดงามจนแม้แต่บุปผาบนสรวงสวรรค์ยังต้องอับเฉา "จงใช้มันซะ หลี่มู่เฉิน... ใช้กระบี่เล่มนี้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ต่อให้ฟ้าดินกำหนดชะตาให้เจ้าเป็นสวะ แต่เจ้าก็คือผู้ที่จะแหกกฎเกณฑ์ทั้งหมดด้วยคมกระบี่ของตนเอง"
หลี่มู่เฉินสูดลมหายใจเข้าลึก 5 นิ้วมือแกร่งกำด้ามกระบี่แน่นอย่างมั่น and เด็ดเดี่ยว แววตาของเขาเปลี่ยนจากความสุขุมนุ่มลึก กลายเป็นประกายคมปลาบดั่งพยัคฆ์ขาวที่พร้อมจะกระโจนขย้ำเหยื่อ
เขายกกระบี่ขึ้นเตรียมจะชักมันออกจากฝักเพื่อทดสอบพลัง...
*เปรี้ยงงงงงง!*
เสียงสายฟ้าคำรามสนั่นหวั่นไหวผ่าลงกลางท้องนามยามวิกาลอย่างไร้เค้าลาง เมฆดำทะมุนก่อตัวขึ้นเหนือเรือนพักในพริบตา แรงกดดันจากท้องนฟ้าพุ่งตรงลงมายังห้องที่พวกเขายืนอยู่ราวกับจะกดทับทุกสิ่งให้แหลกสลาย
พร้อมกันนั้น... เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยชีวิตก็ดังขึ้นที่หน้าประตูเรือนพัก พร้อมกับเสียงตะโกนก้องด้วยความเหี้ยมเกรียมที่แฝงพลังปราณแท้จริง
"หลี่มู่เฉิน! ศิษย์ทรยศ! เจ้ากล้าขโมยสมบัติของตระกูลหลี่ ออกมารับความตายเดี๋ยวนี้!"
หลี่มู่เฉินชะงักมือที่กำลังจะชักกระบี่ ดวงตาคมกริบหันไปมองนอกหน้าต่างด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น พลางหันกลับมาสบตากับเซียนเฟยหลินที่ยืนอยู่เคียงข้าง
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งแรงใจให้หลี่มู่เฉินก้าวข้ามผ่านพันธนาการแห่งอดีตไปพร้อมกันนะครับ พยัคฆ์ขาวคำราม
เซียนหนุ่มผู้ถูกทิ้ง กับภรรยาเทพธิดาที่ตามหาตัวมาสามภพ•ตอนที่ 7
ของขวัญจากเทพธิดา
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ถูกทิ้ง กับภรรยาเทพธิดาที่ตามหาตัวมาสามภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!