เซียนหนุ่มผู้ถูกทิ้ง กับภรรยาเทพธิดาที่ตามหาตัวมาสามภพ•ตอนที่ 27

คลื่นพายุยุทธภพ

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
"เจ้ากล้าพูดสิ่งนี้ออกมาในโรงเตี๊ยมที่เหล่าเซียนทั่วทั้งสารทิศกำลังรวมตัวกันอยู่หรือ? อย่าหาว่าข้าไม่เตือน... คำพูดพล่อยๆ ของเจ้า อาจทำให้หัวของเจ้าหลุดจากบ่าก่อนที่สุราในจอกจะแห้งเหือดเสียอีก!" เสียงตบโต๊ะดังสนั่นหวั่นไหว ดับกลิ่นอายความสำราญของเหล่านักพรตและจอมยุทธ์ที่กำลังรื่นเริงไปชั่วขณะ หลี่มู่เฉินนั่งนิ่งอยู่มุมมืดของโรงเตี๊ยมชายแดน สายตาคมดุจกระบี่หิมะจับจ้องไปยังชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งที่กำลังหน้าแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุราและโทสะ "แล้วอย่างไรเล่า!" ชายคนนั้นแค่นหัวเราะพลางคว้ากระบี่ขึ้นมาวางพาดบนบ่า "มหาจักรพรรดิผู้ล่วงลับ... ผู้ที่เคยสยบฟ้าดินใต้ฝ่าเท้า บัดนี้ได้หวนคืนสู่ใต้หล้าแล้ว! ข้าเห็นกับตาที่หุบเขาไร้ลักษณ์ ลมปราณสีครามที่เคยถล่มนภาลัยปรากฏขึ้นอีกครั้ง เจ้าคิดว่าพวกสำนักฝ่ายธรรมะจะนิ่งเฉยอยู่ได้หรือ? พวกเขาเริ่มจัดทัพ ล่าสังหารใครก็ตามที่มีกลิ่นอายดั่งมหาจักรพรรดิ หากคนผู้นั้นไม่ใช่เจ้า... ก็คงเป็นลูกศิษย์หรือเศษเสี้ยววิญญาณที่หลงเหลือ!" หลี่มู่เฉินหลับตาลงช้าๆ บรรยากาศรอบตัวเขานิ่งสนิทราวกับมิได้อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง จิตสังหารที่ซ่อนเร้นถูกสะกดไว้ภายใต้ความเยือกเย็นดั่งขุนเขาไท่ซานข้างกายเขา เซียนเฟยหลินที่นั่งเงียบมาตลอดกาลขยับตัวเพียงเล็กน้อย กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยหิมะโชยออกมาจากร่างนาง ก่อนที่นิ้วเรียวงามจะรินสุราลงในจอกของเขาอย่างแผ่วเบา "ข่าวลือคือเพลิงที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสรรพสิ่ง" เฟยหลินกล่าวเสียงเรียบ ดวงตาคู่สวยที่เคยว่างเปล่ากลับทอประกายคมปลาบ "ท่านพี่... ในสามภพที่ผ่านมา มีเพียงความตายที่ทำให้คนเหล่านั้นหยุดนิ่ง แต่การหวนคืนของท่านกลับทำให้พวกมันดิ้นรนราวกับสุนัขที่ถูกต้อนจนมุม" "ข้าไม่ได้หวังจะหวนคืนเพื่อทวงบัลลังก์ที่ผุพังนั่นอีกแล้ว" หลี่มู่เฉินกระซิบตอบ เสียงของเขานุ่มลึกทว่าแฝงด้วยแรงกดดันที่ทำให้อากาศรอบโต๊ะสั่นไหว "แต่หากพวกมันบังอาจใช้ชื่อของข้าเพื่อก่อสงครามล้างผลาญชีวิตผู้บริสุทธิ์... ข้าคงต้องสอนให้พวกมันรู้ว่า 'หายนะ' ที่แท้จริงนั้นมีรูปร่างหน้าตาเป็นเช่นไร" ฉับพลัน! แรงกดดันมหาศาลจากภายนอกพุ่งทะลุหลังคาโรงเตี๊ยมเข้ามาเหมือนพายุคลั่ง ประหนึ่งกระบี่หมื่นเล่มที่ถูกชักออกมาพร้อมกัน สติปัญญาของหลี่มู่เฉินรับรู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ฝีมือของคนธรรมดา มันคือ 'กระบวนท่าอาคม' ของยอดฝีมือระดับบรรพชนที่ซุ่มรออยู่ "หลบไป!" หลี่มู่เฉินตวาดลั่น พร้อมกับตวัดฝ่ามือเบาๆ ม่านพลังปราณสีขาวบริสุทธิ์กางออกครอบคลุมร่างของเฟยหลินไว้ในเสี้ยววินาที *เปรี้ยง!* โต๊ะไม้โอ๊กที่พวกเขานั่งแตกกระจายเป็นผงธุลี กระเบื้องหลังคาปลิวว่อนดั่งใบไม้ร่วง เหล่าจอมยุทธ์ที่เหลือต่างพากันแตกตื่น บ้างชักอาวุธ บ้างรีบหนีเอาตัวรอด ท่ามกลางฝุ่นควันที่ตลบอบอวล เงาร่างสีดำมืดหลายสิบสายร่อนลงมาล้อมรอบทั้งสองไว้ แต่ละคนสวมหน้ากากทองแดงรูปอสูร ปล่อยไอสังหารเข้มข้นจนเหล่านักเดินทางคนอื่นกระอักเลือด "ตามหาตัวมหาจักรพรรดิพบแล้ว!" หนึ่งในนั้นส่งเสียงก้องกังวาน "ฆ่ามันเสีย! อย่าให้เหลือแม้แต่เศษซากวิญญาณตามคำสั่งของประมุขนิพพาน!" เซียนเฟยหลินลุกขึ้นยืน ชายผ้าของนางพลิ้วไหวแม้ไม่มีลมพัด นางไม่ได้ชักกระบี่ ทว่ารัศมีเซียนที่แผ่ออกมากลับสว่างไสวราวกับดวงจันทร์วันเพ็ญ "พวกเจ้าช่างน่าสมเพช... กล้าเอาชื่อของเขามาแอบอ้างเพื่อสนองกิเลสของตัวเอง" "เฟยหลิน ถอยไป" หลี่มู่เฉินกล่าวพลางขยับกายยืนเคียงข้างนาง นิ้วมือของเขาแตะที่ด้ามกระบี่ข้างกายอย่างแผ่วเบา แม้จะเป็นเพียงกระบี่เหล็กธรรมดา แต่มันกลับเปล่งประกายสีครามเข้มออกมาดั่งมีชีวิต "ข้าเคยบอกเจ้าแล้วใช่หรือไม่... ว่าในชีวิตนี้ ข้าจะไม่ยอมให้สิ่งใดมาทำร้ายเจ้าได้อีก" จอมยุทธ์หน้ากากอสูรพุ่งเข้าใส่พร้อมกัน คมอาวุธในมืออาบด้วยพิษร้ายแรงที่แม้แต่เหล็กกล้ายังต้องหลอมละลาย หลี่มู่เฉินก้าวเท้าเพียงก้าวเดียว จังหวะก้าวสอดคล้องกับท่วงทำนองของสรวงสวรรค์ ร่างของเขาเคลื่อนที่คล้ายเงาพรายที่จับต้องไม่ได้ ทว่าทุกครั้งที่เขาเคลื่อนไหว จะมีหนึ่งชีวิตที่ร่วงหล่นลงสู่ความมืดมิดโดยไร้เสียงร้อง "กระบี่ลอยนภา... ตัดขาดวัฏสงสาร" เขาเอ่ยเพียงคำเดียว สิ้นเสียง... กระบี่ในมือก็หลุดออกจากฝักเพียงเสี้ยวเดียว ทว่าคลื่นพลังที่แผ่ออกมากลับรุนแรงดุจมหาสมุทรคลั่ง พลังปราณที่กดทับลงมาบดขยี้ร่างของนักฆ่าเหล่านั้นจนแหลกเหลวในพริบตา ท้องฟ้านอกโรงเตี๊ยมแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด เมฆาหมุนวนเป็นเกลียวดุจปากหลุมดำที่กำลังกลืนกินทุกสรรพสิ่ง ทว่าในวินาทีที่วิกฤตกำลังจะผ่านพ้น เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเชื่องช้าก็ดังขึ้นที่หน้าประตูโรงเตี๊ยม ชายชราในชุดคลุมสีเทาเก่าคร่ำครากคนหนึ่งก้าวเข้ามา มือถือไม้เท้าหัวกะโหลกสัตว์ป่า ดวงตาที่เหลือเพียงเบ้าลึกโบ๋กลับจ้องมองตรงมาที่หลี่มู่เฉินราวกับมองทะลุไปถึงวิญญาณเดิมของเขา "มหาจักรพรรดิ... ท่านกลับมาแล้วจริงๆ ด้วย" ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่าพลางหัวเราะร่า "แต่ข้าต้องขอโทษด้วยนะที่มาขัดจังหวะ เพราะข้าไม่ได้มาเพื่อตามล่าท่าน... แต่ข้ามาเพื่อส่ง 'ของขวัญ' ที่ท่านทิ้งไว้ในหลุมศพเมื่อสามพันปีก่อนให้" ชายชราหยิบสิ่งหนึ่งออกจากอกเสื้อ มันคือจี้หยกที่แตกเป็นสองเสี่ยง แต่เมื่อจี้หยกสัมผัสกับกลิ่นอายปราณของหลี่มู่เฉิน มันกลับเริ่มเปล่งแสงสีทองสว่างวาบไปทั่วทั้งโรงเตี๊ยม พร้อมกับเสียงกรีดร้องที่โหยหวนของวิญญาณหลายล้านดวงที่ถูกกักขังอยู่ในหยกนั้น "นี่คือวิญญาณของภรรยาคนแรกของท่าน... ที่ท่านเคยสังเวยเพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นอมตะ" หลี่มู่เฉินชะงักกึก ร่างกายที่เคยแข็งแกร่งดุจหินผากลับสั่นสะท้านเป็นครั้งแรกในรอบสามภพ ในขณะที่เซียนเฟยหลินถึงกับหน้าซีดเผือดเมื่อเห็นเงาวิญญาณที่หลุดออกมาจากจี้หยก... เพราะใบหน้านั้น ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นใบหน้าของนางเอง! การเดินทางผ่านสมรภูมิอักษรศิลป์บทนี้ยังคงดำเนินต่อไป ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ยังคงยืนหยัดเคียงข้างกันครับ พยัคฆ์ขาวคำรามครับ
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ถูกทิ้ง กับภรรยาเทพธิดาที่ตามหาตัวมาสามภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%