"กระบี่ในมือของเจ้า... หนักเกินไปแล้ว, มู่เฉิน"
สุ้มเสียงของเซียนเฟยหลินดังก้องกังวานท่ามกลางมิติแห่งจิตอันว่างเปล่า นางยืนประทับอยู่เบื้องหน้าในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งเกล็ดหิมะบนยอดเขาไท่ไป๋ แววตาคู่คมปลาบดุจดั่งดาราในห้วงจักรวาลทอดมองบุรุษผู้เป็นดั่งดวงใจ นางไม่ได้มองที่ตัวเขา แต่นางกำลังมองทะลุผ่าน 'ศาสตรา' ในมือของอดีตมหาจักรพรรดิผู้เย่อหยิ่ง
หลี่มู่เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย ลมหายใจของเขาผสานเป็นหนึ่งเดียวกับสายลมปราณที่หมุนวนรอบกาย คมกระบี่เหล็กกล้าในมือสั่นระริก เสียงหึ่งๆ ดั่งพญาต่อต่อยรังสะท้อนก้องในโสตประสาท
สามภพสามชาติที่ผ่านมา เขาแบกรับความแค้น การพลัดพราก และทิฐิอันหนักอึ้งของตำแหน่งมหาจักรพรรดิเอาไว้ทุกค่ำคืน วิถีกระบี่ของเขาจึงเต็มไปด้วยจิตสังหาร ความโกรธเกรี้ยว และความปรารถนาที่จะทวงคืนความยุติธรรมจากสวรรค์เบื้องบน นั่นคือเหตุผลที่กระบี่ของเขาในยามนี้ แม้จะทรงพลังและเฉียบคมปลาบจนสามารถผ่าผืนฟ้าออกเป็นสองซีกได้ ทว่า... มันกลับไร้ซึ่ง 'จิตวิญญาณ' ที่แท้จริง
"หนักเกินไปอย่างนั้นหรือ..." หลี่มู่เฉินทวนคำ รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากอย่างขื่นขม
ในยุทธภพนี้ ผู้คนต่างแย่งชิงเคล็ดวิชา ขัดเกลาศาสตราเพื่อให้ตนเองไร้เทียมทาน ยิ่งกระบี่คมกริบเท่าไหร่ ยิ่งมีผู้คนล้มตายใต้คมกระบี่มากเท่านั้น ทว่าในยามนี้ เมื่อเขาต้องเผชิญหน้ากับเงาอดีตและพลังปราณที่ติดค้างอยู่ในร่างสวะนี้ เขากลับตระหนักได้ว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาใช้ 'กระบี่' เป็นเครื่องมือในการทำลายล้าง หาใช่การค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ไม่
"ใช่..." เซียนเฟยหลินก้าวเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมจางๆ ประจำกายของเทพธิดาโชยปะทะนาสิก เจือจางความดุดันของสนามรบลงไปชั่วขณะ นางยื่นมือเรียวดุจหยกขาวออกไปสัมผัสคมกระบี่ด้วยมือเปล่า โดยไม่เกรงกลัวเลยว่าความคมของมันจะบาดผิวเนื้อ "กระบี่ที่แท้จริง หาใช่เหล็กกล้าที่ผ่านการตีด้วยไฟนรก หรืออักขระเวทที่จารึกด้วยเลือดของศัตรูไม่... หากแต่เป็น 'เจตจำนง' ที่ปราศจากสิ่งเจือปน"
คำกล่าวของนางดั่งสายฟ้าที่ผ่าลงกลางจิตวิญญาณของหลี่มู่เฉิน
*เจตจำนงที่ปราศจากสิ่งเจือปน...*
ภาพเหตุการณ์ในอดีตชาติไหลย้อนกลับเข้ามาในหัว สมัยที่เขายังเป็นมหาจักรพรรดิผู้ครองฟ้าดิน เขากวัดแกว่งกระบี่สังหารเซียนและมารนับไม่ถ้วนเพื่อปกป้องบัลลังก์ แต่ในยามนี้ ในร่างของศิษย์ตระกูลหลี่ผู้ถูกเหยียบย่ำ เขากลับพบว่าการถือกระบี่เพื่อปกป้องสตรีผู้ยอมสละความเป็นอมตะเพื่อตามหาเขาถึงสามภพนั้น มันให้ความรู้สึกที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง
มันไม่ใช่ความแค้น... แต่มันคือภาระผูกพันอันงดงามที่หนักหน่วงยิ่งกว่าขุนเขา
ยามนั้นเอง พลังปราณรอบตัวของหลี่มู่เฉินก็เกิดความปั่นป่วนอย่างรุนแรง เมฆหมอกสีดำทมิฬก่อตัวขึ้นเหนือศีรษะ เสียงคำรามของอสนีบาตฟาดผ่านมิติสะเทือนเลื่อนลั่น แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่างไร้การควบคุม เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายบนหน้าผากของชายหนุ่ม กล้ามเนื้อทุกมัดเกร็งเครียดจนเส้นเลือดปูดโปน
ศัตรูจากสำนักมารอัคคีสวรรค์ที่แอบสะกดรอยตามมาถึงเขตแดนลับแล กำลังซุ่มซ่อนอยู่หลังแนวไม้ไผ่หยก พวกมันสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน
"ฮึ่ม! เจ้าเด็กสารเลวหลี่มู่เฉินนั่นกำลังจะทะลวงขั้นพลัง!" เสียงกระซิบเยือกเย็นของผู้อาวุโสสำนักมารดังขึ้น ท่ามกลางความมืดมิด "อย่าปล่อยให้มันสำเร็จวิชาเป็นอันขาด! ต่อให้มันมีเทพธิดาหน้าไหนคุ้มครอง วันนี้ศพของพวกมันจะต้องถูกตัดเป็นหมื่นชิ้น!"
*ฟรึบ!*
เงาร่างนับสิบสายพุ่งทะยานแหวกอากาศเข้ามาดุจฝูงพญาเหยี่ยวหิ้วเหยื่อ คมกระบี่อาบยาพิษนับร้อยเล่มพุ่งตรงเข้าจุดตายของหลี่มู่เฉินในพริบตาเดียว! จังหวะเวลานี้คือช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดของการบำเพ็ญเพียร—ช่วงเวลาที่จิตใจต้องสงบนิ่งที่สุดเพื่อรับการเปลี่ยนแปลง แต่กลับถูกขัดจังหวะด้วยจิตสังหารอันเหี้ยมเกรียม
เซียนเฟยหลินขมวดคิ้วเรียวสวย รัศมีเทพสีทองอร่ามแผ่ซ่านออกจากร่างของนางเพื่อเตรียมรับมือ ทว่า หลี่มู่เฉินกลับยกมือขึ้นห้ามด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"เฟยหลิน... ถอยไปก่อน"
สุ้มเสียงของเขาราบเรียบแต่มั่นคงดั่งขุนเขา ไร้ซึ่งความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขายืนหลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้กระบี่ในมือร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน
*เคร้ง!*
เสียงเหล็กกระทบพื้นหินดังกังغานท่ามกลางห้วงเวลาที่ราวกับหยุดนิ่ง เหล่ามือสังหารสำนักมารชะงักไปชั่วขณะด้วยความงุนงง มันทิ้งอาวุธ? หรือว่าธาตุไฟเข้าแทรกจนเสียสติไปแล้ว?
"ฮ่าๆๆๆ เจ้าสวะนี่คงกลัวจนสติฟั่นเฟือนไปแล้วกระมัง! ตายซะเถอะ!" ผู้อาวุโสสำนักมารหัวร่อด้วยความสะใจ เงากระบี่มหึมาพุ่งเข้าหมายปลิดชีพ
ทว่า ในวินาทีที่คมกระบี่ของศัตรูอยู่ห่างจากลำคอเพียงแค่คืบ หลี่มู่เฉินก็ลืมตาขึ้น
แววตานั้น... ไร้ซึ่งความโกรธ ไร้ซึ่งความกลัว และไร้ซึ่งจิตสังหารใดๆ ทั้งสิ้น มันว่างเปล่า ดั่งห้วงมหาสนุกที่ลึกซึ้งและสงบนิ่ง แต่กลับทรงพลังอำนาจจนทำให้มิติรอบข้างบิดเบี้ยว
เขายื่นมือเปล่าออกไปข้างหน้า นิ้วชี้และนิ้วกลางประสานกันดั่งคมดาบ แล้ววาดออกไปในอากาศอย่างเชื่องช้า
ไม่มีประกายแสงปราณฉูดฉาด ไม่มีเสียงระเบิดกึกก้อง ทว่า... สายลมที่ถูกตัดผ่านด้วยปลายนิ้วนั้น กลับทรงพลังยิ่งกว่าคมกระบี่ใดๆ ในใต้หล้า
*ฉับ!*
เงาร่างของมือสังหารนับสิบที่พุ่งเข้ามา แข็งค้างกลางอากาศในท่าเดิม ดวงเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ก่อนที่ร่างของพวกมันจะแยกออกเป็นสองส่วนอย่างเงียบเชียบ เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นย้อมผืนป่าหยกให้กลายเป็นสีชาดในพริบตาเดียว!
วิชากระบี่ไร้ลักษณ์! กระบี่ที่แท้จริงหาได้ต้องการศาสตรา หากแต่ใจคือกระบี่ ฟ้าดินคือฝักกระบี่!
หลี่มู่เฉินก้าวเท้าไปข้างหนึ่ง พลังปราณทั่วร่างแผ่ขยายปกคลุมรัศมีร้อยลี้ แรงกดดันระดับมหาจักรพรรดิหวนคืนสู่ร่างอีกครั้งอย่างสมบูรณ์แบบ ทว่า ในขณะที่เขากำลังจะก้าวไปหาเซียนเฟยหลินเพื่อโอบกอดนาง ท้องฟ้าเบื้องบนก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด เมฆหมอกม้วนตัวเป็นเกลียวพายุหมุนวนขนาดมหึมา
เสียงคำรามต่ำๆ จากห้วงนภาที่ลึกยิ่งกว่าสวรรค์ชั้นเก้าดังขึ้น พร้อมกับโซ่ตรวนสีดำทมิฬขนาดเท่าลำต้นตาลที่พุ่งแหวกม่านเมฆลงมาด้วยความเร็วดุจสายฟ้าฟาด!
มันคือ 'โซ่ตรวนทัณฑ์สวรรค์' ที่ถูกส่งลงมาเพื่อพิพากษาผู้ที่ฝ่าฝืนกฎแห่งวัฏสงสาร!
และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น... บนปลายโซ่ตรวนสีดำสนิทนั้น มีร่างของบุคคลผู้หนึ่งถูกพันธนาการไว้ ใบหน้านั้นงดงามราวกับภาพวาด ทว่ากลับเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาและรอยยิ้มเยือกเย็นที่หลี่มู่เฉินไม่มีวันลืมตลอดสามภพ!
"ศิษย์พี่ใหญ่... ท่านยังจำข้าได้หรือไม่?"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่มาถึงตอนนี้นะครับ พยัคฆ์ขาวคำราม
เซียนหนุ่มผู้ถูกทิ้ง กับภรรยาเทพธิดาที่ตามหาตัวมาสามภพ•ตอนที่ 15
กระบี่ที่แท้จริงคืออะไร
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ถูกทิ้ง กับภรรยาเทพธิดาที่ตามหาตัวมาสามภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!