โลหิตสีดำคล้ำหยดหนึ่งร่วงหล่นลงกระทบพื้นหินศิลาอัคคี เสียง *แปะ* เบาหวิวรา-งเสียงถอนหายใจของภูตผี แต่มันกลับดังก้องกังวานในโสตประสาทของหลี่มู่เฉินราวกับเสียงอัสนีบาต
ปลายนิ้วเรียวยาวสั่นเทาเล็กน้อยขณะประคองร่างอันเย็นเฉียบของเซียนเฟยหลินไว้ในอ้อมแขน ภายใต้ร่มเงาของค่ายกลโบราณที่สั่นคลอน ไอเย็นแห่งความตายแผ่ซ่านออกจากชีพจรของนาง ทะลวงผ่านเสื้อคลุมสีขาวบริสุทธิ์จนเกิดเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีครามเกาะกุมตามเรียวปากอิ่ม
"มู่เฉิน... ท่านหยุดเถอะ"
เสียงของนางแหบพร่าและเบาหวิวดั่งสายหมอกยามรุ่งสาง ดวงตาคู่หงส์ที่เคยทอประกายเย่อหยิ่งดั่งเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ บัดนี้กลับหม่นแสงลงราวกับดวงดาวที่กำลังจะดับสูญ สองสามภพชาติที่นางดั้นด้นติดตามเขาข้ามผ่านวัฏสงสาร มิใช่เพื่อให้เขาต้องมาผลาญพลังปราณต้นกำเนิดเพื่อยื้อลมหายใจอันรวนเรของนางเช่นนี้
หลี่มู่เฉินเม้มริมฝีปากแน่นจนหลั่งเลือด สีหน้าของอดีตมหาจักรพรรดิมืดมนดั่งท้องนาก่อนพายุครามจะโหมกระหน่ำ เขากลืนความเจ็บปวดระคนแค้นเคืองต่อชะตากรรมลงคอ ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่กวาดมองไปเบื้องหน้า ที่ซึ่งเส้นทางสู่เป้าหมายของพวกเขาในค่ำคืนนี้ถูกขวางกั้นไว้ด้วยความเวิ้งว้างอันน่าสะพรึงกลัว
"ข้าไม่มีวันยอมให้เจ้าดับสูญเป็นครั้งที่สี่ ต่อให้ฟ้าดินแตกดับ หรือสวรรค์เบื้องบนจะส่งทัณฑ์อัสนีมาสังหารข้าอีกหมื่นครั้ง ข้าก็จักต้องพาก้าวไปให้ถึงที่นั่น"
หลี่มู่เฉินแค่นเสียงลอดไรฟัน น้ำเสียงของเขาทรงพลังและเด็ดเดี่ยวพอที่จะสั่นคลอนรากฐานของปฐพี หุบเขาไร้ลักษณ์... ดินแดนต้องห้ามที่แม้แต่เซียนขั้นบรรพกาลยังต้องหลั่งเลือด มีเพียง "บัวสุริยันอมตะ" เท่านั้นที่จะสามารถหลอมละลายพิษอัคคีทมิฬที่กัดกินร่างของเฟยหลินได้ แต่วิถีสู่หุบเขานั้นหาใช่ทางสัญจรของมนุษย์ หากแต่มันคือปากอสูรที่รอคัดกรองวิญญาณของผู้ไร้ค่า
เขาอุ้มร่างของนางขึ้นแนบอกอย่างทะนุถนอมราวกับนางคืองานแกะสลักหยกหิมะที่เปราะบางที่สุดในใต้หล้า ก่อนจะก้าวเท้าเดินหน้าเข้าสู่เขตแดนหมอกสีชาดที่ปกคลุมปากทางเข้าหุบเขาไร้ลักษณ์ ทันทีที่ปลายเท้าสัมผัสกับพื้นดินของเขตอาถรรพ์ แรงกดดันระดับมหาศาลราวกับภูเขาไท่ซานทั้งลูกก็กดทับลงมาบนบ่าของหลี่มู่เฉินทันที
*โครม!*
พื้นหินใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเป็นทางยาว โลหิตสีแดงฉานไหลซึมออกจากมุมปากของหลี่มู่เฉิน แต่สีหน้าของเขากลับไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย เขายังคงก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ท่วงท่าดั่งพยัคฆ์หนุ่มผู้ทะนงตนในศักดิ์ศรี ต่อให้กระดูกทั่วร่างจะแหลกสลายเป็นผุยผง เขาก็จะไม่ยอมคุกเข่าให้แก่ความอยุติธรรมของฟ้าดินเป็นอันขาด
"มู่เฉิน... ท่านแบกรับข้าไว้เช่นนี้ พลังปราณของท่านจะ..." เฟยหลินพยายามเอ่ยห้าม นางขยับมือเรียวหมายจะผลักเขาออกเพื่อไม่ให้เขาต้องมารับเคราะห์แทน แต่มือของนางกลับไร้เรียวแรงเกินกว่าจะขยับ
"เงียบเสีย" หลี่มู่เฉินเอמהด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่มั่นคงดั่งหินผา "เจ้าคือภรรยาของข้า ในสามภพที่ผ่านมา ข้าติดค้างหนี้ชีวิตเจ้ามามากพอแล้ว ครั้งนี้... ให้ข้าได้ปกป้องเจ้าบ้างเถอะ"
คำพูดนั้นเรียบง่าย ทว่ากลับทรงพลังยิ่งกว่าเคล็ดวิชากระบี่ใดๆ ในใต้หล้า เฟยหลินนิ่งงัน หยาดน้ำตาใสไหลรินจากหางตา หยดลงบนหลังมือของหลี่มู่เฉิน ความอบอุ่นจากหัวใจของชายหนุ่มผสานเข้ากับพลังปราณแท้จริง แผ่ซ่านเข้าปกป้องเส้นชีพจรที่ใกล้จะขาดสะบั้นของนางให้ยังคงตื่นอยู่
ย่างก้าวเข้าสู่ส่วนลึกของหุบเขาไร้ลักษณ์ บรรยากาศรอบกายพลันแปรเปลี่ยนเป็นความหนาวเหน็บเสียดกระดูก หมอกสีชาดหนาทึบเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างประหลาด คล้ายเงาร่างของอสูรบรรพกาลนับหมื่นที่กำลังส่งเสียงคำรามก้องอยู่ในโสตประสาท เสียงเหล่านั้นมิใช่เสียงจากภายนอก หากแต่เป็นเสียงที่สะท้อนมาจากปมด้อย ความกลัว และความทรงจำอันเจ็บปวดในอดีตชาติของหลี่มู่เฉินเอง
ภาพเหตุการณ์ในวันทรยศ หอกดาบที่เสียบทะลวงร่างของเขาจากเหล่าสหายที่เคยร่วมสาบาน และความโดดเดี่ยวอ้างว้างนับหมื่นปีบนบัลลังก์มหาจักรพรรดิถูกฉายซ้ำราวกับภาพยนตร์ฉากใหญ่
*ฮ่าๆๆๆ! หลี่มู่เฉิน เจ้ามันก็แค่ไอ้สวะผู้โง่เขลา ที่สุดท้ายก็ต้องตายอย่างโดดเดี่ยว!*
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังสะท้อนก้องอยู่ในหัวของเขา แรงกดดันทางจิตวิทยานี้รุนแรงยิ่งกว่าการถูกกระบี่นับพันเล่มแทงทะลุร่าง หลี่มู่เฉินเซถลาไปด้านหลังเล็กน้อย ลมหายใจติดขัด ดวงตาเริ่มพร่ามัว สติสัมปชัญญะที่เคยคมกริบดั่งใบมีดเริ่มถูกความมืดมิดกัดกิน
"ท่านพี่..." เสียงแผ่วเบาของเฟยหลินดังขึ้นข้างหู นางรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย ใช้ริมฝีปากประทับลงบนหน้าผากของเขา ถ่าย 100% พลังเซียนบริสุทธิ์ที่เหลืออยู่หยดสุดท้ายเข้าสู่จิตวิญญาณของชายหนุ่ม เพื่อต้านทานภาพหลอนและจิตมารที่กำลังเข้าครอบงำ
หลี่มู่เฉินสะดุ้งเฮือก ดวงตาที่เคยเลื่อนลอยกลับมาคมกริบดั่งประกายไฟในความมืดอีกครั้ง เขาสูดลมหายใจเข้าลึก
"ขอบใจเจ้า... เฟยหลิน"
เขายกมือขึ้นเช็ดเหงื่อและโลหิตบนใบหน้า ก่อนจะแววตาจะแปรเปลี่ยนเป็นความดุดันเหี้ยมเกรียม พลังปราณเก้าสวรรค์ถูกขับเคลื่อนถึงขีดสุด เสียงคำรามต่ำในลำคอดังก้องราวกับพยัคฆ์ขาวที่ตื่นจากการหลับใหล รัศมีกระบี่สีทองอร่ามระเบิดออกจากร่าง แผ่ขยายออกไปรอบทิศทาง กวาดล้างหมอกสีชาดและภาพลวงตาทั้งหมดให้สลายกลายเป็นจุลในพริบตาเดียว!
ทว่า... ในวินาทีที่ความเงียบสงบกลับคืนมา เสียงฝีเท้าหนักหน่วงปริศนาก็ดังก้องขึ้นจากความมืดมิดเบื้องหน้า เป็นจังหวะที่เยือกเย็นและทรงพลังราวกับกาลเวลาหยุดนิ่ง
*ตึง... ตึง... ตึง...*
เงาร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิท ปิดบังใบหน้าด้วยหน้ากากโลหิตรูปอสูร ก้าวออกมาจากม่านหมอก พร้อมกับคมกระบี่ในมือที่เปล่งประกายแสงสีเขียวมรกตน่าสะพรึงกลัว กลิ่นอายสังหารพวยพุ่งเข้ากดทับจนอากาศรอบตัวแข็งตัวเป็นน้ำแข็ง
"ไม่นึกเลยว่า... เจ้าจะรอดชีวิตมาจนถึงที่นี่ได้ เจ้าเด็กตระกูลหลี่..." เสียงแหบพร่าราวกับมาจากขุมนรกเอמהขึ้น พร้อมกับปลายกระบี่ที่ชี้ตรงมายังหว่างคิ้วของหลี่มู่เฉิน "แต่การเดินทางของพวกเจ้า... จบลงเพียงเท่านี้"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิและอักษรศิลป์อันดุเดือดนี้ไปด้วยกัน พยัคฆ์ขาวคำรามครับ
เซียนหนุ่มผู้ถูกทิ้ง กับภรรยาเทพธิดาที่ตามหาตัวมาสามภพ•ตอนที่ 22
มุ่งสู่หุบเขาไร้ลักษณ์
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ถูกทิ้ง กับภรรยาเทพธิดาที่ตามหาตัวมาสามภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!