โลหิตสีชาดกระเซ็นต้องผืนแผ่นศิลาโบราณ ส่งกลิ่นคาวคลุ้งสะท้านโสตประสาท หยาดหยดสุดท้ายจากร่างที่ไร้ลมหายใจของผู้อาวุโสรองตระกูลหลี่ไหลรินลงสู่พื้นดิน เปรียบเสมือนเครื่องสังเวยแห่งความหยิ่งผยองที่ถูกบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัว มีเพียงเสียงลมหายใจหอบกระชั้นของบุรุษผู้หนึ่งที่ยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าซากปรักหักพัง
หลี่มู่เฉินในยามนี้ ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์จนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม อาภรณ์สีขาวบัดนี้ถูกย้อมเป็นสีแดงฉานด้วยโลหิตทั้งของศัตรูและของตนเอง ทว่าแผ่นหลังนั้นยังคงเหยียดตรงดั่งกระบี่เหล็กกล้าที่ปักค้ำฟ้า ดวงตาคู่คมกริบดั่งพยัคฆ์หนุ่มจ้องมองเศษซากความพินาศตรงหน้าด้วยความว่างเปล่าที่ลึกล้ำเกินกว่าผู้ใดจะหยั่งถึง เบื้องหลังของเขาคือร่างบอบบางที่ทรุดลงนั่งคุกเข่า เซียนเฟยหลิน เทพธิดาผู้สูงส่งเหนือสามภพ บัดนี้ริมฝีปากบางเฉียบปรากฏรอยโลหิตสีเงินยวง—โลหิตแห่งเทพที่หลั่งรินเพื่อปกป้องเขาจากกระบวนท่ามรณะเมื่อครู่
"เฟยหลิน..."
น้ำเสียงของมู่เฉินแหบพร่า ทว่ากลับสั่นสะเทือนไปด้วยคลื่นพลังอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาจากจิตวิญญาณโดยไม่รู้ตัว ปราณกระบี่เก้าชั้นฟ้าที่เคยสงบนิ่ง บัดนี้กำลังปั่นป่วนดั่งมหาสมุทรคลั่ง คลื่นความร้อนแผดเผารอบกายจนมิติเบื้องหน้าบิดเบี้ยวเป็นริ้วคลื่น ความเจ็บปวดจากการสูญเสียและความแค้นที่สุมอกมาสามภพหลอมรวมกันเป็นเพลิงโทสะที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่งแม้กระทั่งสวรรค์เก้าชั้น
"อย่าฝืนเลย... มู่เฉิน" เฟยหลินเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาคู่สวยที่เคยเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี บัดนี้กลับฉายประกายความห่วงใยและร้าวรานใจอย่างที่สุด นางเอื้อมมืออันเรียวบางที่สั่นเทาหมายจะแตะต้องอาภรณ์ของเขา ทว่ามู่เฉินกลับเบือนหน้าหนี ไม่ใช่เพราะรังเกียจ หากแต่เขาไม่กล้าแม้แต่จะมองหยาดโลหิตของนางที่แลกมาด้วยความประมาทของตนเอง
"ข้าเคยให้สัญญากับเจ้าไว้แล้ว... บนยอดเขาคุนหลุนในภพแรก ว่าจะไม่ยอมให้ผู้ใดแตะต้องปลายเส้นผมของเจ้าแม้แต่เส้นเดียว" มู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ทว่าทุกคำกลับหนักแน่นดั่งภูผา มือกำด้ามกระบี่โบราณในมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
รอบกายของตระกูลหลี่และกองกำลังพันธมิตรสำนักมารโลหิต เสียงหัวร่อเยาะหยันดังขึ้นจากเงามืด ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักมารโลหิต 'เทียนโหย่ว' ก้าวออกมาจากม่านหมอกสีดำทมิฬ รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนใบหน้าอัปลักษณ์ที่มีรอยแผลเป็นลากยาวตั้งแต่หน้าผากถึงคาง ในมือของมันถือกระบองกระดูกมนุษย์ที่ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนของวิญญาณนับพัน
"ฮ่าๆๆๆ! ช่างเป็นภาพความรักที่น่าสมเพชเสียจริง หลี่มู่เฉิน เจ้าคิดว่าสภาพปางตายเช่นนี้ ยังจะมีปัญญาปกป้องสตรีพิการข้างกายได้อีกหรือ? วิญญาณของนางข้าจะเก็บไว้หลอมเป็นอาวุธวิเศษ ส่วนตัวเจ้า... ข้าจะค่อยๆ ตัดเอ็นร้อยหวายทีละเส้น ให้กราบกรานขอชีวิตข้าเหมือนสุนัขข้างถนน!"
เสียงหัวเราะเยาะของเหล่าสมุนดังก้องกังวานไปทั่วหุบเขา ทว่ามู่เฉินมิได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย เขากลับหลับตาลงช้าๆ ห้วงความคิดดิ่งลึกเข้าสู่แก่นแท้แห่งวิญญาณ ในมิติแห่งจิตสำนึก ตันtian (จุดตันเถียน) ที่เคยแตก
ร้าวจากพันธนาการแห่งโชคชะตา บัดนี้กำลังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับมีเสียงคำรามของพยัคฆ์ขาวโบราณดังมาจากกาลเวลาอันโพ้น
*ปึง! ปึง! ปึง!*
เสียงระเบิดดังขึ้นจากภายในร่างของหลี่มู่เฉิน ปราณสีทองอร่ามพวยพุ่งทะลุชั้นบรรยากาศกลายเป็นเสาแสงพุ่งตรงสู่ท้องนันทรกาล เมฆฝนสีดำทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วดั่งปาฏิหาริย์ สายฟ้าสีม่วงเข้มแล่นแปลบปลาบอยู่ภายในหมู่เมฆ ทัณฑ์สวรรค์กำลังก่อตัวขึ้นเพื่อกดขี่ผู้ที่กล้าฝืนกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน!
"มัน... มันกำลังทะลวงขอบเขต!" ผู้อาวุโสเทียนโหย่วใบหน้าถอดสี รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนก "รีบฆ่ามัน! อย่าปล่อยให้มันสำเร็จวิชาเด็ดขาด!"
เหล่าเงาปีศาจและยอดฝีมือสำนักมารนับร้อยชีวิตพุ่งทะยานเข้ามาพร้อมกัน ประหนึ่งฝูงตั๊กแตนปาทานที่มุ่งหมายจะกลืนกินทุกสิ่ง คมดาบและหอกอาคมนับไม่ถ้วนสะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายระยิบระยับ พุ่งตรงเข้าหมายปลิดชีพบุรุษผู้กำลังนั่งคุกเข่า
เซียนเฟยหลินพยายามจะลุกขึ้นยืน มือเรียวประสานอินทร์ตราหมายเรียกกระบี่เทพประจำกาย ทว่าร่างกายนางบอบช้ำเกินกว่าจะต้านทานแรงกดดันจากทัณฑ์สวรรค์และพลังมารได้ "มู่เฉินระวัง!"
ดวงตาที่ปิดสนิทของหลี่มู่เฉินลืมโพลงขึ้นในเสี้ยววินาทีนั้นเอง!
ดวงตาข้างหนึ่งเป็นสีทองเจิดจ้าดั่งดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน อีกข้างเป็นสีดำสนิทดั่งห้วงอเวจีอย่างไร้ก้นบึ้ง รัศมีกดดันระดับที่ทำให้แผ่นดินใต้ร่างยุบตัวลงเป็นหลุมลึกแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง กระบี่ในมือของเขาไม่ต้องอาศัยการชักออกจากฝักอีกต่อไป เพราะตัวกระบี่ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับจิตวิญญาณของเขาแล้ว
"พวกเจ้า... รุกล้ำเขตแดนที่ไม่อภัยให้ผู้ใดล่วงเกิน"
น้ำเสียงของมู่เฉินเปลี่ยนไป ราวกับไม่ใช่เสียงของมนุษย์ผู้หนึ่ง หากแต่เป็นเสียงพิพากษาจากมหาจักรพรรดิผู้ทรงอำนาจสูงสุดในอดีตชาติ
เขายกมือขึ้นช้าๆ แล้วกวัดแกว่งไปในอากาศเพียงครั้งเดียว
*ฉับพลัน!*
คลื่นกระบี่สีทองคำขาวความยาวนับร้อย丈 (ประมาณ 333 เมตร) พุ่งแหวกอากาศออกไปดั่งสายฟ้าฟาดจากสรวงสวรรค์ ความเร็วของมันเหนือกว่าเสียง เหนือกว่าความคิด และเหนือกว่ากฎเกณฑ์แห่งกาลเวลา คลื่นกระบี่นั้นกรีดผ่านร่างของยอดฝีมือสำนักมารนับร้อยที่กำลังพุ่งเข้ามาในชั่วพริบตา
ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีแม้แต่โลหิตที่กระเซ็น ร่างของพวกมันหยุดชะงักกลางอากาศ ก่อนจะสลายกลายเป็นละอองธุลีสีดำและปลิวหายไปกับสายลม ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ตั้งแต่แรก
เทียนโหย่วเบิกตากว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า ขาของมันสั่นเทาจนแทบทรุดลงไปกองกับพื้น พลังปราณระดับจักรพรรดิขั้นก่อเกิดจิตวิญญาณเมื่อครู่ มันคืออะไรกันแน่? เด็กหนุ่มที่มันเคยเหยียดหยามว่าเป็นเพียงศิษย์สวะ บัดนี้กลับกล.ายร่างเป็นเทพเจ้าแห่งความตายที่พร้อมจะปลิดชีวิตมันได้ด้วยการกวาดตามองเพียงครั้งเดียว
"เป็นไปไม่ได้... นี่มันวิชาอะไรกัน!" เทียนโหย่วคำรามด้วยความหวาดกลัวสุดขีด มันถอยหลังกรูด มือที่ถือกระบองสั่นเทาน Ц พยายามรวบรวมพลังมารทั้งหมดสร้างเป็นโล่โลหิตหนาแน่นถึงเก้าชั้น
หลี่มู่เฉินค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม ร่างกายที่เคยเต็มไปด้วยบาดแผลบัดนี้ถูกปกคลุมด้วยเกราะปราณสีทองอร่าม ลวดลายพยัคฆ์คำรามปรากฏขึ้นเด่นชัดบนแผ่นอกและหัวไหล่ เขาก้าวเดินไปข้างหน้าทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ทุกย่างก้าวที่เท้ากระทบพื้น หุบเขาทั้งลูกสั่นสะเทือนราวกับแผ่นดินไหว
"หนี... ข้าต้องหนี..." เทียนโหย่วสติหลุดกระเจิง มันหันหลังกลับและใช้เคล็ดวิชาหลบหนีโลหิต ทว่าในวินาทีที่มันกำลังจะก้าวข้ามผ่านมิติออกไป
ปลายกระบี่สีทองก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้าผากของมันเสียแล้ว โดยที่มันไม่ทันมองเห็นด้วยซ้ำว่าหลี่มู่เฉินเคลื่อนมาประชิดตัวตั้งแต่เมื่อใด
"บัญชีการตายของคนรักข้า... เจ้าเป็นผู้เริ่มต้น แล้วคิดว่าจะจบมันลงด้วยการหนีงั้นหรือ?"
หลี่มู่เฉินเอמהยกระซิิบลอดไรฟัน ทว่าก่อนที่คมกระบี่จะเจาะทะลวงผ่านกะโหลกของเทียนโหย่ว ท้องฟ้าเบื้องบนก็เกิดเสียงคำรามกึกก้องราวกับโลกกำลังจะแตกสลาย เมฆสีม่วงเข้มแยกตัวออกจากกัน เผยให้เห็นดวงตาขนาดมหาสมุทรที่เต็มไปด้วยประกายสายฟ้าสีแดงฉานจ้องมองลงมาจากมิติเบื้องบน—ทัณฑ์สวรรค์แท้จริงได้มาถึงแล้ว และพร้อมกันนั้น เงาร่างของบุคคลลึกลับในชุดคลุมสีขาวสนิมผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติ พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่เอ่ยทักทายเขาด้วยชื่อที่มู่เฉินไม่คาดคิดว่าจะได้ยินในสถานที่แห่งนี้
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านสมรภูมิและอักษรศิลป์อันดุเดือดนี้ไปด้วยกัน พยัคฆ์ขาวคำรามครับ
เซียนหนุ่มผู้ถูกทิ้ง กับภรรยาเทพธิดาที่ตามหาตัวมาสามภพ•ตอนที่ 21
ไฟแค้นโชติช่วง
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ถูกทิ้ง กับภรรยาเทพธิดาที่ตามหาตัวมาสามภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!