ปลอกกระสุนทองเหลืองนัดสุดท้ายดีดตัวกระทบพื้นซีเมนต์ เสียง *เคร้ง* ก้องกังวานแข่งกับเสียงสายฝนที่กระหน่ำซัดสาดลงมายังโกดังร้างนอกเมือง กลิ่นดินปืนคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอับชื้นของคราบน้ำมัน ร่างของชายชุดดำสามคนที่เพิ่งบุกเข้ามาเมื่อครู่ นอนแน่นิ่งอยู่มุมห้องจากฝีมือการคำนวณมุมกระสุนและความเด็ดขาดของรินรดา
ทว่า ความเงียบสงบหลังเสียงปืนไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย
"กระสุนหมด" เสียงทุ้มต่ำที่มักจะเจือความกวนประสาทเสมอของคีริน เอ่ยขึ้นในความมืด เขากำลังกดแป้นพิมพ์โน้ตบุ๊กเครื่องเก่าด้วยมือข้างหนึ่งอย่างรวดเร็วราวกับดีดพิณ ขณะที่มืออีกข้างกุมต้นแขนซ้ายที่มีรอยเลือดซึมผ่านเสื้อผ้าสีเข้มออกมาเป็นวงกว้าง
รินก้าวเข้าไปประชิดตัวเขาอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกริบกวาดมองแผลที่ถูกเฉือนด้วยคมมีดโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เธอฉีกชายเสื้อเชิ้ตของตัวเองออกเป็นแถบยาวอย่างคล่องแคล่ว แล้วตวัดมัดแผลให้เขาด้วยความแน่นหนาที่พอดี จนคนเจ็บต้องสูดปากเบาๆ ด้วยความแสบ
"เจ็บเป็นด้วยเหรอครับ นึกว่าหุ่นยนต์ถอดรหัสซะอีก" รินเอ่ยเสียงเรียบ แต่แววตากลับไหววูบยามเหลือบเห็นรอยเลือดบนผิวเนียนของชายหนุ่ม
"ปากคอเราะห์แบบนี้... แสดงว่าคุณยังไหว ริน" คีรินแค่นยิ้มมุมปาก ทั้งที่ใบหน้าเริ่มซีดเซียวจากอาการเสียเลือด "แต่บอกไว้ก่อนนะ ถ้าเราตายที่นี่ ผมยังไม่ได้บอกความลับอย่างหนึ่งกับคุณเลย"
"เก็บความลับงี่เง่าของคุณไว้บอกยมบาลเถอะคีริน" รินสวนกลับทันควัน พรางดึงตัวเขาให้ลุกขึ้นพิงกับชั้นวางของเหล็กเก่าๆ ที่ปลอดภัยที่สุดในมุมอับสายตา บรรยากาศรอบตัวถูกโอบล้อมด้วยความมืดและเสียงฝนที่ตกหนักจนกลบเสียงทุกอย่าง
เซฟเฮาส์ลับแห่งนี้ถูกเปิดเผยแล้ว และพวกมันต้องตามมาอีกนับสิบคนเป็นแน่
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหอบหายใจแผ่วเบาของคีริน รินรดาหันไปตรวจสอบกระสุนในแมกกาซีนสำรอง เธอนิ่งสุขุมเสมอในยามวิกฤต เป็นผู้หญิงที่ต่อให้โลกถล่มตรงหน้า ก็ยังคงรักษาความเยือกเย็นไว้ได้ราวกับรูปปั้นหินอ่อน
แต่ความเยือกเย็นนั้นกำลังสั่นคลอน เมื่อคีรินทรุดตัวลงพิงไหล่ของเธอ น้ำหนักตัวที่ทิ้งลงมาทำให้รินชะงัก
"คีริน..."
"ขอพักสักนาที... ริน" เสียงของเขาแหบพร่าและเบาหวิว ความยียวนกวนประสาทหายวับไปกับตา เหลือเพียงความเปราะบางที่รินไม่เคยได้เห็นจากผู้ชายคนนี้มาก่อน แผ่นอกกว้างกระเพื่อมไหวถี่รัว ลมหายใจร้อนผ่าวรดรินอยู่ตรงลาดไหล่ของเธอ
รินรดานิ่งค้างไปชั่วขณะ มือที่กำลังกำปืนสั่นน้อยๆ ไม่ใช่เพราะความกลัวต่อศัตรูภายนอก แต่เป็นเพราะสัมผัสอุ่นร้อนจากคนเจ็บที่แนบชิดเข้ามา ความรู้สึกผิดแปลกวิ่งพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย เธอไม่เคยชินกับการเห็นอัจฉริยะผู้เย่อหยิ่งต้องมานอนหมดสภาพอยู่ใกล้ชิดเธอขนาดนี้
"อย่ามาสำออยแถวนี้ ลุกขึ้นครับ แผลแค่นี้ไม่ทำให้สมองอัจฉริยะของคุณฝ่อหรอกมั้ง" รินพยายามใช้คำพูดเชือดเฉือนเพื่อกลบเกลื่อนความตื่นตระหนกในใจ แต่เสียงของเธอกลับสั่นกว่าที่เคยตั้งใจไว้
คีรินหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่แห้งผาก "คุณนี่นะ... ต่อให้ผมใกล้ตาย คุณก็ยังใจร้ายกับผมได้ลงคอ... แต่ก็แปลกดีนะ ริน" เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอกลางความมืด แววตาคมกู๊ดคู่นั้นเต็มไปด้วยความลึกซึ้งและตัดพ้อในเวลาเดียวกัน "ในวันที่คนทั้งโลกไล่ล่าเรา และผมเลือกที่จะหักหลังองค์กรเพื่อช่วยคุณ... ทำไมผมถึงไม่รู้สึกเสียดายชีวิตตัวเองเลยสักนิด"
คำพูดนั้นพุ่งตรงเข้ากระแทกใจรินรดาอย่างจัง ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบเค้นหัวใจของเธอจนเจ็บแปลบ ภาพเหตุการณ์ในอดีตซ้อนทับเข้ามา ภาพวันที่เธอต้องสูญเสียคู่หูไปโดยไม่สามารถปกป้องใครได้ ความรู้สึกผิด ความโดดเดี่ยว และกำแพงเหล็กที่เธอสร้างขึ้นเพื่อปิดตายหัวใจมาตลอดนับแรมปี พังทลายลงในเสี้ยววินาทีที่สบตากับประกตาคู่นั้น
"คุณมันบ้า... คีริน" เสียงของรินขาดหายไปในลำคอ ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน ความอ่อนแอที่เธอพยายามซ่อนเร้นไว้ภายใต้หน้ากากของเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองผู้แข็งแกร่ง กำลังจะทะลักล้นออกมาในคืนที่ฝนพรำนี้
รินเบือนหน้าหนีเพื่อหลบสายตา แต่คีรินกลับเอื้อมมือที่สั่นเทามาแตะที่ข้อมือของเธอเบาๆ ปลายนิ้วของเขาเย็นเฉียบ แต่กลับสร้างความร้อนรุ่มไปทั่วผิวเนื้อ
"ริน... มองผมหน่อย" น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลและจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน "ถ้าคืนนี้เราไม่รอดจริงๆ สิ่งเดียวที่ผมเสียดาย... คือการที่ผมยังไม่ได้บอกรักผู้หญิงที่ชื่อรินรดาอย่างเต็มปากเลยสักครั้ง"
หัวใจของรินเต้นระรัวราวกับกลองเพล เคมียurtอันตรายระหว่างพวกเขาทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดในพื้นที่จำกัด ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดและเสียงฝน คีรินขยับเข้ามาใกล้จนลมหายใจของเขารดรินอยู่บนริมฝีปากของเธอ ความรู้สึกโหยหา ความหวาดกลัวต่อการสูญเสีย และความปรารถนาอันแรงกล้าหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
รินรดาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสกำแพงในใจ แต่วินาทีที่เธอกำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธ สายตากลับเหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มเคลื่อนไหวอยู่ที่ช่องหน้าต่างกระจกฝ้าด้านหลังคีริน
เงาดำสนิทที่ไร้เสียง... และกระบอกปืนเก็บเสียงที่กำลังเล็งตรงมายังศีรษะของชายหนุ่ม!
รินเบิกตากว้างด้วยความตกใจ สัญชาตญาณนักฆ่าและอดีตสายลับทำงานเร็วกว่าความคิด เธอกระชากร่างของคีรินให้ล้มลงแนบพื้นซีเมนต์พร้อมกับเหนี่ยวไกปืนยสวนกลับไปในความมืดทันที!
*ปัง! ปัง!*
ทว่า ก่อนที่ควันจากปากกระบอกปืนจะจางหาย เสียงปรบมือช้าๆ เย็นเยียบ และก้องกังวาน ก็ดังขึ้นจากความมืดมิดเบื้องหน้า พร้อมกับน้ำเสียงทุ้มต่ำคุ้นเคยที่เอ่ยทักทายพวกเขาอย่างใจเย็น
"ช่างเป็นฉากรักท่ามกลางความตายที่น่าประทับใจเสียจริง... รินรดา"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและอินไปกับความรู้สึกของตัวละครด้วยกันนะครับ
เซฟเฮาส์ไร้เงากับนักล่าที่มองไม่เห็น•ตอนที่ 14
คืนที่ฝนตกในเมืองร้าง
ผลงานโดย ประตูมิติที่แปด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ประตูมิติที่แปด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้เงากับนักล่าที่มองไม่เห็น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!