เสียงหัวเราะทุ้มต่ำผ่านเครื่องส่งสัญญาณวิทยุขนาดจิ๋ว ไม่ได้ทำให้บรรยากาศในเซฟเฮาส์ใต้ดินแห่งนี้ผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับทำให้อุณหภูมิรอบตัวดิ่งวูบลงจนแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง
*“ช่างเป็นฉากรักท่ามกลางความตายที่น่าประทับใจเสียจริง... รินรดา”*
ประโยคสั้นๆ ที่ดังแทรกเข้ามาในคลื่นความถี่ลับเมื่อไม่กี่วินาทีก่อน ยังคงสะท้อนก้องอยู่ในความเงียบงัน รินรดายืนตัวแข็งทื่อ ร่างเพรียวระหงภายใต้เสื้อแจ็คเก็ตยุทธวิธีสีดำสนิทชะงักค้างในท่าที่กำลังจะเอื้อมมือไปหยิบอุปกรณ์ถอดรหัส ดวงตาคู่คมกริบกวาดมองไปรอบห้องควบคุมที่เต็มไปด้วยจอภาพและสายไฟระโยงระยาง สัญชาตญาณของอดีตเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองกรีดร้องเตือนภัยระดับสูงสุด ศัตรูไม่ได้อยู่แค่ข้างนอก... แต่มันกำลังมองพวกเขาทุกฝีก้าวจากที่ไหนสักแห่ง
และที่แย่ไปกว่านั้น เสียงเมื่อครู่ไม่ได้จงใจแค่สร้างความหวาดกลัว แต่มันจงใจ "เจาะจง" ชื่อของเธอ เพื่อสร้างรอยร้าวในจุดที่เปราะบางที่สุด
“หุบปากซะ” คีรินพึมพำลอดไรฟัน ร่างสูงโปร่งในชุดฮู้ดสีเข้มก้าวเข้ามาประชิดตัวเธออย่างรวดเร็ว นิ้วเรียวยาวพรมลงบนแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ด้วยความเร็วดุจ
แสงสีฟ้าจากหน้าจอสาดกระทบใบหน้าคมคายที่ตอนนี้บึ้งตึงจนน่ากลัว ดวงตาคู่คมฉายแววคุกกรุ่นด้วยโทสะที่พยายามสะกดกลั้นไว้ ประสบการณ์ทางดิจิทัลระดับอัจฉริยะกำลังถูกใช้เพื่อแกะรอยสัญญาณรบกวนที่ส่งตรงเข้ามาในระบบปิดของเซฟเฮาส์ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับว่างเปล่า มีเพียงร่องรอยของข้อมูลที่ถูกลบเลือนอย่างไร้ร่องรอย
“มันรู้ความเคลื่อนไหวของเราทุกอย่าง” รินรดาเอ่ยเสียงเรียบ แม้แววตาจะไหววูบไปชั่วขณะเมื่อนึกถึงประโยคที่อีกฝ่ายจงใจแซะเรื่อง "ฉากรัก" ก่อนหน้านี้ “รวมถึงเรื่องที่เรา... อยู่ใกล้กันเกินความจำเป็นเมื่อกี้ด้วย”
คีรินชะงักมือที่กำลังพิมพ์ เขาดึงมือกลับแล้วหันมาเผชิญหน้ากับเธอเต็มตา ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเคลือบด้วยรอยยิ้มยียวนกวนประสาทบัดนี้ราบเรียบไร้อารมณ์ แต่ดวงตากลับลุกโชนด้วยประกายไฟบางอย่างที่อันตรายยิ่งกว่าเดิม
“คุณกำลังหมายความว่ายังไง ริน” น้ำเสียงของเขาติดจะกระด้างขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว “กำลังจะบอกว่าผมเป็นคนปล่อยข้อมูลออกไปเหรอ หรือคุณกำลังคิดว่าเรื่องเมื่อครู่มันเป็นแผนเรียกร้องความสนใจของผมกันแน่?”
รินรดาหรี่ตาลงมองคู่หูหนุ่ม ความเหนื่อยล้าและความเครียดสะสมตลอดสัปดาห์เริ่มกัดกินสติสัมปชัญญะ “ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น คีริน แต่คุณก็รู้ว่าระบบรักษาความปลอดภัยของที่นี่เป็นฝีมือใคร ถ้ามันไม่ใช่คุณ แล้วสัญญาณมันเล็ดลอดเข้ามาในช่องสัญญาณส่วนตัวของเราได้ยังไงโดยที่ไม่มีการแจ้งเตือน?”
คำถามนั้นไม่ใช่การกล่าวหา แต่มันคือตรรกะอันเย็นชาของคนผ่านสนามรบ คีรินแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความน้อยใจและแรงอัดอั้นที่สะสมมานาน
“ให้ตายเถอะ... นี่คุณรู้จักผมมาตั้งนาน จนถึงตอนนี้ คุณยังคิดว่าผมจะเอาชีวิตของคุณและชีวิตของตัวเองมาล้อเล่นกับเรื่องบ้าๆ แบบนี้งั้นเหรอ?” คีรินก้าวเข้าประชิดจนรินรดาต้องถอยหลังไปชนกับแผงควบคุมด้านหลัง ร่างสูงโน้มตัวลงมาจนระยะห่างแทบไม่เหลือ “หรือว่าที่คุณกำลังสงสัยผม เพราะคุณกลัว... กลัวว่าคำพูดของมันจะไปจี้ถูกจุดที่คุณพยายามจะปฏิเสธมันอยู่กันแน่?”
“คีริน!” รินรดาตบโต๊ะเสียงดัง ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันในระยะประชิด ความโกรธพุ่งพล่านขึ้นมากลบความกลัว “ตั้งสติหน่อย! ตอนนี้เรากำลังโดนมันปั่นหัวอยู่ ไม่เห็นรึไงว่ามันจงใจพูดแบบนั้นเพื่อให้เราทะเลาะกันเอง!”
“ผมมีสติโคตรๆ ริน!” ชายหนุ่มสวนกลับทันควัน ดวงตาคมกริบจ้องลึกลงไปในดวงตาของเธอ ราวกับจะค้นหาความจริงบางอย่างที่เธอซ่อนไว้ “แต่คนที่กำลังสูญเสียสติคือคุณต่างหาก คุณกำลังระแวงทุกคน แม้กระทั่งคนที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องคุณตลอดหลายวันที่ผ่านมา!”
คำพูดนั้นราวกับมีดคมที่กรีดลงกลางใจ รินรดานิ่งงังไปชั่วขณะ ความรู้สึกผิดหวังและโกรธเกรี้ยวตีรวนขึ้นมาในอก ปมในอดีตเกี่ยวกับการสูญเสียคู่หูเก่าผุดวาบขึ้นมาในหัว สมองสั่งให้เธอถอยห่าง แต่หัวใจกลับถูกตรึงไว้ด้วยสายตาที่ทั้งตัดพ้อและคลั่งไคล้ของคนตรงหน้า
“ถ้าคุณคิดว่าฉันระแวงอย่างไร้เหตุผลนัก ทำไมไม่ลองเช็คสัญญาณบ้าๆ นั่นให้มันชัดเจนซะล่ะ แทนที่จะมาใช้อารมณ์ใส่ฉันแบบนี้!” เธอกัดฟันกรอด สะบัดหน้าหนีเพื่อหลบสายตาที่ร้อนแรงเกินกว่าจะรับไหว
“หึ...” คีรินแค่นเสียงอีกครั้ง รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปาก แต่มันช่างดูขมขื่นเสียเหลือเกิน “นั่นสินะ... สำหรับคุณแล้ว ผมก็เป็นแค่ตัวปัญหา เป็นแค่เด็กกวนประสาทที่คอยสร้างความรำคาญ ไม่ใช่คนที่คุณจะไว้ใจได้จริงๆ จังๆ หรอก”
บรรยากาศในห้องอึมครึมลงถนัดตา ความเงียบงันเข้าปกคลุมแทนที่เสียงทะเลาะเมื่อครู่ มีเพียงเสียงเตือนภัยเบาๆ จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ยังคงกระพริบเป็นสีแดงฉาน รินรดายืนนิ่ง เม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง เธอรู้ดีว่าพวกเขากำลังตกหลุมพรางของศัตรูเข้าอย่างจัง ศัตรูที่ใช้ "จิตวิทยา" เข้ามาโจมตีจุดอ่อนในความสัมพันธ์อันเปราะบางของพวกเขา แต่ความทิฐิและอารมณ์ที่พุ่งสูงปรีdทำให้ไม่มีใครยอมลดราวาศอกให้กันก่อน
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นแว่วๆ จากทางเดินด้านนอก...
ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของมนุษย์ที่เดินย่องเบาแบบสายลับ แต่มันคือเสียงรองเท้าคอมแบทที่จงใจเดินเข้ามาอย่างเปิดเผย ราวกับผู้มาเยือนไม่ได้เกรงกลัวเลยสักนิดว่าพวกเขากำลังซ่อนตัวอยู่ที่นี่
คีรินชะงัก เขาดึงปืนพกออกจากซองใต้รังรักอย่างรวดเร็ว พร้อมกับดึงร่างของรินรดาให้มาอยู่ด้านหลังด้วยสัญชาตญาณการปกป้อง แม้ว่าเมื่อวินาทีที่แล้วพวกเขาจะเพิ่งเถียงกันจนคอเป็นเอ็นก็ตามที
“หลบอยู่ตรงนี้” คีรินกระซิบเสียงต่ำ ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังประตูเหล็กหนาที่ปิดสนิท
รินรดาเม้มปากแน่น แม้จะหงุดหงิดที่ถูกปฏิบัติราวกับเป็นตัวภาระ แต่เธอก็ยอมชักอาวุธออกมาเตรียมพร้อมเช่นกัน ทั้งคู่ยืนนิ่งสนิท รอฟังเสียงความเคลื่อนไหวภายนอกด้วยหัวใจที่เต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ
*กริ๊ก...*
เสียงกลอนประตูถูกปลดล็อกดังขึ้นจากด้านนอก ทั้งๆ ที่รหัสผ่านของประตูบานนี้มีเพียงเธอกับคีรินเท่านั้นที่รู้!
ประตูเหล็กค่อยๆ แง้มเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นเงาร่างสูงโปรดภายใต้แสงไฟสลัวของทางเดิน และก่อนที่ใครจะได้ลั่นไกปืน เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยก็ดังแทรกความเงียบขึ้นเสียก่อน
“อุ๊ย... ดูเหมือนว่าผมจะมาขัดจังหวะช่วงเวลาหวานชื่นของคู่รักข้าวใหม่ปลามันหรือเปล่าครับเนี่ย?”
คีรินและรินรดาเบิกตากว้างขึ้นพร้อมกัน เมื่อร่างที่ก้าวพ้นขอบประตูเข้ามาหาพวกเขา พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก คือบุคคลที่พวกเขาคิดว่าตายไปตั้งแต่เมื่อสามปีที่แล้ว... คู่หูเก่าของรินรดาคนที่ควรจะนอนสงบนิ่งอยู่ใต้หลุมศพ!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในความมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ
เซฟเฮาส์ไร้เงากับนักล่าที่มองไม่เห็น•ตอนที่ 15
รอยเท้าที่หายไป
ผลงานโดย ประตูมิติที่แปด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ประตูมิติที่แปด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้เงากับนักล่าที่มองไม่เห็น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!