เซฟเฮาส์ไร้เงากับนักล่าที่มองไม่เห็น•ตอนที่ 19

บาดแผลที่ได้รับ

ผลงานโดย ประตูมิติที่แปด
กลิ่นคาวสนิมเหล็กเจือจางในอากาศอับชื้นของเซฟเฮาส์ใต้ดิน มันไม่ใช่กลิ่นที่คนทั่วไปคุ้นเคย แต่มันคือกลิ่นของความตายที่เฉียดผ่านผิวหนังไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร "อย่าขยับครับ ถ้าไม่อยากให้แผลฉีกจนเลือดสาดทะลักเสื้อตัวโปรดของคุณอีกรอบ" เสียงทุ้มต่ำที่เจือไปด้วยความหงุดหงิดระคนเป็นห่วงดังขึ้นทันทีที่รินรดาพยายามจะยันกายลุกขึ้นจากโซฟาหนังสีเข้ม รินกัดฟันกรอด ความเจ็บแปลบแล่นริ้วจากหัวไหล่ขวาที่เพิ่งถูกกระสุนเฉี่ยวผ่าน ลามไปถึงกระดูกสันหลังจนเธอต้องสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มความเจ็บปวดเอาไว้ ใบหน้าหวานซีดเผือดแต่แววตายังคงแข็งกร้าวและดื้อรั้นไม่เปลี่ยน "ฉันไม่ใช่เด็กสามขวบนะคีริน แผลแค่นี้... อึก!" รินอุทานออกมาเบาๆ เมื่อคีรินไม่รอให้เธอเถียงจบ ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนจนเห็นเส้นเลือดปูดโปนก้าวเข้ามาประชิดตัวด้วยความเร็วระดับเสือชีตาร์ มือหนาควσόเข้าที่ข้อพ้อมของเธอไว้อย่างแม่นยำ ไม่หนักหน่วงจนเกินไป แต่เด็ดขาดพอที่จะทำให้เธอนั่งลงไปใหม่ได้อย่างจำใจ คีรินโน้มตัวลงมา ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเปื้อนรอยยิ้มกวนประสาทในยามปกติ ตอนนี้กลับบึ้งตึง ดวงตาคมกริบกวาดมองคราบเลือดบนผ้าพันแผลชั่วคราวที่เขาเพิ่งจัดการไปเมื่อไม่กี่นาทีមុนด้วยสายตาที่น่ากลัวราวกับอยากจะกินเลือดกินเนื้อ "ดื้อด้านไม่เปลี่ยนเลยนะครับคุณอดีตเจ้าหน้าที่" คีรินแค่นหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบจนน่าขนลุก "ถ้ากระสุนนั่นเล็งต่ำกว่าเดิมอีกแค่เซนติเมตรเดียว ป่านนี้ผมคงต้องนั่งคุยกับหลุมศพของคุณแทนที่จะได้มานั่งบ่นให้คุณฟังแบบนี้" "ถ้านายหุบปากแล้วเอาเวลาไปเช็คระบบความปลอดภัยข้างนอก ฉันคงไม่ต้องมานั่งฟังนายบ่นเหมือนคนแก่แบบนี้หรอก" รินสวนกลับทันควัน นัยน์ตากลมโตตวัดมองค้อนคนตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว แม้เม็ดเหงื่อกาฬจะผุดพรายตามกรอบหน้าสวยจากพิษบาดแผลก็ตาม คีรินนิ่งงันไปชั่วขณะ ดวงตาคมเข้มจ้องลึกลงไปในดวงตาของเธอ ราวกับกำลังพยายามอ่านความคิดที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความอวดดีนั้น บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนแทบหายใจไม่ออก ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วครู่ ก่อนที่ชายหนุ่มจะระเบิดเสียงหัวเราะต่ำๆ ออกมา แต่มันไม่ใช่เสียงหัวเราะที่สดใสเลยแม้แต่น้อย มันคือเสียงหัวเราะของคนที่กำลัง "คลั่ง" จนใกล้จะควบคุมตัวเองไม่ได้ "ดีครับ... ปากเก่งแบบนี้ค่อยสมเป็นคุณหน่อย" คีรินขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกจนระยะห่างระหว่างใบหน้าเหลือเพียงแค่คืบ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นไอฝนและจางๆ ของดินปืนลอยเข้าแตะจมูกริน หัวใจดวงน้อยที่ควรจะเต้นเป็นจังหวะปกติกลับกระหน่ำรัวราวกองศึก รินผถอยหลังหนีโดยสัญชาตญาณ แต่แผ่นหลังกลับชนเข้ากับพนักโซฟาอย่างไร้ทางหนี มือหนาเอื้อมมาแตะที่คางเรียวของเธอเบาๆ ปลายนิ้วเรียวยาวออกแรงบีบเล็กน้อยพอให้เธอต้องเงยหน้าขึ้นรับสบตา "แต่จำใส่สมองอันชาญฉลาดของคุณไว้เลยนะครับริน... ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป คุณไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธคำสั่งของผม แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการนอนพักนิ่งๆ ก็ตาม" "นายไม่มีสิทธิ์มาสั่งฉัน คีริน" รินเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามสะบัดหน้าหนีจากการกอบกุม แต่มือของเขากลับมั่นคงยิ่งกว่าคีมเหล็ก "ผมมีสิทธิ์ครับ... มีสิทธิ์เต็มร้อยเลยด้วยซ้ำ ในเมื่อชีวิตของคุณตอนนี้มันอยู่ในกำมือของผม" คีรินโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนริมฝีปากเกือบจะสัมผัสกับใบหู เสียงกระซิบพร่าต่ำดังขึ้นชิดริมผงกหัวของเธอ "ถ้าคุณยังดื้อดึงขัดคำสั่งอีกแม้แต่ครั้งเดียว ผมจะทำให้คุณรู้เองว่า การถูกผม 'ลงโทษ' ด้วยวิธีของโลกใต้ดินมันน่ากลัวกว่ารอยกระสุนถากๆ พวกนั้นมากแค่ไหน" คำขู่ที่เจือความเอาแต่ใจและแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ้าเข้าเจ้าของทำเอารินถึงกับพูดไม่ออก ความร้อนผ่าวแล่นริ้วขึ้นมาบนพวงแก้มขาวเนียน ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความรู้สึกประหลาดที่ตีรวนอยู่ในอกจนเธอเกลียดตัวเองที่ดันรู้สึก... ใจเต้น กับความเผด็จการไร้เหตุผลนี้ "นายมัน... คนบ้า..." รินพึมพำเบาๆ หลบสายตาร้อนแรงที่มองมาด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก คีรินยิ้มมุมปาก ความพอใจฉายชัดในแววตาคมกริบ เขายอมผละตัวออกห่างเล็กน้อยเพื่อหยิบกล่องปฐมพยาบาลที่วางอยู่บนโต๊ะกระจกขึ้นมาเปิดออก แววตาที่เคยก้าวร้าวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนอย่างน่าประหลาดในจังหวะที่เขาเริ่มบรรจงแกะผ้าพันแผลเก่าออกอย่างระมัดระวัง กลัวว่ามันจะไปกระชากให้แผลของเธอเจ็บปวด "เจ็บหน่อยนะครับ... อดทนอีกนิด" น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลขึ้นอย่างกะทันหัน จนรินต้องเหลือบมองเขาด้วยความแปลกใจ นิ้วอุ่นๆ สัมผัสลงบนผิวเนื้อเนียนรอบแผลอย่างแผ่วเบาราวกับเธอบอบบางราวกับแก้วเจียระไน ความใส่ใจที่ขัดกับบุคลิกดิบเถื่อนเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง ทำให้ห้องใต้ดินที่มืดทึบและเต็มไปด้วยกลิ่นอายอันตราย กลายเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่อบอวลไปด้วยบรรยากาศชวนใจเต้นระทึกอย่างน่าประหลาด รินเม้มริมฝีปากแน่น ยอมนั่งนิ่งให้เขาทำแผลให้แต่โดยดี ความอบอุ่นจากมือของชายหนุ่มซึมซับผ่านผิวหนังเข้าสู่หัวใจที่ด้านชามานาน ปมในอดีตที่เธอแบกรับไว้เริ่มเบาบางลงทีละน้อยท่ามกลางความเงียบงันและสายตาที่จับจ้องมาจากคนตรงข้าม แต่ทว่า... ช่วงเวลาแห่งความสงบสุขนั้นช่างแสนสั้น *กริ๊ก!* เสียงโลหะกระทบกันดังแผ่วเบามาจากด้านนอกประตูห้องเซฟเฮาส์ ตามด้วยเสียงฝีเท้าฝ่าความมืดที่ย่างก้าวเข้ามาอย่างระมัดระวังเกินกว่าจะเป็นลมพัดผ่าน คีรินชะงักมือที่กำลังพันแผลให้รินทันที ดวงตาคมกริบเปลี่ยนเป็นคมปลาบในเสี้ยววินาที ร่างสูงผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพร้อมกับมืออีกข้างที่เอื้อมไปหยิบปืนพกเก็บเสียงขึ้นมาปลดเซฟอย่างไร้เสียง รินเบิกตากว้าง สัญชาตญาณนักสืบตื่นตัวเต็มที่ มือเรียวเอื้อมไปคว้าอาวุธของตัวเองเตรียมพร้อมเช่นกัน บรรยากาศรอบตัวกลับมาตึงเครียดและกดดันอีกครั้งในพริบตา เงาร่างหนึ่งทาบทับลงบนกระจกฝ้าหน้าประตู มือปริศนาเอื้อมมาเคาะเบาๆ สามครั้งเป็นจังหวะที่คุ้นเคย... จังหวะรหัสลับที่ควรจะมีเพียงแค่ "คนตาย" คนนั้นเท่านั้นที่รู้! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปในเงาดำนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!
สารจากนักเขียน (ประตูมิติที่แปด)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้เงากับนักล่าที่มองไม่เห็น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%