"ถ้าคืนนี้เราต้องตาย... ฉันขอพามันลงนรกไปก่อนก็แล้วกัน"
เสียงกระซิบที่ทิ้งไว้เมื่อตอนปลายของความโกลาหลยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของผม ท่ามกลางกลิ่นคละคลุ้งของดินปืน คราบเขม่าควัน และแสงไฟนีออนกะพริบจากเพดานเซฟเฮาส์ที่ถูกถล่มจนเละไม่เป็นท่า รินรดาในยามนี้ไม่ได้ดูเหมือนอดีตเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองผู้เคร่งขัดระเบียบแม้แต่น้อย ดวงตาคู่สวยของเธอกำลังลุกโชนด้วยประกายไฟแห่งความบ้าระห่ำ นิ้วเรียวยังคงเหนี่ยวไกปืนพกสั้นคู่ใจอย่างไร้ความลังเล ทุกนัดที่ลั่นออกไปคือการส่งแขกไม่ได้รับเชิญลงไปนอนจมกองเลือดบนพื้นปูนซีเมนต์
แต่ปัญหาคือ กระสุนในแมกกาซีนของเธอกำลังจะหมดลงในอีกไม่ถึงสามวินาทีข้างหน้า
ในฐานะที่ผมถูกยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะด้านรหัสคอมพิวเตอร์และโลกใต้ดิน หน้าที่ของผมควรจะนั่งอยู่หลังจอคอมพิวเตอร์แล้วรัวนิ้วพิมพ์โค้ดเพื่อปิดระบบความปลอดภัย ไม่ใช่การมายืนหายใจรดต้นคออยู่ท่ามกลางดงกระสุนแบบนี้... แต่ให้ตายเถอะครับ ใครจะปล่อยให้ผู้หญิงคนนี้ตายเดี่ยวกันล่ะ? ต่อให้เป็นนรก ผมก็ยินดีจะเขียนโค้ดแฮกประตูทางเข้าเพื่อตามลงไปกวนประสาทเธอต่ออยู่ดี
"ริน กระสุนหมดแม็กแล้ว ยัยตัวแสบ" ผมเอ่ยเสียงเรียบ ท่ามกลางเสียงปืนที่ดังสนั่นหู พลางก้าวเข้าไปประชิดตัวเธอจากด้านหลังในจังหวะที่เงากระสุนของศัตรูพุ่งเฉียดหัวไหล่ไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร
รินรดาหันขวับมามองผมด้วยแววตาวาวโรจน์ ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันอย่างขัดใจ เธอยังไม่ทันได้อ้าปากพ่นคำด่าทอยียวนตามสไตล์ที่ผมโปรดปราน ผมก็คว้าเอวบางของเธอไว้ด้วยมือข้างเดียวแล้วกระชากเข้าหาตัวอย่างแรงจนแผ่นอกของเราแนบชิดกันอย่างไร้ช่องว่าง
"นายทำบ้าอะไรของ..." เสียงหวานอุทานลอดไรฟันด้วยความตกใจ
"ชูส์..." ผมกดเสียงต่ำลงข้างใบหูของเธอ ขณะที่มืออีกข้างยกปืนเก็บเสียงขึ้นเล็งไปยังมุมมืดของทางเดินที่เงากระพริบของลำกล้องปืนกำลังเคลื่อนไหวเข้ามา "ถ้าไม่อยากให้พวกมันรู้ว่าเราซ่อนอยู่ตรงไหน ก็หุบปากแล้วทำตามที่ผมบอกซะ"
บรรยากาศรอบตัวเราเปลี่ยนไปในทันที ความตึงเครียดจากการปะทะถูกแทนที่ด้วยความเงียบงันที่กดดันจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวโครมคราม... ไม่แน่ใจว่าเป็นของผม หรือของคนที่กำลังยืนตัวเกร็งอยู่ในอ้อมแขนกันแน่
สายตาของศัตรูสองคนที่สวมชุดดำสนิทกำลังกวาดไฟฉายผ่านความมืดเข้ามาใกล้จุดที่เราหลบอยู่หลังเสาคอนกรีต รินรดายืนนิ่งสนิท ร่างกายของเธอแนบชิดติดกับผมทุกตารางนิ้ว กลิ่นกายหอมกรุ่นปะปนกับกลิ่นเหงื่อและดินปืนจางๆ ลอยเข้าจมูกจนผมเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ในสถานการณ์ที่ความเป็นความตายแขวนอยู่บนเส้นด้ายแบบนี้ เคมีอันตรายระหว่างเรากลับพุ่งพล่านเสียจนน่ากลัว
แสงไฟฉายกราดเข้ามาใกล้เรื่อยๆ อีกเพียงก้าวเดียวพวกมันก็จะเห็นเงาของเราสะท้อนบนผนัง
คีริน... แกต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของพวกมัน
สมองของผมประมวลผลเร็วกว่ายามปกติเป็นร้อยเท่า และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ผมก็ตัดสินใจทำเรื่องที่บ้าที่สุดในชีวิต... การล่อลวงศัตรูด้วยวิธีที่ไม่มีในคู่มือสายลับเล่มไหนบนโลกใบนี้
ผมก้มหน้าลง สายตาจดจ้องไปยังริมฝีปากที่กำลังเผยอขึ้นเล็กน้อยด้วยความตื่นตระหนกของรินรดา ก่อนที่ผมจะประทับริมฝีปากลงไปบนเรียวปากของเธออย่างรวดเร็วและหนักแน่นโดยไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ตั้งตัว
รินรดาดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด มือเรียวที่เคยถือปืนเกือบจะปล่อยหลุดมือ สัญชาตญาณของอดีตสายลับทำให้เธอพยายามจะดันอกผมออกด้วยความตกใจ แต่ผมกลับรวบเอวเธอให้แน่นขึ้นไปอีก บังคับให้ร่างบางแนบชิดสนิทจนไม่มีช่องว่างให้แสงไฟหรือเงาใดๆ ลอดผ่านไปได้
จังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าของศัตรูที่เดินเข้ามาหยุดชะงักลง
"เฮ้ย... ทางนี้เหมือนจะมีแค่เงาคนกอดกันว่ะ สงสัยคู่รักซวยๆ หลบมุมมาสวีทกันตอนเซฟเฮาส์แตกมากกว่ามั้ง" เสียงทุ้มหยาบโลนของหนึ่งในมือสังหารดังขึ้น ลอดผ่านความมืดมาพร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะในลำคอ
"ช่างหัวมันเหอะ รีบไปเช็คโซนC นายใหญ่สั่งเก็บกวาดให้เรียบ" เสียงที่สองตอบกลับมา ก่อนที่แสงไฟฉายจะเบนทิศทางออกไปจากมุมที่เราซ่อนอยู่ พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆ ถอยห่างออกไปจนกระทั่งเงียบหายลงในที่สุด
ผมผละริมฝีปากออกจากเธอช้าๆ ปล่อยให้ลมหายใจร้อนผ่าวของเราผสมผสานกันในความมืด ดวงตาของเราประสานกันในระยะประชิด ชนิดที่ว่าหากขยับอีกเพียงนิดเดียวปลายจมูกของเราคงจะแตะกันอีกครั้ง
รินรดายังคงยืนนิ่งค้าง ใบหน้าสวยหวานที่ปกติจะนิ่งสงบราวกับน้ำแข็งในยามนี้กลับขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด แม้ในความมืดสลัวเธอก็ยังซ่อนความปั่นป่วนในแววตาไว้ไม่มิด เธอกัดริมฝีปากล่างเบาๆ ด้วยความสับสน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองผมด้วยสายตาที่ทั้งคาดไม่ถึงและเต็มไปด้วยคำถาม
"นาย... กล้าดียังไงมาฉวยโอกาสตอนนี้น่ะ คีริน" เสียงกระซิบของเธอสั่นพร่าเล็กน้อย ไม่ได้ดุร้ายเหมือนทุกที แต่กลับมีอิทธิพลต่อหัวใจของผมอย่างประหลาด
"ผมไม่ได้ฉวยโอกาสนะริน..." ผมยิ้มมุมปาก ยื่นใบหน้าเข้าไปกระซิบชิดใบหูของเธอด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มนุ่มและเปี่ยมด้วยความรู้สึกที่ซ่อนไว้ไม่มิด "ผมกำลังช่วยชีวิตเราต่างหาก... และอีกอย่าง ผมก็อยากทำมันมานานแล้วด้วย"
รินรดาชะงักไป ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความระแวงแกemความเขินอาย เธอยกมือขึ้นดันแผงอกผมออกเบาะๆ แต่แรงนั้นช่างเบาเสียเหลือเกินเมื่อเทียบกับท่วงท่าที่เธอแสดงออกมาก่อนหน้านี้
"นายมัน... บ้าที่สุด..." เธอกัดฟันพึมพำ แต่ยังไม่ทันที่เธอจะหาคำพูดไหนมาสวนกลับผมได้ทัน เสียงแจ้งเตือนจากระบบคอมพิวเตอร์พกพาในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตของผมก็ดังขึ้นแทรกบรรยากาศอันตึงเครียดและหวานล้ำนั้น
*ตี๊ด! ตี๊ด!*
หน้าจอโฮโลแกรมขนาดเล็กดีดตัวขึ้นอัตโนมัติกลางอากาศ เผยให้เห็นโค้ดลับสีแดงฉานที่กำลังวิ่งพล่านด้วยความเร็วสูง พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนสถานะการเข้าถึงระบบที่ทำให้รอยยิ้มบนใบผมของผมแข็งค้างไปในทันที
ไม่ใช่ฝีมือของศัตรูที่บุกเข้ามา... แต่เป็นสัญญาณการเข้าถึงจาก "บุคคลที่สาม" ที่พวกเรากำลังตามหาตัวมาตลอดสามปี
รินรดาหันขวับมามองหน้าจอตามสัญชาตญาณ สีหน้าของเธอกลับมาเคร่งขรึมจริงจังในพริบตา เมื่อตัวอักษรบรรทัดสุดท้ายปรากฏขึ้นบนจออย่างชัดเจน
**"ยินดีต้อนรับสู่กับดัก... คีริน, รินรดา"**
และก่อนที่เราจะทันได้ตั้งตัว ประตูเหล็กนิรภัยหนาตันด้านหลังห้องควบคุมหลักก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับเสียงฝีเท้าของใครบางคนก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่สะท้อนผ่านแสงไฟฉุกเฉิน
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมลุ้นไปกับความสัมพันธ์ที่อันตรายและหอมหวานนี้เสมอนะครับ
---
**หมายเหตุจากผู้เขียน (ประตูมิติที่แปด):** หวังว่าตอนนี้จะทำให้ทุกท่านลุ้นจนจิกหมอนและอยากกดอ่านตอนต่อไปทันทีนะครับ ขอบคุณทุกคอมเมนต์และการสนับสนุนที่อบอุ่นเสมอมา แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
เซฟเฮาส์ไร้เงากับนักล่าที่มองไม่เห็น•ตอนที่ 11
จูบแลกเปลี่ยนข้อมูล
ผลงานโดย ประตูมิติที่แปด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ประตูมิติที่แปด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้เงากับนักล่าที่มองไม่เห็น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!