คุณหนูผู้โชคร้ายกับอาณาจักรดอกไม้พันล้าน•ตอนที่ 5

ดอกไม้ที่บานสะพรั่งในชั่วข้ามคืน

ผลงานโดย ม่านหมอกโรแมนซ์
"เชิญตามสบายเลยค่ะคุณลูเซียน... แต่อย่าลืมเตรียมผ้าเช็ดหน้าไว้ซับน้ำตาด้วยนะคะ เผื่อว่าภาพตรงหน้ามันจะสวยงามจนเกินกว่าที่คนใจแคบอย่างคุณจะรับไหว" น้ำเสียงของเอลีน่าเจือความเยาะหยันที่ทรงพลังพอจะทำให้บรรยากาศรอบกายของเรือนกระจกตระกูลวาลเลน ที่กำลังจะล่มสลายเย็นเยียบลงในพริบตา ลูเซียนสะดุ้งสุดตัว รอยยิ้มเยาะที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ เขากวาดสายตามองแปลงดอกไม้แห้งเหี่ยวตรงหน้าสลับกับร่างระหงในชุดเดรสสีมรกตที่ยืนกอดอกอย่างเหนือกว่าด้วยแววตาสสมเพช "เธอเสียสติไปแล้วจริงๆสินะ เอลีน่า! ดอกไม้พวกนี้มันตายสนิทไปตั้งแต่สามเดือนก่อน เวทมนตร์แห่งดินของเธอก็แค่พลังกระจ้อยร่อยระดับสาม จะเอาปัญญาที่ไหนมาฟื้นฟู สภาพแบบนี้ต่อให้เป็นราชครูแห่งเวทมนตร์ก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอ...!" คำพูดของลูเซียนขาดห้วงลงทันที เมื่อปลายนิ้วเรียวของเอลีน่าแตะสัมผัสลงบนผืนดินสีเทาแห้งกรากเบื้องล่างอย่างแผ่วเบา *ฟรึบ—!* ไม่ใช่เสียงเวทมนตร์ที่รุนแรงและเกริ่นนำอลังการ แต่เป็นความเงียบงันชั่ววินาทีที่ทำให้หัวใจของทุกคนในที่นั้นกระตุกวูบ ทันทีที่ปลายนิ้วของเธอสัมผัสลงไป เส้นสายสีทองเรืองรองราวกับเส้นเลือดของผืนแผ่นดินก็ระเบิดประกายระยิบระยับขึ้นจากใต้ดิน มันไม่ใช่พลังเวทมนตร์หยาบๆ ที่ใช้กำลังกดดัน แต่เป็น "ชีพจร" ของธรรมชาติที่ตื่นจากการหลับใหล คาร์ลอสที่ยืนกอดอกนิ่งอยู่ข้างกาย หรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาคมกริบสะท้อนแสงสีทองอบอุ่นนั้นด้วยความทึ่ง เขาไม่เคยเห็นเวทมนตร์สายพฤกษศาสตร์บริสุทธิ์ถึงเพียงนี้มาก่อน มันคือพลังที่สามารถเจรจากับวิญญาณแห่งดินโดยไม่ต้องพึ่งพาคาถาอาคมใดๆ ทั้งสิ้น มีเพียงผู้ที่มีจิตวิญญาณเชื่อมโยงกับธรรมชาติอย่างแท้จริงเท่านั้นจึงจะทำได้ กลิ่นหอมหวานของดินชื้นหลังฝนตกแรกเริ่มลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ตามมาด้วยปาฏิหาริย์ที่ทำให้ลมหายใจของทุกคนสะดุด ยอดอ่อนสีเขียวมรกตผุดทะลุแผ่นดินแห้งแล้งขึ้นมานับพันนับหมื่นต้นอย่างรวดเร็วราวกับภาพสโลว์โมชันในความฝัน พวกมันเติบโต แตกกิ่งก้านสาขา และผลิดอกออกผลแข่งกันเบ่งบานท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามบ่าย ดอก "ซิลเวอร์ลูมินา" ดอกไม้หายากราคาแพงลิบลิ่วที่เติบโตได้เฉพาะในเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ กลับทอประกายระยิบระยับราวกับเกล็ดเพชร กลีบดอกสีเงินยววงซ้อนทับกันอย่างงดงาม ส่งกลิ่นหอมละมุนที่ช่วยชำระล้างจิตใจให้ปลอดโปร่งจนน่าอัศจรรย์ เรือนกระจกที่เคยเป็นซากปรักหักพัง ในตอนนี้กลับกลายเป็นสวนสวรรค์แห่งดอกไม้เรืองแสงที่งดงามราวกับภาพวาดของจิตรกรเอก "เป็น... เป็นไปไม่ได้..." ลูเซียนก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ใบหน้าของเขาซีดเผือดไร้สีเลือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกจนแทบถลนออกมา มือที่เคยชี้หน้าเอลีน่าสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ "ดอกไม้พวกนี้... มันสูญพันธุ์ไปจากอาณาจักรนี้แล้วนี่! เธอทำมัน... เธอทำได้อย่างไรกัน!" เอลีน่าค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้างดงามประดับด้วยรอยยิ้มหวานหยดที่แฝงไปด้วยความคมกริบราวน้ำแข็ง เธอก้าวเข้าไปใกล้ชายหนุ่มผู้เคยเป็นคู่หมั้นทีละก้าว เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นหินดัง กัป-กัป-กัป ราวกับเสียงนาฬิกานับถอยหลังสู่ความพินาศของเขา "ความรู้คืออำนาจค่ะคุณลูเซียน... น่าเสียดายที่สมองอันน้อยนิดของคุณมีไว้แค่ประดับกะโหลก จึงไม่เข้าใจว่าธรรมชาติไม่ได้ปฏิเสธคนที่ไร้ค่า แต่มันแค่ 'ไม่ต้อนรับ' คนที่ไร้ความจริงใจต่างหากล่ะคะ" คำพูดนั้นแทงใจดำจนลูเซียนหน้าชาหนึบ ราวกับถูกตบเข้าที่กลางใบหน้าอย่างแรงท่ามกลางสายตาของบรรดาพ่อค้าและขุนนางที่เริ่มทยอยเข้ามามุงดูเหตุการณ์ด้วยความตื่นตะลึง เสียงซุบซิบนินทาดังระงมขึ้นทันที ทุกสายตาที่เคยดูถูกเหยียดหยามเอลีน่า บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความหวาดหวั่นและทึ่งในความสามารถที่เหนือความคาดหมาย "นั่น... นั่นมันดอกซิลเวอร์ลูมินาไม่ใช่หรือ? ดอกไม้ที่ตระกูลดยุกคาร์ลอสเคยประกาศรับซื้อในราคากลีบละสเหรียญทองคำเชียวนะ!" "พระเจ้าช่วย... แค่แปลงนี้แปลงเดียว มูลค่ามันก็น่าจะทะยานแตะหลักร้อยล้านเหรียญทองเข้าไปแล้ว!" "นางร้ายผู้โชคร้ายถูกเนรเทศอะไรกันแบบนี้... นี่เธอกลายเป็นเศรษฐีพันล้านในชั่วข้ามคืนแล้วต่างหาก!" เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นรอบด้าน ลูเซียนรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่กลางลานประหาร หน้าตาของเขาชาดิกจนแทบไม่มีที่ยืน เขากัดฟันกรวดด้วยความแค้นเคือง พยายามจะหาทางเอาคืน "มะ... ไม่แน่ว่าเธออาจจะใช้เวทมนตร์มายากลลวงตาก็ได้! ดอกไม้พวกนี้อาจจะเหี่ยวเฉาลงในไม่กี่นาที...!" "อยากพิสูจน์ไหมคะ?" เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจดังแทรกขึ้น ขัดจังหวะความดิ้นรนของลูเซียนอย่างเฉียบขาด ดยุกคาร์ลอส้าวเท้าก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างเอลีน่า ไอร้อนจากความเป็นผู้นำและบรรยากาศกดดันระดับขุนนางชั้นสูงแผ่ซ่านออกมาจนลูเซียนต้องหุบปากฉับ คาร์ลอสปรายตามองลูเซียนด้วยหางตาราวกับมองมดปลวกตัวหนึ่ง ก่อนจะหันไปสบตากลับเอลีน่าด้วยแววตาที่อ่อนลงเล็กน้อยอย่างคาดไม่ถึง "ในฐานะผู้ตรวจการเขตแดนชายแดน ข้าขอรับรองว่าดอกไม้เหล่านี้เป็นของจริง และมีชีวิตชีวาอย่างสมบูรณ์แบบทุกประการ" คาร์ลอสกล่าวเสียงก้อง กวาดสายตาดุจพญาอินทรีมองไปยังฝูงชน "และในฐานะเจ้าของสิทธิ์การค้า... ข้าขอเหมาซื้อผลผลิตจากสวนนี้ทั้งหมด ด้วยราคา 'สองเท่า' ของตลาดกลางอาณาจักรทันทีค่ะ" *กริ๊ง—!* เสียงเหรียญทองนับแสนเหรียญถูกโอนผ่านระบบเวทมนตร์คลังหลวงดังขึ้นก้องในอากาศ พร้อมกับหน้าต่างแสดงผลสถานะความมั่งคั่งของเอลีน่าที่พุ่งทะยานทะลุเพดานจนระบบส่งเสียงแจ้งเตือนเต้นระรัว เอลีน่าแย้มยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจ เธอหันไปมองลูเซียนที่ตอนนี้เข่าทรุดลงไปกองกับพื้นด้วยความสิ้นหวัง พร้อมกับเอ่ยประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงหวานละมุนแต่เชือดเฉือนลึกถึงกระดูก "ขอบคุณสำหรับบททดสอบโง่ๆ ของคุณนะคะคุณลูเซียน... เพราะมันทำให้ฉันรู้ว่า 'ความจน' เนี่ย มันน่ารังเกียจจริงๆ จนฉันไม่อยากกลับไปจนอีกเลยล่ะค่ะ" ทว่า ในวินาทีที่ความสะใจกำลังพرو่งพรั่งถึงขีดสุดนั้นเอง... จู่ๆ บรรยากาศรอบตัวก็เย็นเยียบลงอย่างฉับพลัน ลมพายุหมุนปริศนาพัดกระโชกแรงจนกลีบดอกซิลเวอร์ลูมินากระจัดกระจายไปทั่วท้องฟ้า เงาร่างสีดำทมิฬร่างหนึ่งปรากฏขึ้นบนยอดกำแพงเรือนกระจก พร้อมกับเสียงปรบมือช้าๆ ที่เต็มไปด้วยจิตสังหารอันคุ้นเคย *แปะ... แปะ... แปะ...* "ช่างเป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมเสียจริง... น้องสาวตัวแสบของพี่" ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านตอนนี้นะคะ หวังว่าจะจุใจและสนุกไปกับความสตรองของเอลีน่านะคะ!
สารจากนักเขียน (ม่านหมอกโรแมนซ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหนูผู้โชคร้ายกับอาณาจักรดอกไม้พันล้าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%