กลิ่นกำยานจาง ๆ ที่ยังติดตรึงอยู่บนปกเสื้อสูทเนื้อดี ไม่ได้น่ารำคาญเท่ากับรอยยิ้มมุมปากของเพลิงกัลป์ที่ยังติดค้างอยู่ในห้วงความคิดของร้อยตำรวจเอกธีธัช
หมอกหนาทึบของยามวิกาลแผ่ตัวเข้าปกคลุมเขตพื้นที่หวงห้ามรอบโรงงานร้างริมแม่น้ำเจ้าพระยา สถานที่ซึ่งปมปริศนาของคดีฆาตกรรมต่อเนื่องกำลังรอการคลี่คลาย ภายใต้ข้อจำกัดทางกฎหมายและอำนาจมืดที่เจ้าหน้าที่รัฐอย่างเขาเอื้อมไม่ถึง ทำให้ทางเลือกสุดท้ายกลายเป็นเรื่องน่าขัน—การต้องแบกศักดิ์ศรีของตำรวจน้ำดี มาเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับจอมขมังเวทผู้ใช้ไสยเวทเป็นเครื่องมือหากิน
"คุณเดินช้าไปนิดนะ ผู้กอง... ถ้ามัวแต่พะวงเรื่องรอยกระสุนในที่เกิดเหตุ ระวังวิญญาณเร่ร่อนแถวนี้จะลากขาคุณลงไปนอนเล่นในโคลนซะก่อน"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นจากความมืดเบื้องหน้า เพลิงกัลป์ยืนพิงเสาปูนเปลือย มือข้างหนึ่งถือตะเกียงโบราณที่ให้แสงสีส้มสลัว เผยให้เห็นโครงหน้าคมคายและแววตาสีเข้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันแต่น่าค้นหาในเวลาเดียวกัน ชายหนุ่มอยู่ในชุดเสื้อคลุมสีเข้มทับด้วยเครื่องรางอาคมที่กระทบกับแสงไฟสะท้อนประกายวับวับ
ธีธัชก้าวเท้าเข้าไปใกล้โดยไม่เกรงกลัว รองเท้าคอมแบทเหยียบย่ำลงบนพื้นคอนกรีตที่เปียกชื้น เสียงดังสะท้อนก้องในความเงียบ เขาปรายตามองวัตถุโบราณในมืออีกฝ่ายด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ตามสัญชาตญาณ
"ผมไม่กลัวผีสางเทวดาที่ไหนหรอกเพลิงกัลป์... สิ่งเดียวที่ผมกลัว คือการที่คนอย่างคุณกำลังพยายามบิดเบือนหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ด้วยพิธีกรรมงมงายพวกนั้น" ธีธัชสวนกลับ น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม เจือด้วยความดุดันของนายตำรวจผู้ยึดมั่นในตรรกะ
เพลิงกัลป์หัวเราะในลำคอ เสียงนั้นนุ่มนวลทว่าชวนให้ขนลุกเกรียว เขาขยับกายเข้าไปใกล้ ร่างสูงใหญ่ของทั้งคู่ยืนประจันหน้ากันในระยะประชิด กลิ่นกายผสมผสานกับกลิ่นจันทร์หอมและไอน้ำค้างยามดึกทำให้บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดขึ้นอย่างประหลาด ความต่างขั้วระหว่างวิทยาศาสตร์และไสยเวทปะทะกันจนเกิดประจุไฟฟ้าทางอารมณ์ที่รุนแรง
"วิทยาศาสตร์บอกคุณได้ไหมล่ะผู้กอง... ว่าทำไมศพทุกศพถึงไม่มีรอยแผลภายนอก แต่กระดูกภายในกลับแหลกละเอียดราวกับถูกบดขยี้ด้วยค้อนยักษ์ที่มองไม่เห็น?" เพลิงกัลป์โน้มใบหน้าลงมากระซิบข้างใบหูของนายตำรวจหนุ่ม ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับต้นคอจนธีธัชต้องผถันถอยหลังไปครึ่งก้าวด้วยสัญชาตญาณการป้องกันตัว "นั่นไม่ใช่ฝีมือของมีดหมอหรือปืน... แต่มันคือ 'อาคมทับธรณี' ที่ถูกส่งมาจากจิตอัปลักษณ์ของใครบางคนที่คุณก็รู้จักดี"
ธีธัชขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดคือความจริงที่ค้างคาใจเขามาตลอดสามวันเต็ม ศพแล้วศพเล่าที่ถูกพบในเขตรับผิดชอบ ล้วนไร้ร่องรอยการต่อสู้ ไร้ DNA ของฆาตกร ทิ้งไว้เพียงสัญลักษณ์ประหลาดที่สลักไว้ด้วยกระแสจิตอันดำมืด
"ถ้าคุณรู้ดีนัก ทำไมเราไม่ลองเข้าไปพิสูจน์ข้างในนั้นดู..." ธีธัชเปลี่ยนเรื่อง พยักเพยิดไปยังประตูเหล็กบานใหญ่ที่ถูกปิดตายด้วยโซ่ตรึงและยันต์สีแดงฉาน "ทางเข้าเขตหวงห้ามของโรงงานร้าง... ที่ที่ข่าวบอกว่ามีคนงานหายสาบสูญไปนับสิบชีวิต"
เพลิงกัลป์หรี่ตามองรอยยิ้มหยันบนใบหน้าของนายตำรวจหนุ่ม ก่อนจะยกมือขึ้นแตะปมเชือกอาคมที่พันรอบข้อมือตนเองเบา ๆ "ด้วยความยินดีครับผู้กอง... แต่บอกไว้ก่อนนะว่า ข้างในนั้นไม่ได้ต้อนรับคนใจเสาะ หรือกระทั่งตำรวจที่เอาแต่ก้มหน้ามองหาปลอกกระสุน"
ทั้งสองก้าวผ่านประตูเหล็กที่ถูกสะเดาะออกด้วยกุญแจผีผสมคาถาอาคม กลิ่นอับชื้นและกลิ่นสาปสรางพัดปะทะเข้าอย่างจังจนแทบสำลัก ภายในโถงกว้างของโรงงานร้างมีเพียงแสงไฟฉายจากมือถือของธีธัชและแสงตะเกียงของเพลิงกัลป์ที่ช่วยขับไล่ความมืดออกไปได้เพียงเสี้ยวเดียว บรรยากาศกดดันราวกับออกซิเจนในอากาศค่อย ๆ เบาบางลงทุกขณะ
พวกเขาก้าวเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางเงาตะคุ่มของเครื่องจักรขึ้นสนิมที่ดูคล้ายสัตว์ประหลาดกลายร่างในความมืด ธีธัชสาดไฟฉายไปรอบด้าน สัญชาตญาณผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ตื่นตัวเต็มที่ มือขวาจับด้ามปืนพกในซองพกซ่อนแน่น พร้อมเหนี่ยวไกได้ตลอดเวลา
เพลิงกัลป์เดินนำอยู่ครึ่งก้าว สายตาคมกริบกวาดมองไปตามพื้นและผนังราวกับกำลังอ่านแผนที่ที่มองไม่เห็น "ระวัง... เขตอาคมแรงกล้าเกินไปแล้ว" ขมังเวทหนุ่มเอ่ยเตือนเสียงกระซิบ หยุดฝีเท้ากะทันหันจนธีธัชเกือบเดินชน
"อะไร..."
"ชูส์..." เพลิงกัลป์ยกมือขึ้นห้าม ดวงตาหรี่มองไปยังกองลังไม้เก่า ๆ ที่มุมห้อง ม่านหมอกบางเบาลอยวนเวียนอยู่แถวนั้น ทั้งที่ภายในอาคารไม่มีลมพัดผ่านแม้แต่น้อย
แสงไฟฉายสาดส่องไปยังเป้าหมาย ธีธัชสูดหายใจเข้าลึกเมื่อพบกับร่างของใครบางคนนั่งคุดคู้หันหลังให้พวกเขา ร่างนั้นสวมเสื้อผ้าชุดยูนิฟอร์มของโรงงานเก่า แต่สิ่งที่ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบคือ เสียงกระดูกลั่นกรอบแกลบดังออกมาจากร่างนั้นเป็นระยะ ๆ ราวกับร่างกายกำลังปรับเปลี่ยนรูปทรงด้วยความเจ็บปวดทรมาน
"เฮ้! คุณเป็นใคร ส่งเสียงมา!" ธีธัชตะโกนก้อง ชักปืนออกมาเล็งตรงไปยังร่างนั้นทันที
"อย่าเข้าไปใกล้ผู้กอง!" เพลิงกัลป์เอื้อมมือจะคว้าแขนอีกฝ่าย แต่ช้าไปเสียแล้ว
ร่างที่นั่งคุดคู้ค่อย ๆ หมุนคอหันกลับมาอย่างช้า ๆ—บิดองศาไปกว่าร้อยแปดสิบองศาจนน่าสยดสยอง ใบหน้านั้นซีดเผือด นัยน์ตาสสีขาวขุ่นไร้แววชีวิต และที่มุมปากมีคราบเลือดแห้งกรังส่งยิ้มกว้างผิดมนุษย์มาให้
ก่อนที่ธีธัชจะได้เหนี่ยวไก ร่างนั้นก็พุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของนายตำรวจหนุ่มแทบหยุดเต้น ไม่ใช่ความน่ากลัวของภูตผีตรงหน้า... แต่เป็นสัญลักษณ์รอยสักรูป 'ดอกบัวสีนิล' ที่ปรากฏอยู่บนต้นคอของร่างไร้วิญญาณนั้น
มันคือรอยสักเดียวกันกับ... น้องชายแท้ ๆ ของเขาเอง ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อห้าปีก่อน!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางในเงามืดครั้งนี้ร่วมกันนะครับ
ศัสตราอาคมกับคนชายขอบในเงามืด•ตอนที่ 3
เงื่อนตายในม่านหมอก
ผลงานโดย อรุณมนตราขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อรุณมนตราขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราอาคมกับคนชายขอบในเงามืด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!