กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นเน่าเฟะของซากพืชหมักหมมตีเข้าจมูกอย่างรุนแรงทันทีที่ล้อรถขับเคลื่อนสี่ล้อแล่นผ่านแนวเขตป้ายเตือนสีแดงฉานที่ขึ้นสนิมกรอบแกลบ ข้อความ “เขตควบคุมพิเศษ - ห้ามบุคคลภายนอกล่วงล้ำ” เลือนรางเสียจนแทบมองไม่เห็น แต่ความกดอากาศที่ลดฮวบลงอย่างฉับพลันจนแก้วหูอื้ออึงนั้นชัดเจนเสียยิ่งกว่าตัวอักษรใดๆ
รตท. ธีธัช ขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน นิ้วมือที่กำพวงมาลัยรถจนข้อต่อขึ้นสีขาวซีดกวาดตามองผ่านกระจกหน้ารังสีความมืดของป่าดิบทึบที่ไร้ซึ่งเงาแสงไฟจากโลกภายนอก ที่นี่คือ "อำเภอดับตะวัน" ดินแดนรอยต่อชายแดนที่กฎหมายของรัฐธรรมนูญเป็นได้เพียงกระดาษแผ่นบางๆ เมื่อเทียบกับอำนาจลึกลับของไสยเวทและแรงอาฆาตพยาบาทที่สะสมมาหลายชั่วอายุคน
ภาพติดตาจากวิญญาณไร้หัวที่ฉีกยิ้มกว้างถึงใบหูเมื่อค่ำคืนก่อนยังคงหลอกหลอนประสาทสัมผัส มันไม่ใช่ภาพหลอนจากความอ่อนเพลีย แต่มันคือคำประกาศิตจากความตาย—คำเตือนว่าสิ่งที่พวกเขากำลังตามล่าหาตัวตน ไม่ใช่แค่มนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ หากแต่เป็นปีศาจที่สวมร่างมนุษย์
"คุณกำลังใช้ความโกรธขับรถ แทนที่จะใช้สติ, หมวดธีธัช"
เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบเอ่ยขึ้นจากเบาะข้างคนขับ เพลิงกัลป์ไม่ได้หันมามองเขาด้วยซ้ำ ชายหนุ่มในชุดเสื้อคลุมสีเข้มทิ้งน้ำหนักตัวพิงพนักเบาะอย่างผ่อนคลาย นิ้วเรียวยาวกำลังบรรจงใช้ผ้าแพรเชือกสีดำเช็ดใบมีดหมอโบราณที่สะท้อนแสงไฟสลัวจากหน้าปัดรถ ความเยือกเย็นของอีกฝ่ายตัดกับความเดือดดาลในอกของธีธัชอย่างสิ้นเชิง จนมันน่าหงุดหงิด
"ผมไม่ได้โกรธ เพลิงกัลป์... ผมแค่เกลียดความไร้เหตุผล" ธีธัชสวนกลับเสียงลอดไรฟัน สายตายังคงจับจ้องถนนลูกรังที่ขรุขระและเต็มไปด้วยหมอกหนาทึบที่ลอยต่ำเรี่ยพื้นดิน "ที่นี่ไม่มีกฎหมาย ไม่มีหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ มีแต่พวกงมงายที่พร้อมจะปกปิดความผิดด้วยคำว่า 'อาคม' คุณคงชอบใจล่ะสิ เพราะมันคือสนามเด็กเล่นของคุณ"
เพลิงกัลป์ชะงักมือที่กำลังเช็ดใบมีด ดวงตาคมกริบสีนิลภายใต้กรอบเงาสลัวหันมามองตำรวจหนุ่ม มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่อ่านไม่ออก มันเป็นรอยยิ้มที่ทั้งเย้ายวนและอันตรายในเวลาเดียวกัน
"คุณเข้าใจผิดมหันต์เลยล่ะ หมวด" เพลิงกัลป์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงความเฉียบคมบาดลึก "สนามเด็กเล่นที่ผมชอบ ไม่ใช่สถานที่ที่เต็มไปด้วยไสยเวท... แต่เป็นจิตใจของมนุษย์ต่างหาก ที่มืดมนและสกปรกยิ่งกว่าซากศพในป่าช้าหลายเท่า ไสยเวทก็เป็นแค่เครื่องมือ... เหมือนปืนในมือคุณนั่นแหละ มันไม่มีความผิด มันอยู่ที่ว่าใครเป็นคนเหนี่ยวไก"
คำพูดนั้นจี้ใจดำของธีธัชเข้าอย่างจัง ตำรวจหนุ่มเม้มปากแน่น ไม่ยอมตอบโต้อะไรอีก บรรยากาศภายในรถกลับมาอึมครึมและกดดันยิ่งกว่าเดิม มีเพียงเสียงเครื่องยนต์คำรามก้องท่ามกลางความเงียบสงัดของป่าใหญ่ที่ไร้เสียงจิ้งรีดเรไรร้องระงม ราวกับว่าสรรพชีวิตในเขตปกครองพิเศษแห่งนี้ถูกอำนาจบางอย่างสะกดให้ปิดปากเงียบสนิท
รถแล่นลึกเข้ามาจนถึงใจกลางหมู่บ้านร้างแห่งหนึ่ง บ้านเรือนไม้สักโบราณยกใต้ถุนสูงเรียงรายอยู่สองข้างทาง ทุกหลังปิดตาย หน้าต่างทุกบานถูกตอกปิดด้วยแผ่นไม้และตอกย้ำด้วยยันต์สีแดงฉานที่ซีดจางตามกาลเวลา กลิ่นอายความตายแผ่ซ่านอบอวลอยู่ในอากาศจนรู้สึกได้ถึงความอึดอัดที่กดทับลงบนทรวงอก
เพลิงกัลป์เปิดประตูรถก้าวลงไปก่อน อากาศเย็นเยียบติดลบทันทีที่เท้าแตะพื้นดิน นายพรานและหมอผีหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบๆ สัญชาตญาณนักล่าของเขาตื่นตัวเต็มที่ มือข้างหนึ่งแตะอยู่ที่ด้ามมีดหมอใต้ร่มผ้า ขณะที่สายตาคมกวาดมองขึ้นไปบนเรือนไม้หลังใหญ่ที่สุดใจกลางหมู่บ้าน
"ลงมาสิครับ หมวด... แขกที่เราตามหา กำลังรอต้อนรับเราอยู่"
ธีธัชก้าวตามลงมา มือถือปืนพกประจำกายมั่น ปลุกสัญชาตญาณผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ขึ้นมาต่อต้านความกลัว เขากวาดไฟฉายแรงสูงส่องกราดไปทั่วบริเวณ ลำแสงสีขาวตัดผ่านความมืด เผยให้เห็นเศษกระดูกสัตว์และกองขี้เถ้าปริศนากระจัดกระจายอยู่ตามพื้นดิน
"ไม่มีใครหรอ... บ้านนี้ร้างมาเป็นสิบปีแล้ว ข้อมูลในสำนวนบอกไว้ชัดเจนว่าชาวบ้านอพยพหนีโรคระบาดเมื่อยี่สิบปีก่อน" ธีธัชเอ่ยขึ้น พยายามค้นหาเหตุผลทางตรรกะมาหักล้างความรู้สึกหนสันหลังวาบที่กำลังก่อตัวขึ้น
"ข้อมูลในสำนวนเขียนขึ้นโดยคนที่นั่งพิมพ์อยู่ในห้องแอร์ในเมืองหลวง" เพลิงกัลป์ก้าวเดินนำหน้าไปช้าๆ รองเท้าคอมแบทเหยียบย่ำลงบนใบไม้แห้งเกิดเสียงกรอบแกรบ "พวกเขาไม่รู้หรอกว่า คนที่หนีโรคระบาดจริงๆ น่ะคือใคร... และใครกันแน่ที่ถูกกักขังให้อยู่ที่นี่เพื่อเฝ้า 'บางสิ่ง' เอาไว้"
ทั้งสองเดินมาหยุดอยู่ที่บันไดทางขึ้นเรือนไม้สักโบราณ บานประตูไม้เก่าคร่ำคร่าไม่ได้ลงกลอน แต่มันแง้มเปิดออกเองอย่างเชื่องช้า ราวกับมีใครบางคนกำลังยืนรอต้อนรับอยู่ด้านใน เสียงเอี๊ยดอ๊าดของบานพับไม้ดังเสียดสีกันบาดแก้วหู ท่ามกลางความมืดสนิทที่ดูราวกับปากเหวที่พร้อมจะกลืนกินทุกชีวิต
เพลิงกัลป์ยื่นมือไปแตะไหล่ของธีธัชเบาๆ เพื่อหยุดยั้งก้าวเดิน สัมผัสจากปลายนิ้วของอีกฝ่ายเย็นเฉียบจนธีธัชสะดุ้งเล็กน้อย แต่ความอบอุ่นประหลาดจากฝ่ามือที่แฝงไว้ด้วยกระแสพลังงานบางอย่างกลับทำให้ความตื่นตระหนกในใจสงบลงอย่างน่าประหลาด
"ระวังตัวด้วยครับ... กลิ่นอายแบบนี้ไม่ใช่แค่ภูตผีธรรมดา" เพลิงกัลป์กระซิบชิดริมหู น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นเป่ารดต้นคอจนเส้นขนลุกชัน "มันคือ 'อาคมเลือด' ที่ใช้แลกเปลี่ยนกับวิญญาณระดับสูง... ถ้าคุณเผลก้าวพลาดไปก้าวเดียว วิญญาณของคุณจะถูกจองจำไว้ที่นี่ตลอดกาล"
ธีธัชหันไปสบตากับเพลิงกัลป์ ในความมืดสนิทนั้น ดวงตาของจอมขมังเวทหนุ่มเป็นประกายวาววับด้วยความตื่นเต้นและท้าทาย มันไม่ใช่ความกลัว แต่มันคือความกระหายที่จะเผชิญหน้ากับความเร้นลับ เคมีอันตรายระหว่างพวกเขาทั้งสองคนพุ่งพล่านขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่ใกล้ตาย
ตำรวจหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปลดเซฟปืนในมือแน่น "ผมไม่เชื่อเรื่องวิญญาณ... ผมเชื่อแค่ว่า ถ้ามันมีเลือด มันก็ต้องตายได้เหมือนกัน"
พูดจบ ธีธัชก็ก้าวขึ้นบันไดไม้เป็นคนแรก ผลักบานประตูไม้เก่าๆ ให้เปิดกว้างออกด้วยความเด็ดเดี่ยว ลำแสงไฟฉายสาดส่องเข้าไปภายในตัวบ้าน กวาดผ่านหยากไย่หนาเตอะและฝุ่นละอองที่ลอยเคว้งคว้าง
ทว่า... ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าในรัศมีแสงไฟ กลับทำให้ลมหายใจของธีธัชขาดห้วงไปในทันที
กลางห้องโถงกว้าง ไม่มีโครงกระดูก ไม่มีข้าวของผุพัง... แต่กลับมีร่างของหญิงสาวในชุดไทยโบราณชุ่มโชกไปด้วยเลือด นั่งหันหลังให้อยู่บนตั่งไม้แกะสลัก เส้นผมยาวสลวยสีดำสนิทแผ่สยายลงมาถึงพื้น และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ... ร่างนั้นกำลังเอ่ยปากร้องเพลงกล่อมเด็กด้วยน้ำเสียงแหบพร่าโหยหวน
และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงกระซิบเย็นเยียบก็ดังขึ้นจากความมืดสนิทเบื้องหลังพวกเขา—
*“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน... สามีของฉัน...”*
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งลงไปในความมืดและเงื่อนไขอันซับซ้อนของจิตใจมนุษย์ร่วมกันนะครับ
ศัสตราอาคมกับคนชายขอบในเงามืด•ตอนที่ 16
ในดินแดนไร้แสง
ผลงานโดย อรุณมนตราขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อรุณมนตราขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราอาคมกับคนชายขอบในเงามืด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!