เสียงกระแทกของจอกชาหยกขาวลงบนโต๊ะไม้จันทน์หนักหน่วงพอที่จะเรียกสติของทุกคนในค่ายพักแรมใหญ่ให้กลับมาสู่ความเป็นจริง กลิ่นอายของชาผู่เอ่อร์เข้มข้นลอยกรุ่นเคล้าไปกับบรรยากาศที่ตึงเครียดเสียจนแทบจะใช้มีดกรีดให้ขาดออกจากกันได้
“แผนการเคลื่อนพลผ่านช่องเขาอู๋หลิงที่กุนซือฉู่เสนอมาเมื่อครู่... ช่างเป็นกลยุทธ์ที่ ‘งดงาม’ เสียจนข้าเกือบจะลืมไปว่า เบื้องหลังความงดงามนั้นคือทหารนับหมื่นนายต้องเดินเข้าสู่ปากเหว”
หลวนเฟยเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางไม่ได้ดังแต่กลับก้องกังวานบาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของนายกองทุกท่านที่นั่งล้อมรอบแผนที่จำลอง แม่ทัพหญิงในชุดเกราะหนังสีเข้มทอประกายเย็นเยียบ ดวงตาคมปลาวาฬหรี่ลงเล็กน้อยยามจ้องมองบุรุษผู้มีตำแหน่งกุนซือแห่งกองทัพหลวง
ฉู่เหยียนไม่ได้สะทกสะท้านต่อสายตานั้นแม้แต่น้อย เขายังคงนั่งหลังตรงอย่างสง่างาม ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะเบาๆ บนพนักเก้าอี้เป็นจังหวะเชื่องช้าราวกับกำลังฟังเสียงดนตรีบรรเลงในหอคอยอันเงียบสงบ มากกว่าจะเป็นการถกเถียงเรื่องความเป็นความตายของสนามรบ
“ท่านแม่ทัพหลวนเข้าใจคลาดเคลื่อนแล้วกระมั้งคะ... อภัยด้วย ข้าหมายถึง ท่านแม่ทัพหลวนเข้าใจคลาดเคลื่อนแล้ว” ฉู่เหยียนจงใจเว้นจังหวะ รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากแฝงความเย้ยหยันไว้อย่างแนบเนียน “ช่องเขาอู๋หลิงไม่ใช่ปากเหว แต่เป็น ‘ทางแคบ’ ที่หากเราก้าวผ่านไปได้ ข้าศึกที่รออยู่เบื้องล่างย่อมตื่นตระหนกจนไม่ทันตั้งตัว สงครามไม่เคยมีชัยชนะใดที่ได้มาโดยไม่ต้องแลกหยาดเหงื่อ... หรือท่านแม่ทัพเกรงว่า ทหารของท่านจะเปื้อนโคลนมากเกินไปจนเสียเกียรติยศกันแน่?”
บรรยากาศในกระโจมพลันเย็นเยียบลงไปอีกขั้น นายกองหลายคนเริ่มขยับตัวอึดอัด อุดมการณ์ระหว่างฝ่ายบู๊ที่ยึดมั่นในความองอาจตรงไปตรงมา กับฝ่ายบุ๋นที่ใช้กลอุบายและเล่ห์เหลี่ยมเข้าห้ำหั่น ปะทะกันรุนแรงผ่านประกายตาของคนทั้งคู่
หลวนเฟยแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเย็นชาและไร้ซึ่งความขบขัน นางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แรงกดดันจากบารมีของแม่ทัพผู้ผ่านศึกมานับไม่ถ้วนแผ่ซ่านออกมาจนผู้คนต้องกลั้นหายใจ นางก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะแผนที่ ประชิดตัวกุนซือหนุ่มจนระยะห่างเหลือเพียงแค่เอื้อมมือ
“เกียรติยศของทหารใต้บังคับบัญชาของข้า คือการได้ตายอย่างสมศักดิ์ศรีในสนามรบ ไม่ใช่การถูกหลอกให้เดินไปเป็นเหยื่อล่อเพื่อซื้อเวลาให้แผนการอันสกปรกของใครบางคนบรรลุผล” หลวนเฟยโน้มตัวลงเล็กน้อย ดวงตาดำขลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของฉู่เหยียนราวกับจะค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากความสุขุม “ท่านกล้าพูดต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้หรือไม่ ว่าการเสียสละกองหน้าหน่วยนั้น เป็นส่วนหนึ่งในฎีกาถวายรายงานของท่านแต่แรก หรือมันเป็นแค่หมากเบี้ยที่ท่านเพิ่งนึกขึ้นได้บนโต๊ะอาหารเย็นวานนี้กันแน่ กุนซือฉู่?”
ฉู่เหยียนเงยหน้าขึ้นรับสายตานั้นอย่างไร้ความหวาดหวั่น ระยะห่างที่ใกล้เสียจนเขาสามารถรับรู้ถึงไออุ่นและกลิ่นอายเฉพาะตัวของนาง กลิ่นสนและเหล็กกล้าที่ผสมผสานกันอย่างเป็นเอกลักษณ์ มันไม่ใช่กลิ่นของผู้หญิงในห้องหอ แต่เป็นกลิ่นของสนามรบ... กลิ่นที่เขามักจะพยายามหลีกหนีมาตลอดหลายปี แต่กลับเป็นกลิ่นเดียวกับที่ดึงดูดใจเขาอย่างประหลาดในยามนี้
เขายกยมุมปากขึ้นอีกครั้ง ดวงตาคู่คมพินิจพิเคราะห์ใบหน้างดงามที่เปี่ยมด้วยโทสะนั้นด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบาย
“ท่านแม่ทัพมองข้าเป็นคนใจคอโหดเหี้ยมเช่นนั้นเชียวหรือคะ?” ฉู่เหยียนจงใจใช้สรรพนามและน้ำเสียงนุ่มนวลชวนระคายหู เพื่อกวนประสาทคนตรงหน้า “สงครามไม่ใช่บทกวี หญิงสาวในห้องหออาจร้อยเรียงถ้อยคำเพื่อความรื่นรมย์ แต่คนที่กุมชะตากรรมของแผ่นดินอย่างเรา... ไม่มีสิทธิมานั่งเศร้าสลดกับหมากทุกตัวที่ต้องเดินตกกระดาน หากข้าไม่ใจร้ายพอที่จะสละทหารหนึ่งกองพัน วันนี้แผ่นดินต้าเฉิงอาจไม่เหลือแม้แต่แผ่นดินให้ท่านมายืนเถียงข้าอยู่ตรงนี้”
“แต่อุดมการณ์ของข้า... แผ่นดินนี้ต้องอยู่รอดด้วยความชอบธรรม ไม่ใช่ด้วยเล่ห์เหลี่ยมหลอกลวงที่เหยียบย่ำชีวิตคน!” หลวนเฟยตบโต๊ะเสียงดังสนั่น ลมหายใจของนางหอบกระชั้นด้วยความโกรธกรúc “ถ้าชัยชนะแลกมาด้วยการทรยศต่อความไว้ใจของทหารใต้สังกัด ข้า... หลวนเฟย ขอเอาหัวของตัวเองเป็นประกันว่าไม่มีวันยอมใช้แผนนี้เด็ดขาด!”
การประชุมแม่ทัพต้องยุติลงด้วยความเงียบงันที่น่าอึดอัด นายกองต่างทยอยถอยออกไปจากกระโจมทีละคนอย่างเงียบเชียบ เหลือเพียงแม่ทัพหญิงและกุนซือหนุ่มที่ยังคงยืนประจันหน้ากันอยู่ลำพัง ท่ามกลางแสงตะเกียงที่วับแวมสั่นไหวตามแรงลม
ฉู่เหยียนมองตามแผ่นหลังที่แบกรับภาระอันหนักอึ้งของนาง หัวใจที่เคยด้านชาและปิดตายมานานนับปีกลับรู้สึกแปลบปلمขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ความดื้อรั้นและอุดมการณ์ที่โง่เขลาในสายตาคนอื่น แต่มันกลับเปล่งประกายเจิดจ้าเสียจนเขารู้สึกแสบตา
เขารู้ดีว่าฮ่องเต้เซียวหมิงกำลังจับตาดูความขัดแย้งนี้อยู่ หมากกระดานนี้ไม่ได้มีแค่เขากับนาง แต่มีราชสำนักและบัลลังก์มังกรเป็นเดิมพัน หากพวกเขายังคงแตกคอกันเช่นนี้ แผนการทั้งหมดจะพังทลายลงก่อนที่ศัตรูจะทันข้ามแม่น้ำด้วยซ้ำ
“ท่านช่างดื้อรั้นเสียจริง... หลวนเฟย” ฉู่เหยียนพึมพำเบาๆ เมื่อกระโจมกลับมาเงียบสงบ
หลวนเฟยชะงักฝีเท้าที่กำลังจะเดินออกไป นางหันกลับมามองเขาด้วยสายתระแวดระวัง “ท่านยังมีอะไรจะพูดอีก?”
ฉู่เหยียนลุกขึ้นยืน ก้าวเข้าไปใกล้หญิงสาวทีละก้าวอย่างช้าๆ ความกดดันเปลี่ยนรูปแบบจากความตึงเครียดในที่ประชุม กลายเป็นบรรยากาศที่คลุมเครือและชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ
“คืนนี้... ยามสาม” ฉู่เหยียนกระซิบแผ่วเบา ริมฝีปากหยักลึกอยู่ห่างจากใบหูของนางเพียงคืบ “มาพบข้าที่ห้องทำงานส่วนตัว... ข้ามี ‘หลักฐาน’ อีกชิ้นที่ท่านอาจจะอยากเห็น ก่อนจะตัดสินใจว่าข้าเป็นคนทรยศแผ่นดิน... หรือเป็นแค่คนที่กำลังปกป้องท่านจากเงื้อมมือใครบางคนในเมืองหลวงกันแน่”
หลวนเฟยขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย กำมือแน่นระงับความรู้สึกหวั่นไหวที่จู่ๆ ก็ตีตื้นขึ้นมาในอก นางจ้องมองรอยยิ้มลึกลับที่อ่านไม่ออกบนใบหน้าของเขา
ทว่า ในวินาทีที่นางกำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธ เสียงฝีเท้าฝรุบฝราบและเสียงโลหะกระทบกันอย่างเร่งรีบก็ดังขึ้นจากด้านนอกกระโจม ตามมาด้วยเสียงตะโกนตื่นตระหนกของทหารยام
“แม่ทัพใหญ่! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! คลังเสบียงหลักทางทิศเหนือ... ถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมดอย่างไร้สาเหตุ!”
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและลุ้นระทึกไปกับหมากกระดานนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
- หมอกเหมยปลายฤดู -
หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง•ตอนที่ 7
สนามรบไม่ใช่แค่ดาบ
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!