หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง•ตอนที่ 6

รอยร้าวแห่งมิตรภาพ

ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
กลิ่นอายของหมึกจีนชั้นดีผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณในห้องลับใต้หอตำราหลวง ช่างเป็นกลิ่นที่หลวนเฟยคุ้นเคยดี... ทว่าในยามวิกาลเช่นนี้ มันกลับให้ความรู้สึกราวกับกลิ่นเลือดที่เจือจางอยู่ปลายลิ้น นิ้วเรียวยาวภายใต้ถุงหนังสำหรับฝึกทหารกระชับม้วนกระดาษบันทึกราชการเก่าคร่ำครึแผ่นนั้นแน่น จนกระดาษเนื้อหยาบเกิดรอยยับย่น ดวงตาคู่คมที่มักฉายแววเด็ดเดี่ยวราคมทวนในยามสนามรบ บัดนี้กลับไหววูบคล้ายผิวน้ำยามต้องลมพายุ ความเงียบงันภายในห้องโถงมืดทึบมีเพียงเสียงหยดน้ำจากหลังคารั่วและเสียงลมหายใจที่สะดุดเป็นจังหวะของนางเอง "ท่านแม่ทัพ... ดึกปานนี้แล้ว ยังค้นหาความจริงอันใดใหม่อยู่หรือพ่ะย่ะค่ะ?" น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยขึ้นจากมุมมืดของชั้นหนังสือไม่ทำให้หลวนเฟยสะดุ้งตกใจ นางคาดการณ์การมาของเขาไว้อยู่แล้ว ทว่าสิ่งที่ทำให้นางรู้สึกชาหนึบไปทั่วร่างกลับเป็นความจริงที่เพิ่งปรากฏอยู่ตรงหน้าต่างหาก หลวนเฟยค่อย ๆ หมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับบุรุษในชุดคลุมสีดำสนิทกลมกลืนกับรัตติกาล ฉู่เหยียน... กุนซือผู้ปราดเปรื่องผู้กุมชะตากรรมของแคว้น และผู้ที่นางเคยแม้กระทั่งยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องในยุทธภูมิผาหมอกเมฆ ดวงตาของฉู่เหยียนสงบนิ่ง ทว่าลึกลงไปกลับมีความระแวดระวังที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียน เขาก้าวเท้าเข้ามาในรัศมีแสงริบหรี่จากตะเกียงน้ำมัน ท่วงท่ามั่นคงและสง่างามราวกับพยัคฆ์ย่างก้าว แต่ในสายตาของหลวนเฟยเวลานี้ เขากลับกลายเป็นตัวหมากที่นางอ่านไม่ออกอีกต่อไปแล้ว "ข้าแค่สงสัยว่า... เหตุใดเสบียงกองทัพนับหมื่นศุกร์ที่แล้ว จึงต้องเบี่ยงเส้นทางผ่านหุบเขาอสูร ทั้งที่รู้ว่าเป็นจุดซุ่มโจมตีของแคว้นหลี่" หลวนเฟยเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าทุกพยางค์หนักแน่นดั่งก้อนศิลากระทบพื้น ฉู่เหยียนไม่ตอบทันที เขายกมือขึ้นประสานไว้เบื้องหน้า ดวงตาคู่คมมองม้วนกระดาษในมือของนาง ก่อนจะเลื่อนขึ้นสบตากับนางตรง ๆ ไม่มีรอยตื่นตระหนก ไม่มีแม้แต่การแก้ตัว "สงครามมีกลยุทธ์ แม่ทัพหลวนย่อมรู้ดีว่าบางครั้ง... การเสียสละกองหน้าส่วนน้อย คือหนทางรักษาชีวิตของคนนับแสน" คำตอบของเขาราบเรียบ ราวกับกำลังพูดถึงดินฟ้าอากาศ ไม่ใช่ชีวิตของทหารหาญนับร้อยที่ต้องสังเวยไปกับเส้นทางนั้น "รักษาชีวิตของคนนับแสน หรือเพื่อกำจัดเสี้ยนหนามที่ขัดขวางเส้นทางอำนาจของตระกูลฉู่กันแน่!" หลวนเฟยตวาดกร้าว ความอดกลั้นที่สะสมมานานระเบิดออก นางก้าวประชิดตัวเขาอย่างรวดเร็ว ปลายกระบี่ที่เหน็บอยู่ข้างเอวส่งเสียงเสียบสีกับฝักเบา ๆ ตามแรงอารมณ์ที่พุ่งสูง "ในบันทึกนี้ระบุชัดเจนว่าคำสั่งเบี่ยงเส้นทางออกราชโองการโดย 'ตราประทับลับ' ของเจ้า! ฉู่เหยียน... เจ้าเป็นคนส่งทหารเหล่านั้นไปตาย เพื่อแลกกับการบีบให้ฮ่องเต้ต้องอนุมัติงบประมาณก้อนใหม่ให้กรมอุปถัมภ์ที่ตระกูลเจ้าคุมอยู่ใช่หรือไม่!" ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ เป็นความเงียบที่น่าอึดอัดและบีบคั้นหัวใจจนแทบหยุดหายใจ ฉู่เหยียนทอดถอนหายใจแผ่วเบา รอยยิ้มจาง ๆ ที่ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขาช่างเยียบเย็นและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ถูกซ่อนเร้น "เจ้าฉลาดเกินไป หลวนเฟย... นั่นคือจุดเด่น และบางที... ก็เป็นจุดตายของเจ้า" "เจ้าสารภาพแล้วสินะ" หัวใจของหลวนเฟยกระตุกวูบ ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นริ้วขึ้นมาในอก ความรู้สึกที่นางไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นกับบุรุษผู้เย็นชาผู้นี้ มิตรภาพ ความไว้วางใจ และความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางสมรภูมิ... ทั้งหมดเป็นเพียงภาพลวงตาในหมากกระดานของเขาอย่างนั้นหรือ "ข้าไม่เคยปฏิเสธว่าข้าทำเพื่ออะไร" ฉู่เหยียนก้าวเข้าไปหาหลวนเฟยทีละก้าว ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนเหลือเพียงคืบ กลิ่นอายเฉพาะตัวของเขา—กลิ่นจาง ๆ ของสนยามต้องฝนและชาอุ่น—โชยเข้าจมูก ปลุกเร้าความรู้สึกซับซ้อนที่ตีรันกันอยู่ในอกของนาง "แผ่นดินนี้เน่าเฟะเกินกว่าจะเยียวยาด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ฮ่องเต้ระแวงในอำนาจทหาร ขุนนางกังฉินสูบกินเลือดเนื้อราษฎร ถ้าข้าไม่เดินหมากด้วยมือเปื้อนเลือดเหล่านี้ แล้วใครจะเป็นคนกวาดล้างความโสมมนี้ลง?" "ด้วยการเหยียบย่ำชีวิตคนอื่นนะหรือ! เจ้ากับพวกมันต่างกันตรงไหน!" นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาดุดันฉายแววตัดพ้อที่นางเองก็ไม่อยากให้เขาได้เห็น "ข้าเคยคิดว่าเรามีอุดมการณ์เดียวกัน... ข้าเคยคิดว่าเจ้าคือคนเดียวที่เข้าใจความหมายของการปกป้องแผ่นดินนี้อย่างแท้จริง" "แล้วการปกป้องในแบบของเจ้ามันได้ผลลัพธ์อันใดเล่า?" ฉู่เหยียนสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเขาเริ่มสั่นเครือด้วยอารมณ์ที่ถูกกดทับมานาน เขายื่นมือออกไปราวกับจะคว้าจับหัวไหล่ของนาง แต่แล้วก็ชะงักค้างกลางอากาศ ก่อนจะดึงกลับไปประสานไว้แน่น "เจ้าดึงดันจะรบอย่างตรงไปตรงมา ชนะในสนามรบแต่พ่ายแพ้ในราชสำนัก ทหารของเจ้าตายในสนามรบเพราะความซื่อบื้อของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่นั่งเสพสุขในเมืองหลวง เจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าชัยชนะของเจ้ามันมีความหมายอันใด หากพรุ่งนี้ฮ่องเต้ทรงพระราชทานยาพิษให้เจ้าเพราะทรงหวาดกลัวอำนาจของเจ้าขึ้นมา?" คำพูดของฉู่เหยียนราเชือกที่ดึงกระชากหน้ากากแห่งความจริงให้หลุดร่วง นางนิ่งงังไปชั่วขณะ สมองประมวลผลคำกล่าวอ้างของเขา แม้ใจจะปฏิเสธความโหดเหี้ยมนั้น แต่นางปฏิเสธความจริงข้อที่ว่าราชสำนักเน่าเฟะไม่ได้เลย ทว่า... ความลังเลใจนั้นกินเวลาเพียงเสี้ยววินาที หลวนเฟยถอยหลังไปหนึ่งก้าว ระยะห่างถูกสร้างขึ้นใหม่ พร้อมกับแววตาที่กลับมาแข็งกร้าวและเย็นชาดั่งเดิม "ต่อให้ราชสำนักจะเน่าเฟะเพียงใด ข้าก็ไม่มีวันใช้ชีวิตของราษฎรและทหารหาญมาเป็นเบี้ยในกระดานอำนาจของเจ้า ฉู่เหยียน... ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ระหว่างเราไม่มีคำว่ามิตรอีกต่อไป" นางสะบัดหน้าหนี เตรียมจะหันหลังเดินออกจากห้องลับเพื่อนำหลักฐานนี้ไปถวายฎีกาต่อหน้าพระพักตร์ ทว่า ก่อนที่ปลายนิ้วของนางจะแตะโดนบานประตูไม้หนา เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบชีวิตก็ดังขึ้นก้องกังวานมาจากทางเดินด้านนอก—เสียงฝีเท้าขององครักษ์เสื้อแพรประจำพระองค์! แสงคบเพลิงสว่างวาบสาดส่องลอดรอยแตกของประตูเข้ามา พร้อมกับเสียงประกาศก้องที่ทำให้เลือดในกายของหลวนเฟยเย็นเฉียบ "ราชโองการด่วน! แม่ทัพหลวนเฟยซ่องสุมกำลังและคบคิดกับกบฏ ล้อมหอตำราไว้ อย่าให้ผู้ใดหลุดรอดไปได้แม้แต่คนเดียว!" หลวนเฟยเบิกตากว้าง หันขวับกลับมามองบุรุษชุดดำที่ยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหลัง ท่ามกลางแสงไฟที่ลอดเข้ามา แววตาของฉู่เหยียนไม่มีความตกใจแม้แต่น้อย มีเพียงความนิ่งงันที่ลึกล้ำราวกับห้วงสมุทร และประโยคกระซิบแผ่วเบาที่ดังขึ้นข้างหูของนางในวินาทีที่ประตูกำลังถูกกระแทกเปิดออก— "ยินดีต้อนรับสู่หมากกระดานของข้า... หลวนเฟย" (ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและลุ้นระทึกไปกับหมากกระดานนี้ด้วยกันนะคะ)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%