กลิ่นอับชื้นของคุกใต้ดินหลวงผสมปะปนกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ราวกับเครื่องประหารชีวิตที่ถูกเตรียมไว้ต้อนรับผู้ไร้ความผิด หยดน้ำที่ซึมผ่านผนังศิลาแลงกระทบลงบนพื้นหินดังติ๋ง... ติ๋ง... เป็นจังหวะที่นับถอยหลังลมหายใจของคนทั้งคู่
หลวนเฟยสะบัดหน้าหนีจากถาดอาหารรสจืดชืดที่ถูกวางทิ้งไว้บนพื้นฟาง เปลวไฟจากคบเพลิงสาดส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของนาง เผยให้เห็นรอยแผลเป็นจางๆ จากสนามรบที่ถูกขับเน้นให้เด่นชัดขึ้นภายใต้เงาดำทะมึน นางไม่แม้แต่จะเหลือบแลฉู่เหยียนที่นั่งพิงผนังอีกด้านหนึ่งด้วยท่าทีสงبเสงี่ยมราวกับกุนซือผู้ปลีกวิเวกจากโลกหล้า
ความเงียบงันในห้องขังแคบๆ นี้ไม่ได้แปลว่าความสงบ แต่มันคือแรงอัดอากาศมหาศาลที่เกิดจากความหวาดระแวงของเบื้องบน
"ท่านกุนซือฉู่..." น้ำเสียงของแม่ทัพหญิงแหบพร่าเล็กน้อยจากการขาดน้ำ แต่ยังคงความเด็ดเดี่ยวไว้ครบถ้วน "หากข้าเป็นหนอนบ่อนไส้ที่ฮ่องเต้ทรงหวาดระแวงจริง ป่านนี้ท่านคงไม่ต้องมานั่งหายใจทิ้งร่วมห้องขังกับข้าเพื่อรอวันประหารหรอกกระมัง เหตุใดท่านจึงยังเลือกที่จะนิ่งเฉยในยามที่พวกมันกำลังจะลากเราไปเชือดบนลานประหารทั้งเป็น"
ฉู่เหยียนค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาคู่คมกริบนั้นไหววูบเพียงชั่วพริบตาก่อนจะกลับคืนสู่ความนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก เขาขยับตัวเล็กน้อยเพื่อลดความปวดรอยแผลจากการทรมานเบื้องต้นที่ได้รับมาก่อนหน้านักโทษคนอื่นจะถูกส่งตัวมา สมองของเขาไม่ได้หยุดหมุนแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว
"ความเงียบของข้า... ไม่ใช่การยอมจำนนต่อชะตากรรมหรอกนะแม่ทัพหลวน" ฉู่เหยียนเอ่ยเสียงนุ่ม ทว่าก้องกังวานในพื้นที่ปิดทึบ "แต่ข้ากำลังฟังเสียงฝีเท้าของคนที่ส่งข่าวต่างหาก"
หลวนเฟยหันขวับมามอง ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของบุรุษตรงหน้า นางพยายามค้นหาพิรุธหรือเจตนาซ่อนเร้น แต่สิ่งที่พบนอกจากความเหนื่อยล้าแล้ว กลับมีประกายความฉลาดเฉลียวที่ฉายชัดราวกับกระจกสะท้อนตัวนางเอง
"ท่านหมายความว่าอย่างไร"
"จดหมายลับฉบับนั้นที่ใช้ปรักปรำเรา... ลายมือตวัดหวัดแบบนั้นไม่ใช่ฝีมือของขุนนางฝ่าย문หรือฝ่ายบู๊คนใดในราชสำนัก" ฉู่เหยียนขยับกายเข้าไปใกล้กรงเหล็กที่กั้นระหว่างพวกเขา ระยะห่างลดลงจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจางๆ จากร่างกายของกันและกัน "มันเป็นรูปแบบการเขียนของกองกำลังลับตระกูลเว่ย ที่สูญหายไปตั้งแต่สงครามชายแดนเมื่อสิบปีก่อน... สงครามที่พรากครอบครัวของข้า และเกือบพรากชีวิตของท่านไป"
คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของหลวนเฟย ความระแวงสงสัยที่เคยมีมลายหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยความตกตะลึงระคนเจ็บปวด นางจ้องมองฉู่เหยียนด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
จากบุรุษผู้เป็นหมากในกระดานของฮ่องเต้ กลายเป็นผู้ร่วมชะตากรรมที่แบกรับแผลเป็นจากอดีตไม่ต่างกัน
"ตระกูลเว่ย..." หลวนเฟยพึมพำชื่อนั้นแผ่วเบา ความทรงจำอันโหดร้ายในอดีตผุดวาบขึ้นมาในหัว "แต่ตระกูลเว่ยถูกกวาดล้างจนหมดสิ้นแล้วไม่ใช่หรือ ใครกันที่จะมีอำนาจพอจะชุบชีวิตเงาปีศาจนั้นขึ้นมาเล่นงานเราอีกครั้ง"
"คนที่กลัวความสงบสุขที่สุด... และคนที่ถือกระดานหมากนี้อยู่เหนือพวกเราทุกคน" ฉู่เหยียนทอดถอนหายใจยาว แววตาของเขามีความอ่อนโยนเจือจางปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรก ยามที่มองสตรีตรงหน้าที่แม้จะอยู่ในชุดนักโทษมอมแมม แต่สง่าราศีของแม่ทัพผู้ปกป้องแผ่นดินก็ยังคงเปล่งประกายไม่เสื่อมคลาย "ข้าขอโทษ... ที่ลากท่านเข้ามาพัวพันกับเกมการเมืองสกปรกนี้"
หลวนเฟยชะงักไป นางไม่เคยคาดคิดจะได้ยินคำขอโทษจากปากของกุนซือผู้เย็นชาและเจ้าเล่ห์เช่นเขา หัวใจที่เคยด้านชาเพราะสนามรบกลับกระตุกวูบอย่างประหลาด ความใกล้ชิดในพื้นที่มืดมิดและไร้ซึ่งทางออกนี้ กลับหล่อหลอมความเห็นอกเห็นใจขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ
มือเรียวของแม่ทัพหญิงยื่นผ่านซี่กรงเหล็กออกไปโดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับหลังมือของฉู่เหยียนที่วางอยู่บนพื้น ความเย็นเยียบจากเหล็กกล้าถูกแทนที่ด้วยไออุ่นจากสัมผัสของกันและกัน ไม่มีคำพูดใดเอื้อnเอ่ยออกมาอีก มีเพียงสายตาที่สื่อความหมายลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบาย
"เราจะไม่ตายที่นี่... ฉู่เหยียน" หลวนเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เด็ดเดี่ยว และเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นที่จุดประกายขึ้นมาใหม่ในความมืด "ถ้าพวกมันอยากเล่นเกมนี้นัก เราก็จะเล่นกับพวกมันให้ถึงที่สุด"
ฉู่เหยียนยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่จริงใจที่สุดตั้งแต่เขาเหยียบย่างเข้าสู่เมืองหลวงแห่งนี้ เขากุมมือของนางกลับเบาๆ เป็นเชิงรับคำมั่นสัญญา
ทว่า... ในวินาทีที่ความอบอุ่นกำลังแผ่ซ่านเข้าสู่ก้นบึ้งหัวใจของคนทั้งคู่ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเสียงรองเท้ากระทบพื้นหินก็ดังแว่วมาจากทางเดินมืดเบื้องนอก ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของผู้คุมกะดึกปกติ แต่เป็นเสียงฝีเท้าหลายคู่ที่พยายามเร่งรีบและเก็บเสียงอย่างระมัดระวัง
ทั้งสองคนชะงัก หลวนเฟยดึงมือกลับทันที สายตาสองคู่ประสานกันด้วยความตื่นตัว ฉู่เหยียนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ประสาทสัมผัสทุกส่วนตื่นตัวถึงขีดสุด
เสียงฝีเท้าหยุดลงตรงหน้าห้องขังของพวกเขาพอดี...
เงาดำร่างหนึ่งก้าวออกมาจากความมืด พร้อมกับเสียงหัวเราะเยียบเย็นที่คุ้นหูก้องกังวาน "ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง กุนซือฉู่กับแม่ทัพหลวน... น่าเสียดายที่ความเห็นอกเห็นใจนี้ จะไม่มีวันได้ถูกนำไปใช้ในโลกหน้า"
เงาดำนั้นยกมือขึ้นสะบัดเบื้องหน้า ลูกดอกอาบยาพิษนับสิบดอกพุ่งแหวกอากาศตรงเข้ามายังซี่กรงด้วยความเร็วสูง ทว่าในจังหวะเสี้ยววินาทีนั้นเอง ฉู่เหยียนกลับคว้าตัวหลวนเฟยให้หลบลงไปด้านข้าง พร้อมกับที่มุมผนังห้องขังด้านในสุดมีเสียงกลไกบางอย่างดีดตัวขึ้น!
ปัง!
แผ่นศิลาที่ควรจะเป็นผนังทึบ กลับเลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นทางลับมืดสนิท พร้อมกับคราบเลือดสดๆ ที่หยดลงมาจากด้านบน—ไม่ใช่เลือดของพวกเขา แต่เป็นศีรษะของ “ผู้คุมหลวง” ที่กลิ้งตกลงมาแทบเท้าของทั้งคู่ พร้อมกับป้ายคำสั่งลับที่ปักคาอยู่บนหน้าผาก ซึ่งสลักตราสัญลักษณ์ของบุคคลที่พวกเขาคาดไม่ถึงที่สุด!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้ตัวละครในเกมการเมืองอันเชือดเฉือนนี้มา ณ ที่นี้นะคะ
หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง•ตอนที่ 14
จังหวะหัวใจ
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!