กลิ่นอายจางๆ ของชาผู่เอ่อร์ชั้นดีที่เพิ่งชงเสร็จยังไม่ทันลอยละล่องจางหาย ความเงียบงันภายในห้องหนังสือลับของจวนกุนซือก็ถูกฉีกกระชากด้วยเสียงแหวกอากาศของวัตถุบางอย่างที่พุ่งด้วยความเร็วสูง
*ฉึก!*
ลูกดอกเหล็กอาบยาพิษสีม่วงเข้มปักฝังลึกเข้ากับกรอบหน้าต่างไม้แกะสลัก ห่างจากขมับของฉู่เหยียนไม่ถึงคืบ หากกุนซือหนุ่มผู้สุขุมลุ่มลึกผู้นั้นเบี่ยงตัวช้าไปเพียงเสี้ยวลมหายใจ ร่างของเขาคงกลายเป็นร่างไร้วิญญาณไปแล้ว
ทว่าฉู่เหยียนไม่มีเวลาแม้แต่จะกะพริบตาเพื่อซึมซับความตายที่เพิ่งเฉียดผ่าน ดวงตาคมกริบกวาดมองเงาดำสามสายที่พุ่งทะยานทะลุกระดาษสาเข้ามาพร้อมคมดาบวาววับในความมืด พวกมันไม่ใช่แค่โจรรับจ้างทั่วไป แต่เป็นมือสังหารเงาหลวงที่ฝึกฝนมาเพื่อปลิดชีพเป้าหมายอย่างไร้ร่องรอย
ในจังหวะความเป็นความตายนั้นเอง ร่างระหงในชุดคลุมสีเข้มของแม่ทัพหญิงหลวนเฟยก็เคลื่อนไหวราวกับสายพยัฆค์ทะยานเมฆ นางไม่ได้เอ่ยปากร้องเตือนสักคำ เพราะสำหรับทหารผ่านศึกอย่างนาง คำพูดเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยในยามที่คมดาบอยู่ตรงหน้า
มือเรียวบางที่เคยตวัดกระบี่นำทัพนับหมื่นคว้าเข้าที่คอเสื้อของฉู่เหยียน แล้วกระชากร่างผอมบางของกุนซือหนุ่มให้ล้มกลิ้งหลบคมดาบแรกที่เฉียดผ่านหลังคาเสื้อไปอย่างหวุดหวิด เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังขึ้นพร้อมกับประกายไฟที่สาดกระเซ็นยามเมื่อกระบี่ประจำกายของหลวนเฟยหลุดออกจากฝักและตวัดรับคมดาบของมือสังหารคนแรกได้อย่างแม่นยำราوกับคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า
"ก้มหัวลง!"
น้ำเสียงของหลวนเฟยต่ำทุบและทรงอำนาจ แม้จะอยู่ในสถานการณ์คับขัน แต่นางกลับไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ดวงตาคู่งามฉายแววเฉียบคมดุจเหยี่ยวในยามล่าเหยื่อ
ฉู่เหยียนไม่ได้ขัดขืน แม้เขาจะคุ้นชินกับการใช้สมองวางแผนอยู่เบื้องหลังมากกว่าการคลุกวงชนเช่นนี้ แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดก็ทำให้เขาตอบสนองได้อย่างยอดเยี่ยม เขาย่อตัวลงต่ำตามแรงดึง พร้อมกับใช้มือซ้ายกวาดพู่กันและแท่นหมึกบนโต๊ะทำงานซัดใส่หน้ามือสังหารคนที่สองที่กำลังพุ่งเข้ามาทางด้านหลัง ชั่วพริบตานั้น น้ำหมึกสีดำสนิทก็สาดกระเซ็นเข้าตาของมือสังหารผู้นั้น ทำให้มันชะงักไปชั่วลมหายใจ
นั่นคือช่องว่างที่หลวนเฟยรอคอย
ร่างเพรียวบางดีดตัวลุกขึ้นพร้อมหมุนวนกลางอากาศ คมกระบี่วาดเป็นวงโค้งสีเงินยวงตัดผ่านความมืด เสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวจนแก้วหูแทบแตก มือสังหารคนแรกกระเด็นถอยหลังไปสามก้าว กระอักเลือดดำคล้ำออกมาก่อนจะล้มฟาดลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง พิษในอาวุธของพวกมันเองดูเหมือนจะย้อนกลับมาคร่าชีวิตพวกมันเสียแล้ว
ทว่ามือสังหารคนที่สามซึ่งซ่อนตัวอยู่บนขื่อคาด้านบนกลับอาศัยจังหวะชุลมุนพุ่งดิ่งลงมาพร้อมกริชคู่ในมือ เป้าหมายของมันไม่ใช่หลวนเฟย แต่พุ่งตรงไปยังหัวใจของฉู่เหยียนที่กำลังพยุงตัวลุกขึ้นจากพื้น!
"ระวัง!" หลวนเฟยอุทานขึ้นเป็นครั้งแรก น้ำเสียงเจือความร้อนรนที่นางพยายามเก็บซ่อนไว้ไม่มิด
ระยะห่างระหว่างนางกับฉู่เหยียนไกลเกินกว่าจะใช้กระบี่ đỡ ภัยได้ทัน ทางเดียวที่จะปกป้องเขาได้คือ...
หลวนเฟยไม่ลังเลแม้แต่น้อย นางทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดแล้วพุ่งทะยานเข้าไปเอาแผ่นหลังของตนเองขวางกริชมรณะนั้นไว้!
*ฉับพลัน!*
เสียงเนื้อผ้าฉีกขาดพร้อมกับรอยเลือดสีแดงสดที่ซึมทะลุเสื้อคลุมสีเข้มออกมาอย่างรวดเร็ว กริชมรณะฝังลึกเข้าที่หัวไหล่ขวาของหลวนเฟย แรงกระแทกทำให้นางทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่ง แต่ใบหน้าของแม่ทัพหญิงกลับไม่มีแม้แต่รอยนิ่วหน้าจากความเจ็บปวด มีเพียงประกายตาที่ลุกโชนด้วยโทสะ
"เจ้า..." ฉู่เหยียนเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง หัวใจที่เคยด้านชาและปิดตายมานานนับปีราวกับถูกค้อนเหล็กทุบซ้ำจนร้าวราน ภาพความสูญเสียในอดีตซ้อนทับขึ้นมาในหัว แต่นี่ไม่ใช่ภาพลวงตา นี่คือเลือดเนื้อจริงๆ ของสตรีผู้ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องเขา
ก่อนที่มือสังหารจะทันได้ดึงกริชออกและแทงซ้ำ หลวนเฟยก็ใช้มือซ้ายที่เหลืออยู่ซัดซัดตะปู่ออกไปปักเข้าที่ลำคอของมันอย่างแม่นยำ มือสังหารคนที่สามเบิกตาก้าง ปล่อยมือจากด้ามกริชแล้วล้มฟาดลงเบื้องหน้าของนาง แน่นิ่งสนิท
ความเงียบงันกลับคืนสู่ห้องหนังสืออีกครั้ง เหลือเพียงเสียงหอบหายใจเบาๆ และกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
ฉู่เหยียนรีบพุ่งเข้าไปประคองร่างของหลวนเฟย สองมือของกุนซือผู้สุขุมสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เขาฉีกชายเสื้อของตนเองออกอย่างรวดเร็วเพื่อนำมาพันแผลห้ามเลือดให้แม่ทัพหญิง สัมผัสที่ปลายนิ้วสัมผัสโดนผิวเนื้อของนางเต็มไปด้วยความร้อนรุ่มและความกังวลที่เขาไม่เคยแสดงให้ใครเห็นมาก่อน
"เจ้า... ทำไมต้องเอาตัวมารับแทนข้า? ข้าเป็นเพียงกุนซือไร้ค่าผู้หนึ่ง เหตุใดท่านจึง..." น้ำเสียงของฉู่เหยียนสั่นพร่าเล็กน้อย ซ่อนความรู้สึกผิดและบางสิ่งที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะเอ่ยออกมา
หลวนเฟยเงยหน้าขึ้นสบตาเขา รอยยิ้มบางเบาแต่เด็ดเดี่ยวปรากฏขึ้นที่มุมปาก แม้ใบซีดเซียวลงเพราะพิษแผล "ท่านกุนซือฉู่... สมองของท่านมีไว้คำนวณหมากกระดานระดับแผ่นดิน หาใช่มีไว้ให้พวกมดปลวกเหล่านี้มาทำลาย หากท่านตาย แผ่นดินนี้จะเหลือใครคานอำนาจกับฮ่องเต้... และอีกอย่าง..."
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา ราวกับจะอ่านทะลุถึงก้นบึ้งหัวใจ
"...ข้าไม่ยอมให้คนที่ข้าเลือกจะปกป้อง ต้องมาตายต่อหน้าต่อตาข้าเป็นครั้งที่สองหรอกนะคะ"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของฉู่เหยียน เขานิ่งค้างไป ประโยคที่แฝงนัยยะลึกซึ้งทำให้กำแพงในใจของเขาพังทลายลงทีละน้อย เคมีสีเทาและความฉลาดทันกันของคนทั้งคู่ไม่ได้ทำให้พวกเขายืนอยู่คนละฝั่งอีกต่อไป หากแต่ดึงดูดเข้าหากันด้วยจิตวิญญาณที่โหยหาความเข้าใจ
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลด้วยความเงียบงันอันเปราะบางนั้นเอง สายตาของฉู่เหยียนก็บังเอิญเหลือบไปเห็นสัญลักษณ์แกะสลักรูป 'ดอกบัวโลหิต' ที่ด้ามกริชมรณะของมือสังหารคนที่นอนตายอยู่บนพื้น
สัญลักษณ์นั้น... ไม่ใช่ของมือสังหารจากสำนักลับทั่วไป แต่มันคือตราประทับประจำตัวขององค์รักษ์ลับขั้นหนึ่งในตำหนักใน... ตำหนักของฮ่องเต้เซียวหมิงเอง!
มือที่กำลังพันแผลให้หลวนเฟยชะงักกึกทันที หัวใจของกุนซือหนุ่มกระตุกวูบ เมื่อตระหนักได้ว่า การลอบสังหารในคืนนี้ไม่ใช่ฝีมือของขุนนางฝ่ายตรงข้าม แต่เป็นพระราชโองการลับที่ถูกส่งตรงมาจากบัลลังก์มังกร เพื่อกำจัดทั้งกุนซือผู้รู้มาก และแม่ทัพผู้กุมกำลังทหารในคราเดียวกัน
และก่อนที่ฉู่เหยียนจะทันได้เอ่ยปากเตือนภัย เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังขึ้นก้องกังวานจากภายนอกประตูจวน พร้อมกับเสียงตะโกนก้องที่ทำเอาเลือดในกายเย็นเฉียบ
*“พบกบฏลอบปลงพระชนม์! ปิดล้อมจวนกุนซือไว้ อย่าให้ผู้ใดเล็ดลอดหนีไปได้แม้แต่คนเดียว!”*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางในเกมการเมืองอันเชือดเฉือนนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง•ตอนที่ 15
แผนซ้อนแผน
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!