กลิ่นชาผู่เออร์หมักบ่มข้ามปีลอยกรุ่นตัดกับกลิ่นอายฝนจางๆ ที่ซึมผ่านรอยต่อหน้าต่างไม้สลัก ฉู่เหยียนไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากแผ่นกระดานหมากล้อมตรงหน้า แม้จะรู้ดีว่าสตรีผู้ยืนอยู่หลังบานประตูกระดาษสาได้ก้าวเข้ามาในห้องหนังสือส่วนตัวของเขาอย่างไร้ซุ่มเสียง
ฝ่ามือเรียวยาวของแม่ทัพหญิงหลวนเฟยยังคงวางอยู่บนด้ามกระบี่สั้นประจำกาย ชุดเกราะอ่อนสีเข้มถูกถอดออกเหลือเพียงชุดผ้าไหมปักลายเมฆสีหมอกที่ขับเน้นสัดส่วนสง่างามและเยือกเย็น สายตาของนางไม่ได้มองกระดานหมาก แต่กวาดมองคราบเขม่าควันเทียนที่ยังหลงเหลือบนเชิงเทียนทองเหลือง—หลักฐานเงียบงันว่าบุรุษผู้นี้อยู่โต้รุ่งมาหลายคืนติดต่อกันเพื่อแก้เกมการเมืองของราชสำนัก
"ท่านกุนซือฉู่ช่างขยันขันแข็งเสียจริง จนลืมไปกระมังว่าใต้หล้านี้ยังมีสิ่งที่เรียกว่า 'เวลาพักผ่อน' อยู่ด้วย" น้ำเสียงของหลวนเฟยราบเรียบ ทว่าแฝงกระแสเย้าแหย่บางเบาซึ่งมีเพียงเขากับนางเท่านั้นที่รับรู้
ฉู่เหยียนวางหมากสีดำลงบนจุดสุริยันอย่างนุ่มนวล เสียงกระทบของหยกเนื้อดีดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ เขาถึงยอมเงยหน้าขึ้นสบตาคู่คมปลาบนั้น นัยน์ตาของกุนซือหนุ่มลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทรที่ยากหยั่งถึง มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่ไปไม่ถึงดวงตา
"ใต้หล้ากำลังปั่นป่วน หมากบนกระดานยังเดินไม่ถึงครึ่งทาง หากข้าหลับตาลงแม้แต่ชั่วก้านธูปเดียว หัวของแม่ทัพหลวนคงหลุดจากบ่าไปก่อนจะได้มาต่อว่าข้าเรื่องดูแลสุขภาพกระมังครับ... เอ๊ย... เรื่องดูแลสุขภาพนะคะ" ฉู่เหยียนชะงักริมฝีปากไปชั่วเสี้ยววินาทีเมื่อเผลอใช้สรรพนามที่ไม่คุ้นชิน แต่นัยน์ตากลับพราวระยับด้วยความขบขันระคนแปลกใจที่ตนเองหลุดคำพูดนั้นออกมา
หลวนเฟยแค่นหัวเราะในลำคอ นางก้าวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะไม้แกะสลักอีกสองก้าว กลิ่นกายหอมสะอาดราวกับดอกไม้ป่าหลังฝนตกโชยเข้าปะทะนาสิกของฉู่เหยียนโดยไม่ทันตั้งตัว
"ท่านเองก็ระวังหัวของตัวเองไว้ให้ดีเถอะ ฉู่เหยียน" นางโน้มตัวลงเล็กน้อย ใช้ปลายนิ้วเรียวแตะเบาๆ บนกระดานหมากสีขาวที่ถูกห้อมล้อมด้วยหมากสีดำของเขา "คนฉลาดเช่นท่าน มักตายเพราะมั่นใจในกลยุทธ์ของตนเองเสมอ... เหตุใดจึงปล่อยให้ช่องว่างตรงนี้โหว่ไว้เล่า ตั้งใจต้อนข้า หรือแค่คิดถึงเรื่องอื่นจนใจลอยกันแน่?"
ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงจนแทบสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น ฉู่เหยียนนิ่งงันไปชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะกลยุทธ์บนกระดาน แต่เป็นเพราะความใกล้ชิดที่ไร้ซึ่งการระแวดระวังตัวเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นระหว่างพวกเขามาก่อน สตรีตรงหน้าไม่เพียงแต่เป็นแม่ทัพผู้เกรียงไกรที่น่าเกรงขาม แต่ในยามที่ดวงตาคู่สวยนั้นฉายแววท้าทายและเปราะบางบางประการ มันกลับสั่นคลอนกำแพงในใจที่เขาใช้เวลาสร้างมานานนับปี
"หากข้าบอกว่ากำลังคิดถึงเรื่องอื่น... แม่ทัพหลวนคิดว่าข้ากำลังคิดเรื่องอันใดเล่า?" เขากระซิบถาม เสียงทุ้มนุ่มต่ำลงโดยไม่รู้ตัว ปลายจมูกของทั้งคู่ห่างกันเพียงคืบ เคมีสีเทาระหว่างความไว้วางใจและความระแวงในอดีตผสม
หลวนเฟยชะงักไป ดวงตาคู่คมไหววูบชั่วขณะ นางถอยหลังกลับไปหนึ่งก้าวอย่างรวดเร็วราวกับเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอปล่อยให้เกราะป้องกันหลุดลอย
"ท่านก็คงคิดหาวิธีเอาตัวรอดจากราชโองการลับของฝ่าบาทในวันพรุ่งนี้สินะ" หลวนเฟยปรับน้ำเสียงให้กลับมามั่นคงดังเดิม แม้ว่าพวงแก้มเนียนจะขึ้นสีเรื่อจางๆ โดยที่เจ้าตัวไม่อาจห้ามได้ "ฮ่องเต้เซียวหมิงเริ่มระแคะระมะคายเรื่องที่เราสองคนพบกันเป็นการส่วนตัวแล้ว ข้าเตือนท่านด้วยความหวังดี... อย่าได้เล่นกับไฟ"
"ไฟดวงนี้ หากไม่ใช่เพราะความอบอุ่นของมัน คงทำให้ข้าหนตายในวังวนการเมืองอันเหน็บหนาวนี้ไปนานแล้ว" ฉู่เหยียนเงยหน้าขึ้นมองนางเต็มตา แววตาคมกริบทอประกายความจริงจังที่หาได้ยากยิ่ง "หลวนเฟย... เจ้าเคยถามข้ามิใช่หรือว่าเหตุใดข้าจึงไม่เคยเปิดใจให้ผู้ใด ปมในอดีตของข้าคือความสูญเสีย... แต่ในคืนนี้ ข้ากลับรู้สึกว่าการมีใครสักคนยืนอยู่เคียงข้างในยามที่กระดานหมากพลิกผัน มันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด"
บรรยากาศในห้องหนังสือพลنينเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงฝนด้านนอกที่กระทบชายคาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ หลวนเฟยเม้มริมฝีปากแน่น นางรู้ดีว่าคำพูดนี้ของฉู่เหยียนมีน้ำหนักมากเพียงใดสำหรับบุรุษผู้เย็นชาและไร้หัวใจในสายตาคนทั้งเมือง ความไว้วางใจที่เขามอบให้นั้นลึกซึ้งและอันตรายยิ่งกว่าคมกระบี่
"ท่านพูดราวกับว่า... พวกเราจะมีวันพรุ่งนี้ร่วมกัน" นางเอ่ยเสียงแผ่วเบa นัยน์ตาไหวระริกด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน
"ถ้าไม่มีวันพรุ่งนี้... ข้าคงไม่ยอมเสียเวลามานั่งเล่นหมากกับเจ้าจนถึงยามนี้หรอก" ฉู่เหยียนแย้มยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่แท้จริงและอ่อนโยนที่สุดตั้งแต่หลวนเฟยเคยเห็นมา รอยยิ้มที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความลึกลับมาตลอดบัดนี้ได้เผยให้เห็นแล้ว
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้ง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก็ดังขึ้นอย่างกะทันหันที่หน้าประตูกลางดึก พร้อมกับเสียงทุบประตูเสียงดังลั่นและเสียงตะโกนก้องที่ทำลายความเงียบงัน
"เปิดประตู! ราชโองการด่วนจากฝ่าบาท! กุนซือฉู่เหยียนและแม่ทัพหลวนเฟย ฝ่าฝืนคำสั่งลับ คบหากันโดยมิชอบ มีความผิดฐานเป็นกบฏ! จงออกมามอบตัวแต่โดยดี!"
หลวนเฟยหันขวับไปมองประตูทันที ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและเฉียบคมในพริบตา นางชักกระบี่ออกจากฝักด้วยเสียงกริ๊งกังวานก้อง ฉู่เหยียนลุกขึ้นยืนช้าๆ แววตาที่เพิ่งมีความอ่อนโยนเมื่อครู่กลับมาคมกริบและลุ่มลึกดังเดิม เขาก้มลงหยิบหยกพกชิ้นหนึ่งที่หล่นอยู่ใต้โต๊ะ—หยกพกสลักลายตราประทับลับขององค์ชายรองที่เพิ่งกลิ้งออกมาจากรอยแตกของพื้นไม้หลังตู้หนังสือ
ดวงตาทั้งสองคู่สบกันในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย...
หลักฐานชิ้นนี้ไม่ได้เพิ่งหล่นลงมา แต่มันถูกซ่อนไว้ที่นี่โดยฝีมือของ 'ใครบางคน' ที่ต้องการกวาดล้างพวกเขาทั้งคู่ให้พ้นทางในคืนเดียว!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและร่วมลุ้นระทึกไปกับเกมการเมืองอันเชือดเฉือนนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
"หมอกเหมยปลายฤดู"
หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง•ตอนที่ 16
รอยยิ้มที่มองไม่เห็น
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!