กลิ่นอายจางๆ ของชาผู่เอ่อร์หมักบ่มปีเก่าลอยอวลอยู่เบื้องหน้า ทว่าความอบอุ่นจากถ้วยกระเบื้องเคลือบสีนวลในมือฉู่เหยียนกลับไม่อาจซึมซาบเข้าสู่ปลายนิ้วที่เย็นเฉียบได้เลย ในห้องทรงพระอักษรส่วนพระองค์ที่เงียบสงบจนได้ยินเสียงน้ำมันตะเกียงหยดติ่งๆ แสงไฟสีส้มสลัวขับเน้นเงาทอดทอดของบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นมันสมองของแผ่นดินให้ดูโดดเดี่ยวและคมปลาบ
เบื้องหน้าของเขาคือม้วนฎีกาเก่าคร่ำคร่าฉบับหนึ่ง ที่ชายเสื้อมีคราบหมึกสีชาดจางๆ ประทับตรารับรองจากหน่วยข่าวกรองลับในสังกัดสำนักพระราชวัง—ความจริงที่ถูกซ่อนไว้ใต้พรมปูพื้นท้องพระโรงอันโอ่อ่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา
“ท่านกุนซือฉู่ ดูเหมือนว่าหมากกระดานนี้... จะมิได้มีเพียงข้ากับแม่ทัพหลวนเป็นผู้เล่นเสียแล้วกระมั้ง”
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่นุ่มนวลดังขึ้นจากมุมมืดหลังฉากกั้นลายมังกรทะยานฟ้า เงาร่างของฮ่องเต้เซียวหมิงก้าวออกมาอย่างช้าๆ พระพักตร์ที่มักประดับด้วยรอยยิ้มอารีย์และแววตาห่วงใยรากหญ้า บัดนี้กลับไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ดั่งผืนน้ำนิ่งสงบก่อนพายุใหญ่จะโหมกระหน่ำ
ฉู่เหยียนมิได้ลุกขึ้นถวายพระพร ท่าทีของเขายังคงนิ่งสนิท ดวงตาคมกริบกวาดมองม้วนฎีกาในมืออีกครั้ง ก่อนจะเงยขึ้นสบพระเนตรโดยปราศจากความหวาดหวั่น ระหว่างพวกเขามีเพียงความเงียบงันอันหนักอึ้งที่ทำหน้าที่ประเมินน้ำหนักของกันและกัน
“ฝ่าบาททรงซ่อนพระองค์ไว้ลึกยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ” ฉู่เหยียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าทุกคำกลับบาดลึกราวกับคมมีดที่กรีดลงบนผ้าแพร “สงครามอี๋ว์โจวเมื่อสามปีก่อน เสบียงที่ถูกเผาทำลายมิใช่ฝีมือของแคว้นเป่ยหลิว... แต่เป็นกองกำลังเงาที่ได้รับพระราชโองการลับจากในวังหลวง เพื่อบีบให้ตระกูลหลวนต้องจนมุม และจำยอมส่งมอบอำนาจการควบคุมกองทัพภาคเหนือให้แก่ราชสำนักโดยสมบูรณ์”
เซียวหมิงหัวพระทัยเบาๆ พระองค์ทรงเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทรงอักษร ก่อนจะทอดพระเนตรมองถ้วยชาในมือของกุนซือหนุ่ม “เจ้าฉลาดเฉลียวเสมอ ฉู่เหยียน เจ้ามองทะลุกรอบกฎเกณฑ์และกลยุทธ์สงคราม แต่เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่า... บัลลังก์ที่กว้างใหญ่ไพศาลนี้ หากไร้ซึ่งความหวาดระแวงและสมดุลแห่งอำนาจ มันจะยังคงมั่นคงอยู่ได้หรือ”
“ความมั่นคงที่แลกมาด้วยเลือดเนื้อของทหารนับหมื่น และหยาดน้ำตาของราษฎร... เป็นสิ่งที่ผู้ทรงครองแผ่นดินสมควรภาคภูมิใจนักหรือพ่ะย่ะค่ะ” ฉู่เหยียนย้อนถาม น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยคลื่นอารมณ์ระลอกใหญ่ที่ถูกสะกดกลั้นไว้อย่างดี ปมในอดีตที่เขาเคยสูญเสียสหายสนิทและครอบครัวไปในสงครามครั้งนั้น บัดนี้กลับถูกเปิดเผยออกว่าไม่ใช่ความผิดพลาดของโชคชะตา แต่เป็นหมากตาหนึ่งในเกมอำนาจของพระองค์เอง
เซียวหมิงทอดถอนพระเนตรอย่างเหนื่อยหน่าย แววตาเปลี่ยนเป็นคมกริบดั่งพญามังกรที่กำลังปกป้องอาณาเขต “เจ้าโทษข้าไม่ได้หรอก ฉู่เหยียน ตระกูลหลวนกุมกำลังทหารครึ่งหนึ่งของแผ่นดิน หากแม่ทัพหลวนเฟยมีความทะเยอทะยานแม้เพียงนิด บัลลังก์ใต้ร่างข้าคงสั่นคลอนไปนานแล้ว ข้าเพียงแต่... สร้างความขัดแย้ง สร้างศัตรูขึ้นมา เพื่อให้พวกเขารบรากันเอง และสุดท้ายต้องวิ่งเข้ามาพึ่งพาอำนาจจากบัลลังก์ของข้า นั่นต่างหากคือวิถีแห่งผู้ปกครอง”
ในวินาทีนั้นเอง ประตูห้องทรงพระอักษรก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยฝ่ามืออันหนักหน่วง ลมหนาวพัดกรรโชกเข้ามาจนเปลวไฟในตะเกียงไหววูบ หลวนเฟยในชุดเกราะหนังสีดำสนิท เส้นผมรวบตึงเป็นมวยอย่างทะมัดทะแมง ก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าที่หนักแน่นและแววตาวาวโรจน์ ดาบยาวข้างกายส่งเสียงกระทบเกราะเบาๆ ยามนางเคลื่อนไหว
นางยืนอยู่ตรงนั้น... ท่ามกลางแสงสลัวของห้อง แววตาคู่คมกวาดมองม้วนฎีกาบนโต๊ะสลับกับพระพักตร์ของฮ่องเต้ และหยุดนิ่งอยู่ที่ใบหน้าอันสุขุมของฉู่เหยียน ร่างกายของนางสั่นเทาเล็กน้อยมิใช่เพราะความหนาวเหน็บ แต่เป็นเพราะความจริงอันโหดร้ายที่เพิ่งได้รับรู้จากหน่วยสืบราชลับด้านนอก—ความจริงที่ว่า บิดาของนางและทหารกล้าทั้งหลายต้องตายในสนามรบ ก็เพราะพระองค์ผู้ประทับอยู่เบื้องหน้านี้เอง
“ที่แท้... ข้ากับบิดาก็เป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งในพระเนตรของฝ่าบาท” สุภาพสตรีผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นแม่ทัพไร้พ่ายเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นเยียบ และเต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาลจนแทบทำให้บรรยากาศในห้องหยุดนิ่ง “ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ข้าปกป้องแผ่นดินนี้ด้วยความจงรักภักดี เอาชีวิตเข้าแลกในทุกสนามรบ เพื่อแลกกับการถูกคนที่ข้าปกป้องแทงข้างหลังเช่นนี้หรือเพคะ!”
เซียวหมิงมิได้ตกพระทัยกับการปรากฏตัวของนาง พระองค์เพียงแต่แย้มสรวลบางเบາ รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่อความรู้สึกของมนุษย์ “หลวนเฟย เจ้าเป็นแม่ทัพที่ดี แต่เจ้าซื่อบื่อเกินไปในเรื่องการเมือง บ้านเมืองไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความจงรักภักดีหรือคุณธรรม แต่มันขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์และความกลัว หากเจ้าฉลาดพอ เจ้าควรจะแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นฎีกานี้เสีย แล้วกลับไปคุมกองทัพที่ชายแดนตามเดิม”
“หม่อมฉันไม่ใช่คนตาบอด และไม่มีวันก้มหัวให้ผู้ที่เหยียบย่ำชีวิตคนมารองรับอำนาจของตนเอง!” หลวนเฟยชักดาบออกจากฝัก ปลายคมดาบสีเงินวาววับสะท้อนแสงไฟพุ่งตรงไปเบื้องหน้า แม้จะมิได้ชี้ไปที่พระองค์โดยตรง แต่วิถีและจิตสังหารที่แผ่ออกมาก็เพียงพอที่จะทำให้องค์รักษ์ในเงาด้านนอกขยับตัวเตรียมพร้อม
ฉู่เหยียนขยับกายลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาเอื้อมมือไปแตะข้อศอกของหลวนเฟยเบาๆ เป็นการส่งสัญญาณห้ามปราม แม้ดวงตาของเขาจะฉายแววเป็นห่วงนางอย่างลึกซึ้ง แต่ภายใต้ความนิ่งงั้น สมองของเขากลับกำลังคำนวณหมากตานี้อย่างรวดเร็ว—หากฮ่องเต้ทรงเปิดเผยไพ่ใบนี้ออกมาตรงๆ แปลว่าพระองค์ต้องทรงเตรียมแผนการสำรองไว้รองรับสถานการณ์นี้แล้วอย่างแน่นอน
“ระวังตัวด้วย...” ฉู่เหยียนกระซิบเสียงแผ่วเบาข้างหูของนาง สัมผัสจากปลายนิ้วของเขาที่แตะอยู่บนแขนเสื้อเกราะสื่อความหมายลึกซึ้งเกินกว่าคำพูดใดๆ ในสายตาของคนทั้งคู่ สติปัญญาและอุดมการณ์ที่เคยขัดแย้งกัน บัดนี้กลับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อเผชิญหน้ากับพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะซัดถล่ม
เซียวหมิงทอดพระเนตรภาพนั้นด้วยแววตาสสมเพชแกมขบขัน พระองค์ทรงยกมือขึ้นเป็นเชิงห้ามเหล่าองค์รักษ์ที่กำลังจะพุ่งเข้ามา “พวกเจ้าคิดว่า... ความจริงในมือของพวกเจ้า จะสามารถสั่นคลอนบัลลังก์นี้ได้จริงๆ หรือ ฉู่เหยียน เจ้าคิดว่าเจ้าฉลาดนักใช่ไหม งั้นลองบอกข้าซิว่า หากความจริงนี้แพร่อพพออกไป ราษฎรครึ่งค่อนแผ่นดินที่กำลังศรัทธาในราชสำนักจะเกิดความโกลาหลขนาดไหน และในเวลานั้น... ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบเลือดนองแผ่นดิน?”
คำพูดของฮ่องเต้เปรียบเสมือนหมัดเหล็กที่ชกเข้าที่ลิ้นปี่ของทั้งสองคนอย่างจัง มันคือความจริงอันน่ารังเกียจที่พวกเขาไม่สามารถปฏิเสธได้—อำนาจของฮ่องเต้มิได้มีไว้เพื่อความถูกต้อง แต่มันถูกค้ำจุนด้วยความกลัวและความมั่นคงของรัฐ หากแผ่นดินไร้ซึ่งจุดศูนย์รวมจิตใจ ความหายนะที่แท้จริงก็จะบังเกิด
หลวนเฟยขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นนูน ดวงตาคู่สวยแดงก่ำด้วยความโกรธแค้นและคับแค้นใจ นางตระหนักแล้วว่าศัตรูที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ข้าศึกที่ถือดาบอยู่สนามรบ แต่คือคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์สูงตระหง่านและมองเห็นชีวิตคนเป็นเพียงหมากบนกระดาน
ทว่า ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดจนถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าฝีหนึ่งก็ดังขึ้นแผ่วเบาจากเบื้องลอกหน้าต่างห้องทรงพระอักษร—เสียงฝีเท้าที่มิควรจะอยู่ที่นี่ และมิควรจะมีใครล่วงรู้เส้นทางลับนี้
ฉู่เหยียนหันขวับไปมองหน้าต่างกระดาษสาที่เงาทอดผ่านเข้ามาเป็นเงาร่างของใครบางคน ขณะที่หลวนเฟยยกดาบขึ้นตั้งรับอย่างรวดเร็ว
เงาร่างนั้นหยุดยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ลูกธนูอาบยาพิษดอกหนึ่งจะพุ่งทะลุกระดาษสาเข้ามาด้วยความเร็วสูง ปักลงบนโต๊ะทรงพระอักษรห่างจากพระหัตถ์ของฮ่องเต้เพียงไม่กี่นิ้ว!
และเมื่อฉู่เหยียนก้มลงมองกระดาษข้อความที่ผูกติดมากับลูกธนูนั้น ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงระคนหวาดหวั่น—ลายมือบนนั้นไม่ใช่ของใครอื่น แต่เป็นของบุคคลที่ควรจะสิ้นชีพไปในกองเพลิงสงครามเมื่อสามปีก่อน... คนที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกความลับนี้!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหมากกลอันลึกล้ำนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
*หมอกเหมยปลายฤดู*
หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง•ตอนที่ 17
เบื้องหลังบัลลังก์
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!