“หากท่านจะใช้ความตายของข้าเป็นเครื่องสังเวยเพื่อความสงบสุขของบัลลังก์ ก็จงลงดาบเสียเดี๋ยวนี้ อย่าได้เสียเวลาใช้เล่ห์เพทุบายให้เสียศักดิ์ศรีนักเขียนแผนการอย่างท่านเลย ฉู่เหยียน”
เสียงของหลวนเฟยดังขึ้นในความมืดมิดของห้องขังหลวงที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้นและคราบเลือดแห้งกรัง นางไม่ได้หันไปมองร่างสูงโปร่งที่ยืนพิงผนังหินอยู่เบื้องหลัง ดวงตาเรียวคมของแม่ทัพหญิงจับจ้องเพียงหยดน้ำที่ไหลซึมจากเพดานหินช้าๆ ราวกับกำลังนับถอยหลังสู่ชะตากรรมของตนเอง
ฉู่เหยียนขยับยิ้มบาง—รอยยิ้มที่ไม่มีใครในแผ่นดินนี้ล่วงรู้ว่ามันคืออาวุธหรือคำสารภาพรัก—เขาก้าวเข้ามาใกล้จนระยะห่างระหว่างคนทั้งสองแทบจะหายไป กลิ่นไม้จันทน์หอมจางๆ จากอาภรณ์ของเขากลบกลิ่นคาวสนิมในอากาศได้ชั่วครู่
“ศักดิ์ศรีของข้าไม่ได้มีไว้เพื่อแลกกับความตายของสตรีที่ข้า... อุตส่าห์ลงแรงสร้างกระดานหมากขึ้นมาให้” เขาเว้นจังหวะ น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดุจกระแสธารใต้ผิวน้ำ “เปิดดูเถิด หลวนเฟย สิ่งที่ข้าซ่อนไว้ในแขนเสื้อของท่านเมื่อครู่ ไม่ใช่ตั๋วเดินทางออกนอกด่าน แต่เป็น ‘รายชื่อของขุนนางที่ร่วมขบวนการขนถ่ายเสบียงหลวง’ ในวันที่ท่านกล่าวหาว่าข้าทุจริต”
หลวนเฟยชะงัก ฝ่ามือที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนขยับสั่นเล็กน้อย ก่อนจะล้วงเข้าไปในสาบเสื้อ พบม้วนกระดาษหนังแกะที่ห่อหุ้มไว้อย่างดี นางคลี่มันออกเพียงครู่เดียว ดวงตาของนางก็วาวโรจน์ด้วยความตกตะลึง
“นี่มัน...”
“นี่คือหลักฐานที่จะเปลี่ยนจากข้อหา ‘กบฏ’ ของท่าน ให้กลายเป็น ‘วีรบุรุษผู้ขุดรากถอนโคนหนอนบ่อนไส้’” ฉู่เหยียนขยับเข้าไปกระซิบข้างใบหู น้ำเสียงของเขาเฉียบขาดและเยือกเย็น “พรุ่งนี้เช้า ในท้องพระโรง ฮ่องเต้เซียวหมิงจะทรงไต่สวนท่านด้วยพระองค์เอง สิ่งที่ท่านต้องทำไม่ใช่การแก้ตัว แต่คือการ ‘ชี้เป้า’ สุนัขรับใช้ที่อยู่ใกล้พระองค์ที่สุด”
หลวนเฟยหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา แววตานางฉายความสับสน “หากข้าทำเช่นนั้น เท่ากับข้าเปิดเผยความลับของกระทรวงกลาโหม และทำให้สถานการณ์ในวังหลวงระส่ำระสาย ท่านกำลังเล่นกับไฟฉู่เหยียน และไฟกองนี้อาจเผาท่านจนมอดไหม้ไปพร้อมกับข้า”
“ข้าไม่เคยกลัวไฟ” เขาตอบสั้นๆ ทว่ามั่นคง “ข้ากลัวเพียงแค่... เกมกระดานที่ข้าเดินด้วยชีวิตจะไร้คู่ต่อสู้ที่คู่ควร”
ในยามรุ่งสาง เสียงระฆังจากหอสูงดังกังวานปลุกวังหลวงให้ตื่นจากภวังค์ แต่ภายในตำหนักโถงใหญ่ บรรยากาศกลับเย็นเยียบราวกับถูกแช่แข็ง ฮ่องเต้เซียวหมิงประทับอยู่บนบัลลังก์มังกร พระเนตรดุดันดุจพญาเหยี่ยวจับจ้องแม่ทัพหญิงที่ถูกคุมตัวเข้ามากลางห้องโถง
“หลวนเฟย” สุรเสียงกังวานของฮ่องเต้แฝงด้วยโทสะ “เจ้ามีสิ่งใดจะแก้ต่างให้กับการกระทำที่หมิ่นเหม่ต่อการทรยศต่อแผ่นดินของเจ้าหรือไม่?”
หลวนเฟยเงยหน้าขึ้น ท่าทีของนางสงบนิ่งราวกับไร้ซึ่งความเกรงกลัว นางกวาดสายตามองไปรอบห้องโถง พบขุนนางชั้นผู้ใหญ่หลายคนเริ่มเปลี่ยนสีหน้า หนึ่งในนั้นคือแม่ทัพใหญ่หลี่กวง ผู้ที่คอยจับจ้องนางด้วยสายตาอาฆาตมาดร้ายมาโดยตลอด
“หม่อมฉันไม่มีสิ่งใดจะแก้ต่างพ่ะย่ะค่ะ” นางกล่าวเสียงเรียบ แต่ทว่าก้องกังวาน “ทว่า หม่อมฉันมี ‘คำตอบ’ สำหรับผู้ที่อยู่เบื้องหลังการหายไปของเสบียงหลวงตลอดสามปีที่ผ่านมา”
สิ้นคำกล่าว บรรยากาศในท้องพระโรงพลันเงียบกริบจนได้ยินเสียงลมหายใจ ฉู่เหยียนซึ่งยืนปะปนอยู่ในกลุ่มขุนนางทางด้านหลังยกยิ้มที่มุมปาก—หมากตัวแรกเดินไปถึงจุดที่วางไว้แล้ว
“บังอาจ!” ขุนนางฝ่ายตรงข้ามตะโกนขัด “เจ้านึกหรือว่าการใส่ร้ายขุนนางชั้นผู้ใหญ่จะช่วยชีวิตเจ้าได้!”
“ข้าไม่ได้ใส่ร้าย” หลวนเฟยพูดแทรกด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด นางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวราวกับเสือที่กำลังจะตะปบเหยื่อ “ในม้วนหลักฐานนี้ มีตราประทับของกองคลังหลวงที่ถูกปลอมแปลง และที่สำคัญ... รายชื่อนี้ถูกเขียนด้วยลายมือของผู้ที่อยู่ในห้องโถงนี้เพียงคนเดียวเท่านั้น”
ฮ่องเต้เซียวหมิงขมวดคิ้ว “เอามานี่!”
ขันทีคนสนิทรีบนำม้วนกระดาษไปถวาย ทันทีที่ฮ่องเต้กวาดสายตาอ่าน ใบหน้าของพระองค์ก็เปลี่ยนสีจากแดงก่ำด้วยโทสะกลายเป็นซีดเผือด พระหัตถ์ที่กำม้วนกระดาษเริ่มสั่นเทา
“ใคร...” พระสุรเสียงสั่นเครือ “ใครเป็นคนมอบหลักฐานนี้ให้เจ้า?”
หลวนเฟยไม่ได้ตอบทันที นางหันไปสบตากับฉู่เหยียนในกลุ่มขุนนางเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเบนสายตากลับมาที่บัลลังก์ “มีคนผู้หนึ่งบอกหม่อมฉันว่า... หากไม่ทำลายหนอนบ่อนไส้ที่อยู่ใต้ตั่งบัลลังก์ บัลลังก์นั้นย่อมไม่มีทางมั่นคงพ่ะย่ะค่ะ”
จังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของทหารรักษาพระองค์ชุดเกราะดำก็นำพาร่างของชายชราคนหนึ่งก้าวเข้ามาในโถง ขุนนางทั้งห้องโถงต่างพากันแตกตื่น เมื่อจำได้ว่าชายชราผู้นี้คือหัวหน้าอาลักษณ์หลวงผู้กุมความลับของวังหลวงมานานนับสิบปี!
“ฝ่าบาท” อาลักษณ์หลวงก้มกราบ “หลักฐานที่แม่ทัพหลวนถืออยู่คือเรื่องจริง... และข้าพระองค์ยังมี ‘กุญแจ’ อีกดอกที่ท่านแม่ทัพยังไม่ทราบ”
ฉู่เหยียนหรี่ตาลงเล็กน้อย หัวใจของเขาสั่นไหว—นี่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของแผนการที่เขาวางไว้ เหตุใดอาลักษณ์ผู้นี้ถึงปรากฏตัวออกมาในตอนนี้?
“กุญแจอะไร?” ฮ่องเต้ถามเสียงเข้ม
อาลักษณ์หลวงเงยหน้าขึ้น สายตาของเขาจ้องตรงไปยังฉู่เหยียน “กุญแจที่ระบุว่า... ผู้ที่วางแผนทั้งหมดนี้ ตั้งแต่การปล้นเสบียงไปจนถึงการใส่ร้ายแม่ทัพหลวน ก็คือท่านกุนซือฉู่เหยียนผู้ที่ยืนอยู่ตรงนั้นเองพ่ะย่ะค่ะ!”
เสียงอื้ออึงดังขึ้นทั่วท้องพระโรง สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ฉู่เหยียนเป็นจุดเดียว ทว่าใบหน้าของชายหนุ่มกลับยังคงราบเรียบไร้ความรู้สึก เขามองสบตาหลวนเฟยที่กำลังตกตะลึง ก่อนจะเหยียดยิ้มที่แฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้ง
“ข้าเกรงว่าท่านอาลักษณ์จะลืมไปเรื่องหนึ่ง” ฉู่เหยียนก้าวออกมาข้างหน้าอย่างสง่างาม “นั่นคือ... ตราประทับที่ใช้ในหลักฐานชุดนั้น เป็นตราประทับของท่านเอง ที่ข้าเพิ่งจะตรวจสอบพบว่าถูกขโมยไปเมื่อสามวันก่อน!”
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าในจังหวะที่ทุกคนกำลังชะงัก หลวนเฟยกลับสังเกตเห็นบางอย่างที่ข้อมือของอาลักษณ์หลวง... รอยสักรูปดอกเหมยสีจางๆ ที่ปรากฏอยู่ใต้แขนเสื้อ
นั่นคือสัญลักษณ์ของกบฏกลุ่มเดียวกับที่เคยทำลายตระกูลของนาง!
หมอกเหมยปลายฤดูหวังว่าตอนที่ 12 นี้จะทำให้รี้ดเดอร์ทุกท่านตื่นเต้นจนหยุดอ่านไม่ได้นะคะ ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับหมากกระดานนี้ค่ะ!
หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง•ตอนที่ 12
เล่ห์เหลี่ยมในวังหลวง
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!