เสียงโซ่ตรวนเหล็กกล้าที่กระทบกันกราว,ดังสะท้อนก้องภายในรถม้าหลวงคันแคบ,สร้างความอึดอัดเสียยิ่งกว่ากำแพงคุกหลวงเสียอีกค่ะ
หลวนเฟยปรือเปลือกตาขึ้นช้าๆ ความเจ็บร้าวจากบาดแผลเก่าที่หัวไหล่ยังคงส่งสัญญาณเตือนทุกครั้งที่รถม้าโคลงเคลงไปตามสภาพถนน ทว่าสิ่งที่บาดลึกยิ่งกว่าความเจ็บปวดทางกาย คือสถานะในยามนี้—แม่ทัพผู้เคยนำทัพนับแสนปกป้องชายแดน กลับต้องสวมชุดนักโทษสีทึบ มือและเท้าถูกพัน Sด้วยโซ่ตรวนแห่งความระแวงสงสัยของราชสำนัก
ตรงข้ามกับนางคือฉู่เหยียน
กุนซือหนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่ามีมันสมองเฉียบคมราวกระบี่กล้า เขาก็ไม่ต่างจากนางนัก โซ่ตรวนเส้นเดียวกันล่ามข้อมือของพวกเขาไว้ด้วยกัน บังคับให้ระยะห่างระหว่างคนทั้งคู่ใกล้ชิดจนเกินความจำเป็น ลมหายใจอุ่นๆ และกลิ่นอายเฉพาะตัวของเขา เจือจางอยู่ท่ามกลางกลิ่นอับชื้นภายในห้องโดยสารแคบๆ นี้
ฉู่เหยียนไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัวหรือท้อแท้แต่อย่างใด ดวงตาคู่คมที่มักซ่อนแผนการนับพันเอาไว้ ทอดมองออกไปนอกหน้าต่างบานเล็กที่ถูกตีตารางเหล็ก แสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านช่องตารางตกลงบนสันจมูกโด่งคมเป็นเงาสลัก ราวกับภาพวาดพู่กันจีนที่หนักแน่นและไร้ความปรานี
“ท่านกุนซือดูจะใจเย็นยิ่งนัก” หลวนเฟยทำลายความเงียบขึ้น น้ำเสียงของนางแห้งผากแต่ยังคงความเด็ดเดี่ยว “หรือท่านคำนวณไว้แล้วว่า ก้าวขาเข้าประตูเมืองหลวงครานี้,ศีรษะของเราทั้งคู่จะยังคงอยู่บนบ่าครบถ้วน?”
ฉู่เหยียนเบนสายตากลับมาสบตานาง มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่ชวนให้คนมองรู้สึกหมั่นไส้พอกๆ กับความเจ้าเล่ห์ที่ซ่อนอยู่ภายใน
“แม่ทัพหลวนเข้าใจผิดแล้วพ่ะย่ะค่ะ... อ้อ, ขออภัย ข้าลืมไปว่าตอนนี้เรามิใช่เจ้านายกับผู้ใต้บังคับบัญชาอีกต่อไป” ฉู่เหยียนจงใจเว้นจังหวะ น้ำเสียงทุ้มนุ่มเจือความเย้าหยันเล็กน้อย “คนเราหากมัวแต่กังวลเรื่องศีรษะจะหลุดจากบ่า เกรงว่าจะเสียสมาธิในการพิจารณาว่า ใครกันแน่คือผู้ที่ส่งพวกเรามาอยู่บนรถม้าคันนี้”
หลวนเฟยแค่นหัวเราะในลำคอ “หึ... ยังมีแก่ใจมาเล่นลิ้น ฮ่องเต้ทรงระแวงอำนาจในมือข้า และหวาดกลัวมันสมองของท่าน นี่คือหมากที่ราช بطانة (ราชสำนัก) เดินเพื่อตัดทอนกำลังเราทั้งคู่... ท่านยังต้องหาตัวการให้อีกหรือ?”
“หมากบนกระดาน ย่อมมีทั้งผู้เดินและผู้ถูกกิน” ฉู่เหยียนขยับตัวเล็กน้อย ส่งผลให้โซ่ตรวนที่ล่ามข้อมือของพวกเขากระทบกันเบาๆ ขยับเข้าประชิดนางอีกนิดจนหลวนเฟยต้องเผลอกลั้นหายใจ “แต่ข้าสงสัยอยู่อย่าง... เหตุใดฮ่องเต้จึงเจาะจงให้เรา ‘นั่งรถม้าคันเดียวกัน’ กลับเมืองหลวงพร้อมกันเล่า? ทั้งที่ปกติแล้ว นักโทษคดีกบฏสมควรถูกแยกขังเดี่ยวเพื่อป้องกันการสมรู้ร่วมคิด”
คำพูดนั้นสะกิดต่อมความคิดของหลวนเฟยทันที ดวงตากลมโตหรี่ลงอย่างใช้ความคิด ความเงียบโรยตัวลงอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้เต็มไปด้วยกระแสความคิดที่วิ่งวนราวกับพายุหมุน
จริงดังที่เขาว่า... ความผิดฐานสมคบคิดกับข้าศึกนั้นโทษร้ายแรงถึงประหารชีวิต เหตุใดพระองค์จึงทรงมีรับสั่งประหลาด ให้คุมตัวแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินและกุนซือมือหนึ่งกลับมาพร้อมกันในสภาพที่ ‘ถูกบังคับให้ต้องร่วมชะตากรรมเดียวกัน’ เช่นนี้เล่า?
นี่ไม่ใช่การลงทัณฑ์... แต่มันคือการ ‘ทดสอบ’
หรือบางที... เบื้องหลังราชโองการฉบับนั้น อาจมีสายตาคู่ที่สามคอยจับจ้องรอดูว่า หมาป่าสองตัวที่ถูกขังรวมกรงเดียวกัน จะกัดกันเองจนตาย หรือจะหันมาร่วมมือกันเพื่อฉีกกรงเหล็กนี้ทิ้ง
“พระองค์ต้องการบีบให้เราเลือกทางเดิน” หลวนเฟยพึมพำออกมาเบาๆ ดวงตาฉายแวววาววับด้วยความตระหนักรู้ “หากเราหักหลังกันเองเพื่อเอาตัวรอด ราชสำนักย่อมได้หลักฐานปลอมๆ มาประหารเราอย่างชอบธรรม แต่หากเราเลือกที่จะเชื่อใจกัน...”
“เราก็จะกลายเป็นกบฏตัวจริงเสียงจริงในสายตาของพระองค์ทันที” ฉู่เหยียนต่อประโยคให้จนจบ น้ำเสียงของเขาเรียบสนทนาราวกับกำลังพูดถึงเรื่องดินฟ้าอากาศ ทว่าแววตากลับลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทรที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง “เป็นหมากที่เดินไปทางไหนก็มีแต่ตายกับตาย... ช่างเป็นเกมที่ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานเสียจริง”
บรรยากาศภายในรถม้ากลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ลมหายใจของคนทั้งสองประสานกันอยู่ในพื้นที่แคบๆ ความใกล้ชิดที่เกิดจากพันธนาการทางกาย ทำให้หัวใจที่ด้านชาต่อความรักและความตายของทั้งคู่ กลับเริ่มสั่นไหวด้วยแรงดึงดูดประหลาด—แรงดึงดูดของคนสองคนที่ฉลาดทันกัน มีอุดมการณ์ที่อาจแตกต่างในวิธีคิด แต่มุ่งมั่นไปสู่จุดหมายเดียวกันในยามวิกฤต
รถม้าหลวงชะลอความเร็วลง แรงกระแทกจากการหยุดกะทันหันทำให้ร่างของหลวนเฟยเซถลาไปข้างหน้าตามแรงเฉื่อย ฉู่เหยียนไวกว่า เขาใช้มือข้างที่ว่างคว้าเอวบางของนางไว้รั้งเข้ามาแนบชิดโดยสัญชาตญาณ
ระยะห่างระหว่างใบหน้าเหลือเพียงคืบเดียว ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนสัมผัสได้ถึงความสั่นไหวในแววตาของกันและกัน หลวนเฟยชะงักค้าง ปลายจมูกแทบจะชนกับสันจดของเขา หัวใจในอกเต้นผิดจังหวะอย่างควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่เพราะความกลัว... แต่เป็นเพราะประกายไฟบางอย่างที่ลุกโชนขึ้นในยามที่ดวงตาสองคู่สบกันอย่างลึกซึ้ง
“ปล่อย...” หลวนเฟยกระซิบเสียงพร่า พยายามดึงสติที่กระเจิดกระเจิงกลับมา
“ข้ายังไม่อยากปล่อยนักหรอก” ฉู่เหยียนกระซิบตอบ เสียงนุ่มทุ้มเจือความเจ้าเล่ห์ที่ทำเอาใบหน้านามแม่ทัพผู้เกรียงไกรถึงกับร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ “เพราะต่อจากนี้ไป เราอาจไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิดกันท่ามกลางความสงบ... เช่นนี้อีกแล้ว”
ก่อนที่หลวนเฟยจะได้เอאวาจาใดโต้แย้ง เสียงตะโกนแหบแห้งของทหารองครักษ์จากภายนอกก็ดังขึ้นตัดจังหวะ
“ถึงประตูเมืองหลวงแล้ว! ลงจากรถม้าได้!”
ประตูเมืองหลวงบานใหญ่เคลื่อนตัวเปิดออก ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดบาดหู แสงสว่างจ้าสาดส่องเข้ามาภายในรถม้าจนต้องหรี่ตาลง ทว่าก่อนที่พวกเขาจะก้าวเท้าลงไปเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่รออยู่เบื้องหน้า ฉู่เหยียนกลับกระชับมือที่ถูกล่ามโซ่ไว้ด้วยกันให้แน่นขึ้น พร้อมกับยื่นวัตถุชิ้นเล็กๆ ที่ซ่อนไว้ในรอยพับแขนเสื้อส่งเข้า1ในมือของนางอย่างแนบเนียน
มันคือป้ายคำสั่งหยกขาวของหน่วยลับวังหลัง... ป้ายที่ควรจะอยู่กับองค์ชายรองผู้ล่วงลับไปแล้ว!
หลวนเฟยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ หันขวับมองหน้าเขาอย่างไม่เชื่อสายตา ทว่าฉู่เหยียนเพียงแค่ส่งยิ้มบางๆ ที่มุมปาก สายตาคมกริบทอดมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้าที่เวลานี้เต็มไปด้วยฝูงชนและทหารคอยต้อนรับนักโทษอย่างเนืองแน่น
“เก็บมันไว้ให้ดี แม่ทัพหลวน” ฉู่เหยียนกระซิบแผ่วเบาข้างใบหูของนาง ในจังหวะที่เสียงฝีเท้าหนักๆ ของผู้คุมกำลังก้าวเข้ามาใกล้รถม้าทุกที “ของขวัญชิ้นนี้... คือสิ่งที่จะเปลี่ยนสถานะจาก ‘นักโทษรอประหาร’ ของเรา ให้กลายเป็นผู้กุมชะตากรรมของบัลลังก์มังกรตัวจริง”
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางข้ามผ่านความมืดมิดและกลลวงนี้มาด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ — หมอกเหมยปลายฤดู
หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง•ตอนที่ 11
กลับสู่เมืองหลวง
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!