กลิ่นสนิมเหล็กและกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยอวลอยู่ในห้องขังใต้ดินอันมืดมึน เสียงหยดน้ำจากเพดานหินชื้นแฉะกระทบพื้นศิลาเป็นจังหวะราวกับนาฬิกามรณะที่กำลังนับถอยหลังลมหายใจของพวกเขา
หลวนเฟย นั่งอยู่บนตั่งไม้ผุกร่อน โซ่ตรวนหนาหนักที่ข้อเท้าส่งเสียงกระทบกันทุกครั้งที่นางขยับตัว เรือนร่างระหงยังคงตั้งตรงสง่างามไม่ต่างจากยามที่นางยืนอยู่ท่ามกลางกองทัพนับแสน ชุดเกราะประจำตำแหน่งถูกถอดออก เหลือเพียงชุดผ้าฝ้ายสีทึบที่เปรอะเปื้อนคราบฝุ่นผง แต่นัยน์ตาหงส์คู่นั้นกลับสุกใสและคมกริบยิ่งกว่าคมดาบในมือ
“เดิมพันตานี้... ดูท่าพวกเราจะเดินหมากพลาดตานใหญ่เสียแล้วกระมัง, ใต้เท้าฉู่”
เสียงหวานเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงรอยยิ้มหยันที่มุมปากอย่างเย้ยหยันโชคชะตา
ฉู่เหยียน ซึ่งถูกคุมขังอยู่ห้องขังฝั่งตรงข้ามโดยมีลูกกรงเหล็กกั้นขวาง เงยหน้าขึ้นช้าๆ แสงไฟจากคบเพลิงด้านนอกสาดส่องกระทบใบหน้าคมคายที่ยังคงความสุขุมนุ่มลึกเอาไว้ได้ แม้สภาพเสื้อผ้าจะไม่ต่างจากนางนัก เขายกมือขึ้นลูบสันกรามเบาๆ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันตัวเองและสถานการณ์เบื้องหน้า
“หมากตานี้มิใช่พวกเราเดินพลาดหรอกค่ะ, แม่ทัพหลวน...” ฉู่เหยียนเอ่ยตอบ น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่แฝงไว้ด้วยกระแสความคิดที่หมุนวนอย่างรวดเร็ว “แต่เป็นกระดานนี้... ถูกคนผู้รังสรรค์กฎตั้งแต่แรก ตั้งใจคว่ำกระดานใส่พวกเราต่างหากเล่า”
คำพูดของเขาทำให้บรรยากาศระหว่างกรงเหล็กทั้งสองฝั่งกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ราชสำนักไม่เคยยอมรับความจริงที่ว่า ชัยชนะเหนือแคว้นจ้าวเมื่อสัปดาห์ก่อนเป็นผลงานของแม่ทัพหลวนและแผนกลยุทธ์ของกุนซือฉู่ สิ่งที่ฮ่องเต้เซียวหมิงหวาดกลัวยิ่งกว่าศัตรูภายนอก คืออำนาจและบารมีที่ล้นฟ้าของคนทั้งสองต่างหาก ราชโองการประกาศจับกุมในข้อหา "สมรู้ร่วมคิดกับข้าศึกและยักยอกเสบียงหลวง" จึงถูกส่งลงมาอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ โดยมีหลักฐานปลอมแปลงที่แนบเนียนจนแม้แต่ขุนนางผู้ใหญ่ยังไม่มีใครกล้าปริปากแย้ง
หลวนเฟยแค่นหัวเราะในลำคอ นางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง โซ่ตรวนกรีดกรายไปกับพื้นหิน นางเดินเข้ามาใกล้กรงเหล็ก ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองเหลือเพียงไม่กี่คืบ แววตาสองคู่ประสานกันอย่างมีความหมาย—มีความดุดัน มีความเข้าใจ และมีแรงดึงดูดประหลาดที่ไม่อาจปฏิเสธได้ท่ามกลางหุบเหวแห่งความตาย
“ท่านยังจำคำพูดเมื่อคืนก่อนที่เราจะบุกค่ายกลของศัตรูได้หรือไม่?” หลวนเฟยกระซิบถาม เสียงของนางเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลม แต่กลับชัดเจนก้องกังวานในความรู้สึกของคนฟัง
ฉู่เหยียนชะงักไปเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบไหววูบชั่วขณะ ก่อนจะจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาว “ย่อมจำได้ขึ้นใจ... ท่านบอกว่า หากเราต้องตาย จงตายในฐานะผู้บริสุทธิ์ที่รักษาแผ่นดิน มิใช่ตายเพราะสุนัขรับใช้บนบัลลังก์”
“ถูกต้อง...” หลวนเฟยแย้มยิ้ม ยิ้มที่งดงามที่สุดเท่าที่ฉู่เหยียนเคยเห็น แต่มันกลับซ่อนความระทมตรมตรองไว้ลึกซึ้ง “แต่วันนี้ เราไม่ได้ตายในฐานะผู้ปกป้องแผ่นดิน เรากำลังจะตายในฐานะ ‘กบฏ’ ที่แผ่นดินรังเกียจ ท่านไม่รู้สึกเจ็บใจบ้างหรือ... ฉู่เหยียน?”
“เจ็บใจสิคะ...” ฉู่เหยียนตอบรับด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ หากแต่ปลายนิ้วที่กำแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวบ่งบอกถึงคลื่นอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ภายใน “แต่ความเจ็บใจนั้น มีค่าน้อยกว่าความจริงที่ว่า... พวกมันประเมินพวกเราต่ำเกินไป”
ฉู่เหยียนขยับตัวเข้าไปชิดลูกกรงเหล็ก กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นอายความเย็นเยียบของคุกใต้ดินลอยเข้าจมูก ระยะห่างที่ใกล้จนเกือบจะสัมผัสทำให้หัวใจของทั้งสองเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ ในสถานการณ์ที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตาย เคมีสีเทาระหว่างกุนซือผู้เย็นชาและแม่ทัพผู้เด็ดเดี่ยวกลับยิ่งเด่นชัดขึ้น ความฉลาดทันกันและอุดมการณ์ที่หลอมรวมเป็นหนึ่งทำให้พวกเขาไม่ต้องเอื้อBนคำหวานใดๆ เพื่อสื่อสารถึงความรู้สึกที่มีต่อกัน
“ท่านคิดจะทำอะไร?” หลวนเฟยหรี่ตาลงเล็กน้อย เมื่อเห็นประกายบางอย่างในแววตาของชายหนุ่ม
“รอ...” ฉู่เหยียนตอบสั้นๆ มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มปริศนา “รอให้หมากตัวสุดท้ายเดินมาถึงจุดที่มันควรจะอยู่”
“หมากตัวไหน?”
“หมากที่ฮ่องเต้ทรงคิดว่าทรงควบคุมได้ดีที่สุดอย่างไรเล่าคะ”
ก่อนที่หลวนเฟยจะได้เอ่ยถามอันใดต่อ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก็ดังขึ้นจากทางเดินมืดมิดเบื้องหน้า แสงคบเพลิงส,ว,่างไหววูบสะท้อนเงาร่างของทหารองครักษ์หลวงที่กรูเข้ามาล้อมรอบห้องขังของพวกเขา พร้อมด้วยร่างของขันทีเฒ่าผู้ถือราชโองการสีเหลืองทองอร่าม ใบหน้าของขันทีผู้นั้นประดับด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นที่ชวนให้สะอิดสะเอียน
“แม่ทัพหลวน... กุนซือฉู่...” ขันทีเฒ่าเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแหลมสูงบาดหู “ใต้เท้าทั้งสองเตรียมตัวรับราชโองการ... ฮ่องเต้มีรับสั่งให้ประหารชีวิตทันทีในยามสามนี้ ไม่มีข้อยกเว้น!”
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ หลวนเฟยไม่แม้แต่จะชายตาแลราชโองการฉบับนั้น นางเพียงแต่หันไปสบตากับฉู่เหยียน ทว่าในวินาทีที่ทุกอย่างดูราวกับอับจนหนทางและลมหายใจกำลังจะขาดหอย ฉู่เหยียนกลับไม่ได้แสดงความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขากลับส่งยิ้มให้ขันทีเฒ่าผู้นั้นอย่างใจเย็น ผิดวิสัยคนคุกรอความตาย
ขันทีเฒ่าขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ กำลังจะอ้าปากเร่งรัดให้ทหารเข้าลากตัวคนทั้งสองออกไป ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดจากด้านนอกก็ดังแทรกขึ้นมา—ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของทหารยาม แต่เป็นเสียงฝีเท้าของคนผู้หนึ่งที่เดินเข้ามาด้วยความมั่นคง ทรงอำนาจ และไม่มีใครกล้าขวางทาง
ร่างสูงโปรดปรานในชุดคลุมปักลายมังกรห้าเล็บปรากฏขึ้นภายใต้แสงไฟสลัว ใบหน้านั้นงดงามราวกับเทพเซียนแต่เย็นชาดั่งน้ำแข็ง นัยน์ตาคู่นั้นกวาดมองสภาพของคนทั้งสองในกรงขัง ก่อนจะหยุดสายตาอยู่ที่ฉู่เหยียนและหลวนเฟยด้วยรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก
“ไม่ต้องรีบร้อนถึงเพียงนั้นหรอกขันทีหลี่...” ซืออวี้... อัครมหาเสนาบดีผู้กุมอำนาจที่แท้จริงเบื้องหลังบัลลังก์ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่กดดันจนทุกคนต้องก้มหัวลงต่ำ “เพราะหลักฐานที่พวกท่านใช้กล่าวหาคนทั้งสอง... เพิ่งจะถูกเผาทำลายจนหมดสิ้น เมื่อครู่ที่ตำหนักส่วนพระองค์นี่เอง”
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและร่วมลุ้นระทึกไปกับเกมการเมืองและหัวใจของตัวละครด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
— หมอกเหมยปลายฤดู
หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง•ตอนที่ 10
เดิมพันที่ล้มเหลว
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!