เสียงโลหะกระทบพื้นศิลาในยามวิกาลยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของหลวนเฟย ราวกับเสียงคำรามของฟ้าผ่าที่ผ่ากลางกระหม่อมเมื่อครู่ยังไม่ยอมจางหายไป ดาบประจำกายในมือของแม่ทัพหญิงสั่นระริกโดยที่นางไม่อาจควบคุมสมาธิที่แตกกระเจิงได้ ความเงียบงันของห้องตำราลับในจวนกุนซือช่างหนักอึ้งราวกับถูกถมทับด้วยหินผาพันชั่ง
เบื้องหน้าของนางคือฉู่เหยียน—บุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าไร้หัวใจและเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี ทว่าในยามนี้ ร่างโปร่งในอาภรณ์สีเทาเข้มกลับทรุดลงนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้น มือข้างหนึ่งกำเศษกระดาษจดหมายที่ถูกขยำจนยับยู่ยี่แน่นจนข้อต่อกระดูกนิ้วขาวซีด ดวงตาคมกริบที่มักฉายแววรู้ทันเล่ห์กลของคนทั้งหล้า ในยามนี้กลับเหม่อลอยไร้จุดโฟกัส ราวกับวิญญาณได้หลุดลอยกลับไปยังห้วงเวลาอันมืดมิดที่นางไม่เคยล่วงรู้มาก่อน
"ท่านกุนซือ..." หลวนเฟยเอ่ยเสียงแผ่ว ความเด็ดเดี่ยวในฐานะแม่ทัพผู้เกรียงไกรพลันเลือนหายไปชั่วขณะ เมื่อสัญชาตญาณลึกๆ ภายในอกบอกนางว่า ความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากแห่งความสุขุมของบุรุษผู้นี้ น่ากลัวและบาดลึกยิ่งกว่าบาดแผลจากคมดาบใดๆ ในสนามรบ
ฉู่เหยียนไม่ได้เงยหน้าขึ้นทันที เขากลืนก้อนสะอื้นที่จุกแน่นอยู่ในลำคอลงไปอย่างยากลำบาก สันจมูกโด่งรั้นปรากฏรอยเกร็งเล็กน้อย แผ่นหลังที่ตั้งตรงเสมอในยามเผชิญหน้ากับราชสำนักและฮ่องเต้เซียวหมิง กลับโค้งงอลงเล็กน้อยราวกับแบกรับภาระของโลกทั้งใบไว้คนเดียว
"เจ้าเคยสูญเสียสิ่งใด... ไปตลอดกาลหรือไม่ แม่ทัพหลวน"
น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือ เป็นน้ำเสียงที่หลวนเฟยไม่เคยได้ยินมาก่อน มันไม่ใช่การเสแสร้งเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่เป็นเสียงที่หลุดออกมาจากซากปรักหักพังในจิตใจที่พังทลาย
หลวนเฟยสูดลมหายใจเข้าลึก นางค่อยๆ ลดดาบในมือลง ปล่อยให้มันตกลงสู่พื้นโดยไม่ใส่ใจเสียงโลหะกระทบหินอีกต่อไป นางก้าวเข้าไปใกล้ชิดขึ้น ช้าๆ และระมัดระวังราวกับกำลังเข้าใกล้สัตว์ป่าที่บาดเจ็บและพร้อมจะข่วนทุกคนที่เข้าใกล้ ก่อนจะค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งคุกเข่าข้างกายเขาในระดับสายตาเดียวกัน
"ความตายในสงคราม ข้าเห็นจนชินชาแล้วค่ะ" หลวนเฟยตอบเสียงนุ่ม แววตาที่เคยแข็งกร้าวทอประกายความอ่อนโยนขึ้นมาอย่างประหลาด "แต่ความสูญเสียที่ท่านกำลังแบกรับอยู่... มันไม่ใช่ความตายในสนามรบใช่หรือไม่"
ฉู่เหยียนแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุข หยาดน้ำใสที่เอ่อคลอหน่วยตาคมกริบไหลรินลงมาเงียบๆ ผ่านสันแก้วตอบรับแสงเทียนที่ริบหรี่ ภาพลักษณ์ของกุนซือผู้ไร้พ่ายพังทลายลงในชั่วพริบตา
"สนามรบพรากชีวิตทหารหาญ แต่มันให้เกียรติและศักดิ์ศรี..." ฉู่เหยียนหันมาสบตากับนาง ดวงตาคู่นั้นแดงก่ำ เต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ถูกกัก
ขังไว้มานานนับแรมปี "แต่การหักหลังของราชสำนัก... พรากทุกสิ่งที่บริสุทธิ์ไปจากข้า ในคืนที่เพลิงลุกท่วมจวนตระกูลฉู่เมื่อห้าปีก่อน ข้าไม่ได้สูญเสียแค่ครอบครัว แต่ข้าสูญเสียความเชื่อมั่นว่าความยุติธรรมมีอยู่จริง... เจ้าเข้าใจไหม แม่ทัพหลวน ว่าการมีชีวิตอยู่เพื่อล้างมลทินให้คนตาย แต่มือของตนเองกลับต้องเปื้อนเลือดและเล่ห์เหลี่ยมไม่ต่างจากคนที่ฆ่าพวกเขา มันทรมานเพียงใด"
คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของหลวนเฟย ภาพอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ที่นางยึดมั่นในการปกป้องราษฎรและรับใช้ราชสำนักพลันสั่นคลอน นางมองลึกเข้าไปในดวงตาของฉู่เหยียน และในวินาทีนั้นเอง นางก็ตระหนักว่า... พวกเขาไม่ได้อยู่คนละฝั่งของกระดานหมากเลย
พวกเขาต่างเป็นหมากเบี้ยตัวเดียวกัน ที่ถูกฮ่องเต้และอำนาจมืดชักใยอยู่เบื้องหลัง เพียงแต่ฉู่เหยียนเลือกที่จะยอมแปดเปื้อนเพื่อหาทางแก้แค้น ส่วนนางยังคงดึงดันจะเดินบนเส้นทางขาวสะอาดทั้งที่รู้ว่ามันอาจนำไปสู่ความตาย
ความโกรธเคืองและความระแวงสงสัยที่นางเคยมีต่อเขาตลอดหลายตอนที่ผ่านมา มลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความเห็นอกเห็นใจที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงันในความมืดมิด
หลวนเฟยยื่นมือออกไปช้าๆ ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนหลังมือที่กำจดหมายของฉู่เหยียนเบาๆ เพื่อถ่ายทอดความอบอุ่นและความเข้าใจอันเงียบงัน สัมผัสที่ไร้คำพูดนั้นทำให้ฉู่เหยียนสะعุ้งเล็กน้อย แต่เขาไม่ได้ชักมือหนี ตรงกันข้าม เขากลับพลิกมือขึ้นและกุมมือของนางไว้แน่น ราวกับว่าในโลกที่หนาวเหน็บนี้ มีเพียงมือนั้นที่เหนี่ยวรั้งเขาไม่ให้ดำดิ่งลงสู่ห้วงเหวแห่งความมืด
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศรอบตัวเริ่มถักทอสายใยความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างสองขั้วอำนาจที่ฉลาดทันกัน เสียงฝีเท้าฝีหนาและเร่งรีบก็ดังขึ้นที่ระเบียงด้านนอก ตามด้วยเสียงเคาะประตูดังรัวและเสียงหอบหายใจขององครักษ์เงา
"ท่านกุนซือ! แม่ทัพหลวน! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงตะโกนขององครักษ์แทรกผ่านบานประตูเข้ามาอย่างตื่นตระหนก "กองกำลังลับของสำนักตรวจสอบราชสำนักกำลังบุกเข้ามาล้อมจวนโดยอ้างว่าพบหลักฐานการสมคบคิดกับกบฏ... และในราชรถนำขบวน... มีพระราชโองการด่วนจากฮ่องเต้สั่งปลดและจับกุมท่านทั้งสองในข้อหากบฏทันทีพ่ะย่ะค่ะ!"
ฉู่เหยียนและหลวนเฟยสบตากันในทันที แววตาแห่งความเจ็บปวดเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นประกายตาสีเทาอันแหลมคมของนักวางกลยุทธ์ผู้พร้อมรบในเสี้ยววินาที
"ดูเหมือนว่า... หมากกระดานนี้ไม่ได้มีแค่เราสองคนที่เดินเสียแล้วสิคะ" หลวนเฟยกระซิบเสียงลอดไรฟัน รอยยิ้มหยันปรากฏบนมุมปากเรียว ขณะที่มืออีกข้างเอื้อมไปหยิบดาบประจำกายขึ้นมาถือไว้อีกครั้ง
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความรู้สึกของตัวละครด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง•ตอนที่ 9
สายใยที่เริ่มถักทอ
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!