เศษเสี้ยวของหยกตระกูลฉู่ที่แตกละเอียดอยู่แทบเท้า ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของอำนาจที่ถูกทำลาย หากแต่เป็นเสียงสะท้อนของความจริงอันโหดร้ายที่ถูกกักเก็บไว้ใต้ผืนน้ำแข็งมาเนิ่นนาน
เปลวเพลิงสีส้มแดงที่โหมกระหน่ำเผาผลาญตำหนักบูรพา ส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะปร๊ะแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นระรัวในอก กลิ่นควันไฟฉุนจัดคละคลุ้งปะปนไปกับกลิ่นอายโลหิตและหยาดฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ภาพเบื้องหน้าถูกย้อมด้วยแสงสีเลือด ความร้อนระอุแผ่ซ่านกระทบผิวแก้วจนแสบผิว แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความหนาเหน็บที่กำลังกัดกินขั้วหัวใจของคนทั้งคู่
หลวนเฟยยังคงยืนนิ่งค้างอยู่ในท่าชักกระบี่ ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีย์จ้องมองร่างสูงโปร่งที่อยู่หลังหน้ากากเงิน ร่างกายของนางสั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความโกรธเกรี้ยวและ... ความผิดหวังอย่างสุดซึ้ง
“เจ้าซ่อนมันไว้ใต้หน้ากากนี้มานานแค่ไหนแล้ว...” สุ้มเสียงของแม่ทัพหญิงแหบพร่าแต่มั่นคง แฝงไว้ด้วยกระแสอารมณ์ที่ยากจะหยั่งถึง ปลายกระบี่ในมือสั่นระริกชี้ตรงไปยังหัวใจของบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นทั้งสหายร่วมรบ คู่ปรับคนสำคัญ และ... คนที่นางเคยเผลอมอบความไว้วางใจให้ในยามวิกฤต
ฉู่เหยียนไม่ได้ขยับเขยื้อนหนี เขายังคงยืนตระหง่านท่ามกลางเปลวเพลิงที่กำลังกัดกินโครงสร้างไม้ทีละน้อย มือเรียวยาวเอื้อมขึ้นปลดหน้ากากเงินที่สวมใส่ออกอย่างไม่เร่งรีบ เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่เต็มไปด้วยร่องรอยคราบเขม่าควันและหยาดเหงื่อ ดวงตาคู่นั้น... ดวงตาที่มักจะฉายแววเจ้าเล่ห์ ลึกล้ำ และคาดเดาไม่ได้เสมอ บัดนี้กลับราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึก แต่หากมองให้ดี จะเห็นรapร้าวบางเบายากจะซ่อนเร้น
“ตั้งแต่เริ่มต้น... และตลอดมา ท่านแม่ทัพ” ฉู่เหยียนตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบ ไร้ซึ่งรอยยิ้มเยาะหยันเช่นเคย “ข้าคือหมากที่ถูกวางไว้เพื่อทำลายล้างสกปรกของราชสำนักนี้ แต่ไม่เคยคิดเลยว่า... หมากตัวนี้จะเผลอเดินตกหลุมพรางที่ตนเองไม่ได้สร้าง”
“คำก็หมาก สองก็หมาก!” หลวนเฟยแค่นหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น หยาดน้ำใสเอ่อคลอหน่วยตาแต่ถูกสะกดกลั้นไว้ด้วยศักดิ์ศรีของแม่ทัพผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร นางก้าวเข้าไปประชิดตัวเขาอย่างรวดเร็ว ปลายกระบี่จ่อเข้าที่ลำคอแกร่งจนผิวเนื้อปริแตกมีรอยเลือดซึม “เจ้าเห็นชีวิตผู้คนนับหมื่น ความจงรักภักดีของข้า และอุดมการณ์ของแผ่นดินนี้เป็นเพียงกระดานหมากรุกในมือเจ้าอย่างนั้นหรือ!”
ฉู่เหยียนไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว เขากลับโน้มลำตัวเข้าหาคมกระบี่ ปล่อยให้คมเหล็กเฉียดผ่านผิวเนื้อจนเลือดสีแดงสดไหลริน ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง สะท้อนภาพใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดของหญิงสาวผู้แข็งแกร่งที่สุดในแผ่นดิน
“ถ้าข้าเห็นพวกมันเป็นเพียงหมาก... ข้าคงไม่ยืนอยู่ตรงนี้ เพื่อรอให้ท่านเอาดาบมาจ่อคอหรอเฟยเอ๋อร์”
สรรพนามที่เปลี่ยนไปทำเอาลมหายใจของหลวนเฟยสะดุดกึก หัวใจที่เคยด้านชาเต้นกระหน่ำจนเจ็บแปลบ นางชะงักไปชั่วขณะเมื่อได้ยินคำเรียกขานนั้น — คำเรียกที่เขาเคยใช้ในยามที่ทั้งคู่ร่วมกันวางแผนศึกท่ามกลางความตายเมื่อหลายปีก่อน คำเรียกที่ถูกฝังกลบไว้ภายใต้หน้าที่และฐานะ
“อย่ามาเรียกข้าด้วยชื่อนั้น!” นางตวาดเสียงกร้าว พยายามขับไล่ความอ่อนแอที่กำลังกัดกินจิตใจ “เจ้าเป็นคนทรยศ! เป็นกุนซือเลือดเย็นที่ชักใยอยู่เบื้องหลังความพินาศของตระกูลฉู่และราช بطانة ทั้งหมดนี้... แผนการทั้งหมดนี้ เป็นของเจ้าใช่ไหม!”
“ใช่... และไม่ใช่” ฉู่เหยียนทอดถอนหายใจยาวนาน ราวกับแบกรับภูเขาไว้ทั้งราศี เขาเอื้อมมือขึ้นมาอย่างช้าๆ ไม่ได้เพื่อหยิบอาวุธ แต่เพื่อกุมมือที่ถือกระบี่สั่นเทาของนางไว้ ปล่อยให้คมดาบกดลึก1ลงบนเนื้อตัวของเขาเอง “ข้าคือผู้ชักใยตามคำสั่งของฮ่องเต้เซียวหมิง เพื่อถอนรากถอนโคนขุนนางกังฉินที่สูบเลือดเนื้อราษฎร แต่วิธีการของพระองค์... เกินกว่าที่ข้าจะหลับตาข้างหนึ่งได้”
ความร้อนของเปลวเพลิงสะท้อนผ่านม่านตาของคนทั้งคู่ สภาพแวดล้อมรอบตัวเริ่มพังทลาย คานไม้ขนาดใหญ่กำลังจะหักโค่นลงมาเบื้องหลังร่างของหลวนเฟย แต่ก่อนที่นางจะทันตั้งตัว ฉู่เหยียนกลับดึงร่างของนางเข้าสู่อ้อมอกอย่างรวดเร็ว แรงปะทะทำให้กระบี่ในมือร่วงหล่นลงพื้น เสียงโลหะกระทบพื้นดังสนั่นแข่งกับเสียงโครงสร้างตำหนักที่กำลังพังครืน
“เจ้าทำบ้าอะไร!” หลวนเฟยตื่นตระหนก พยายามดิ้นรนออกจากอ้อมแขนที่แข็งแกร่งราวน้ำ
“ถ้าข้าไม่ดึงท่านไว้... คานไม้นั่นคงทับร่างท่านไปแล้ว” ฉู่เหยียนกระซิบข้างใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนปะปนกับกลิ่นควันไฟรดรินอยู่ใกล้ชิด อ้อมกอดของเขาทั้งอบอุ่นและมั่นคง จนน่าแปลกใจที่ท่ามกลางวิกฤตความเป็นความตาย หัวใจของนางกลับสงบนิ่งลงอย่างน่าประหลาด
ความเงียบงันชั่วขณะเข้าปกคลุม ท่ามกลางเสียงคำรามของเปลวเพลิง ทั้งสองแนบชิดกันจนสัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวไม่เป็นจังหวะของกันและกัน ความโกรธเกรี้ยว ความแค้นเคือง และอุดมการณ์ที่ขัดแย้ง บัดนี้กลับถูกหลอมละลายเหลือเพียงความจริงดิบเถื่อนที่ซ่อนอยู่ก้นบึ้งของหัวใจ
“ทำไม...” เสียงของหลวนเฟยอ่อนลง กลายเป็นเพียงเสียงกระซิบที่ลอยหายไปกับสายลม “ทำไมถึงเลือกเปิดเผยตัวตอนนี้... รู้ไหมว่าถ้าข้าตัดสินใจตัดหัวเจ้าลงตรงนี้ เจ้าจะไม่มีวันได้แก้แค้นอะไรอีกเลย”
ฉู่เหยียนก้มมองหญิงสาวในอ้อมแขน รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งหน้ากากอนาโตมิการเมือง เป็นรอยยิ้มของบุรุษผู้เหนื่อยล้าจากการเดินทางอันยาวนาน
“เพราะข้าเหนื่อยแล้ว... เฟยเอ๋อร์” นิ้วเรียวยาวเอื้อมขึ้นปัดปอยผมที่เปียกชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อและฝนออกจาก1แก้วเนียนของนางอย่างทะนุถนอม สัมผัสนั้นแผ่วเบาแต่ทรงพลังพอที่จะทำให้กำแพงในใจของแม่ทัพหญิงพังทลาย “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้าใช้ชีวิตอยู่เพื่อแก้แค้นเพื่อครอบครัว เพื่อทำตามบัญชาของฮ่องเต้ แต่ข้าไม่เคยได้ใช้ชีวิตเพื่อตัวเองเลย... จนกระทั่งข้าได้พบท่าน ได้ต่อกรกับท่าน ได้เห็นความเด็ดเดี่ยวและจิตใจที่งดงามของท่านภายใต้เกราะเหล็กนั่น”
หัวใจของหลวนเฟยกระตุกวูบ คำพูดของเขาไม่ได้หวานหยาดเยิ้ม แต่มันเต็มไปด้วยร่องรอยของบาดแผลในจิตใจที่ตรงกันอย่างน่าประหลาด นางมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น และพบเพียงความจริงใจที่ถูกซ่อนเร้นมาเนิ่นนาน
“เจ้ามัน... คนเจ้าเล่ห์” นางพึมพำ หยาดน้ำตาที่อดกลั้นมานานไหลรินอาบแก้วเนียนปะปนกับคราบเขม่าควัน
“ถ้าความเจ้าเล่ห์ของข้า... สามารถแลกกับการได้ยืนเคียงข้างท่านโดยไม่ต้องสวมหน้ากากอีกต่อไป ข้าก็ยินดีเป็นคนชั่วในสายตาคนทั้งแผ่นดิน”
ฉู่เหยียนโน้มใบหน้าลงมา ริมฝีปากอุ่นร้อนประทับลงบนหน้าผากมนที่เปียกชื้นอย่างอ่อนโยน เป็นสัมผัสที่เต็มไปด้วยความโหยหา ความเจ็บปวด และการยอมจำนนต่อความรู้สึกที่แท้จริงท่ามกลางกองเพลิงที่โหมกระหน่ำ
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังจะหลอมรวมหัวใจทั้งสองดวงให้เป็นหนึ่งเดียว เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่ก็ดังฝ่าสายฝนและเปลวเพลิงเข้ามาใกล้บริเวณห้องโถงชั้นในอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงตะโกนก้องที่ทำลายความเงียบ
“ล้อมตำหนักไว้! อย่าให้กุนซือฉู่หนีรอดไปได้!”
ฉู่เหยียนชะงัก เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะแววตาเปลี่ยนเป็นคมกริบ เขาดันร่างของหลวนเฟยให้อยู่ด้านหลังตนเองทันที พร้อมกับชักกระบี่ประจำกายออกมาตั้งรับ
แต่ก่อนที่กองกำลังปริศนาจะพังประตูเข้ามา หลวนเฟยกลับคว้าแขนของเขาไว้ ดวงตาคมกริบฉายแววเด็ดเดี่ยวราวกับตัดสินใจบางอย่างได้แล้ว นางก้มลงหยิบเศษหยกที่แตกละเอียดขึ้นมาหนึ่งชิ้น ยัดใส่มือของเขา
“ตามข้ามา... ทางลับหลังตำหนักยังใช้งานได้” นางกระซิบเสียงเฉียบขาด “หากเจ้ายังอยากมีชีวิตอยู่เพื่อเปิดโปงฮ่องเต้ ก็จงเชื่อใจข้าเป็นครั้งสุดท้าย”
ฉู่เหยียนมองเศษหยกในมือสลับกับใบหน้าของหญิงสาวที่เพิ่งจะเอาดาบจ่อคอเขาเมื่อครู่ มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย — รอยยิ้มที่แท้จริงที่สุดตั้งแต่เขาเกิดมา
ทั้งสองหมุนตัวเตรียมพุ่งทะยานไปยังห้องลับด้านหลัง ทว่าในจังหวะที่ประตูบานใหญ่ถูกพังทลายลงด้วยแรงกระแทก แสงไฟจากคบเพลิงนับร้อยดวงก็สาดส่องเข้ามา เผยให้เห็นร่างของแม่ทัพใหญ่อีกผู้หนึ่งที่ยืนขวางทางออกไว้ พร้อมกับรอยยิ้มเยือกเย็นที่ฉาบอยู่บนใบหน้า
“คิดจะหนีไปไหนหรือ... ท่านพี่กุนซือ และท่านแม่ทัพผู้ทรยศแผ่นดิน”
หมอกเหมยปลายฤดูขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษอันเข้มข้นนี้ไปพร้อมกับตัวละครนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง•ตอนที่ 25
คำสารภาพท่ามกลางกองเพลิง
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!