คราบเลือดเก่าบนคมกระบี่สลักลายพยัคฆ์ยังคงทิ้งร่องรอยสีน้ำตาลเข้มไว้บนโต๊ะไม้เนื้อแข็ง ท่ามกลางแสงตะเกียงน้ำมันที่ไส้ใกล้จะหมดจนเกิดเสียงปะทุเบาๆ เป็นระยะ
"ท่านกุนซือช่างใจดำยิ่งนัก... ยอมให้เมืองทั้งเมืองตกเป็นเบี้ยในกระดาน เพื่อแลกกับการล่อให้สุนัขล่าเนื้ออย่างข้าเดินมาติดกับดักด้วยตัวเองเช่นนั้นหรือ"
สุ้มเสียงของหลวนเฟยเยียบเย็นและบาดลึก นางไม่ได้ตวัดคมดาบเข้าใส่ลำคอของบุรุษเบื้องหน้า ทว่าดวงตาหงส์คู่นั้นกลับคมกริบเสียยิ่งกว่าคมเหล็ก ปลายเรียวนิ้วของแม่ทัพหญิงกดลงบนแผนที่ยุทธศาสตร์ตรงจุดรอยต่อของแคว้น จนกระดาษยับย่น
ฉู่เหยียนไม่แม้แต่จะขยับตัวถอยหนี เขายังคงนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน ร่างโปร่งในอาภรณ์สีเทาเข้มสะท้อนเงาความเหนื่อยล้าในแววตา แต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มบางเบาอย่างไร้ความเกรงกลัว ความเงียบงั้นระหว่างคนทั้งสองหนักอึ้งราวกับภูเขาทั้งลูกกดทับลงบนบ่า
"หากข้าไม่ยอมสละเบี้ยตัวนั้นในคราแรก ท่านคิดว่าคนเบื้องบนในวังหลวงจะยอมหยุดมือจากการกวาดล้างตระกูลหลวนจนสิ้นซากหรือแม่ทัพหลวน..." ฉู่เหยียนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกคำราวกับเข็มที่ปักลงกลางใจ "ท่านโกรธเกลียดข้าที่ใช้แผนการอำมหิต แต่ท่านกลับลืมมองว่า... หากไม่มีรอยเลือดของท่านในวันนั้น ราชสำนักคงเอาชีวิตท่านไปบูชายัญเพื่อปิดปากเรื่องเสบียงทัพไปนานแล้ว"
หลวนเฟยชะงัก ลมหายใจของนางสะดุดไปเสี้ยววินาที ภาพเหตุการณ์เมื่อสามปีก่อนที่หมู่บ้านชายแดนโหย่วโจวผุดขึ้นมาในห้วงคำนึง ค่ำคืนที่เพลิงผลาญวอดวาย หยาดน้ำตาของมารดา และเสียงกรีดร้องของทหารผู้บริสุทธิ์... ทุกอย่างล้วนเป็นบาดแผลฉกรรจ์ที่ฉู่เหยียนจงใจกรีดลงไปเพื่อช่วยชีวิตนางในคราบของผู้ร้าย
"ท่านอ้างความหวังดี... แต่เลือกที่จะเหยียบย่ำชีวิตผู้บริสุทธิ์นับร้อยเพื่อพิสูจน์ความจริงอันโสมมเนี่ยนะ" นางเค้นเสียงหัวเราะในลำคอ ดวงตาไหวระริกด้วยความเจ็บปวดที่ถูกเก็บกดมาเนิ่นนาน "ท่านกับข้า... ต่างกันตรงไหนเล่า ฉู่เหยียน ท่านก็เป็นแค่หมากตัวหนึ่งของฮ่องเต้ที่ยินยอมแปดเปื้อนมือด้วยเลือดมิใช่หรือ"
ฉู่เหยียนเงยหน้าขึ้นสบตา นางเห็นความร้าวรานที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย่อหยิ่งของกุนซือหนุ่ม เขาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ก้าวเท้าเข้ามาใกล้จนกลิ่นอายบุรุษและกลิ่นหมึกจีนจางๆ ลอยปะทะนาสิก เขาไม่ได้แก้ตัว ไม่ได้เอ่ยวาจาหว่านล้อมเพื่อเอาใจ มีเพียงแววตาที่ลุ่มลึกและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ไม่เคยเอ่ยปากบอกผู้ใด
"ใช่... ข้ามือเปื้อนเลือด" ฉู่เหยียนกระซิบแผ่วเบา ใกล้จนรู้สึกได้ถึงไออุ่นจากกายของอีกฝ่าย "แต่เลือดหยดแรกที่ข้ายอมแลกมา ก็เพื่อรักษาลมหายใจของคนที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าข้าในตอนนี้... แม่ทัพหลวน ท่านคิดว่าข้าทำเพื่อบัลลังก์เหล่านั้นจริงหรือ? หากเป็นเช่นนั้น ข้าคงไม่ต้องทนแบกรับความเกลียดชังจากท่านมาตลอดสามปีเต็ม"
คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงบนกำแพงน้ำแข็งในใจของหลวนเฟย นางนิ่งงิ่งไป มือที่กุมด้ามกระบี่คลายออกทีละน้อย ความจริงที่ถูกบิดเบือนด้วยภาพลวงตา ค่อยๆ ถูกกะเทาะเปลือกออกทีละชั้น เปิดเผยให้เห็นความตั้งใจอันโดดเดี่ยวและทรมานที่ฉู่เหยียนแบกรับไว้เพียงลำพัง
"ท่าน..." นางขยับริมฝีปากคล้ายจะเอ่ยสิ่งใด แต่กลับติดขัดอยู่ในลำคอ
"อุดมการณ์ของข้าไม่ใช่การพิทักษ์ราชบัลลังก์ที่ผุพัง" ฉู่เหยียนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แววตาสื่อความหมายล้ำลึกที่ผูกพันกันมาเนิ่นนาน "แต่คือการปกป้องแผ่นดินนี้... และปกป้องผู้หญิงโง่เขลาคนหนึ่งที่ไม่รู้จักรักตัวกลัวตาย เช่นท่าน"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ไม่ใช่ความเงียบที่เต็มไปด้วยไอสังหาร หากแต่เป็นความเงียบที่บีบคั้นหัวใจจนแทบหยุดเต้น หลวนเฟยเม้มริมฝีปากแน่น นางมองลึกลงไปในดวงตาคู่คมของบุรุษตรงหน้า และพบเงาของตนเองสะท้อนอยู่ในนั้น... เงาของคนที่เหนื่อยล้า โดดเดี่ยว และโหยหาการพึ่งพิงไม่ต่างกัน
นางหลับตาลงชั่วพริบตาเพื่อซ่อนความอ่อนแอ ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้งด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยวเช่นเดิม ทว่าความรู้สึกระหว่างคนทั้งสองได้เปลี่ยนไปตลอดกาลแล้ว
"หากเราจะร่วมมือกันอีกครั้ง..." หลวนเฟยสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับน้ำเสียงให้มั่นคง นางก้าวเข้าไปประชิดตัวเขาจนปลายจมูกแทบจะชนกัน สัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นที่รดรินอยู่ใกล้ๆ "ท่านต้องสัญญาว่า... จะไม่มีการปิดบังข้าอีก แม้กระทั่งเรื่องที่ท่านกำลังเอาชีวิตตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับฮ่องเต้"
ฉู่เหยียนแย้มยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่แทบไม่เคยปรากฏบนใบหน้าของกุนซือผู้เย็นชา เป็นรอยยิ้มที่อบอุ่นและจริงใจที่สุดเท่าที่หลวนเฟยเคยเห็น
"ข้าสัญญา" เขาเอמהรับคำด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม "ตราบใดที่แม่ทัพหลวนยังอยู่เคียงข้าง ข้าจะไม่ยอมเดินหมากตาเดียวโดยไม่ปรึกษาท่านเป็นอันขาด"
มือเรียวของแม่ทัพหญิงยื่นออกไป วางทابลงบนหลังมือของฉู่เหยียนที่กุมด้ามพัดเหล็กไว้ เป็นสัญญาล้ำลึกที่ไร้ซึ่งคำสาบานใดๆ ทว่าหนักแน่นยิ่งกว่าคำประกาศิตแห่งราชสำนัก
ทว่า ในวินาทีที่ความเข้าใจอันลึกซึ้งกำลังหลอมรวมจิตวิญญาณของคนทั้งสองเข้าด้วยกันนั้นเอง เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดของยามวิกาลก็ดังขึ้นอย่างกระชั้นชิดจากนอกหน้าต่างกระดาษสา
*แกร็ก... เสียงโลหะกระทบกันเบาหวิว* ตามด้วยกลิ่นอายอันคุ้นเคยที่ทำให้ฉู่เหยียนต้องหรี่ตาลงทันที
ลูกธูปปักข้อความลับที่พุ่งทะลุกรอบหน้าต่างเข้ามาปักคาอยู่บนเสาไม้กลางห้อง กระดาษสีชาแผ่นเล็กมีคราบน้ำตาเทียนผนึกไว้ด้วยตราประทับของขันทีคนสนิทข้างกายฮ่องเต้เซียวหมิง และเมื่อหลวนเฟยดึงกระดาษแผ่นนั้นออกมากางอ่าน ดวงตาหงส์ก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงระคนโกรธเกลี้ยง ข้อมูลภายในนั้นระบุชัดเจนว่า...
"สายัณห์นี้ เสบียงกองทัพสามแสนนายที่อำเภอหนียนถูกเผาทำลายจนหมดสิ้น... และผู้ที่ออกราชโองการลับให้ลงมือ ก็คือเงาในวังหลวงที่พวกเราคาดไม่ถึง"
...ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษอันเข้มข้นนี้ไปพร้อมกับตัวละครนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง•ตอนที่ 26
อุดมการณ์เดียวกัน
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!