หยดหมึกสีดำสนิทซึมลึกลงบนกระดาษสาเนื้อดี ราวกับรอยเลือดที่ค่อยๆ ขยายวงกว้างบนบาดแผลฉกรรจ์
ภายในห้องทรงอักษรที่ปิดทึบ ไร้ซึ่งเสียงลมหายใจอื่นใดนอกจากเสียงฝนโปรยปรายกระทบหลังคากระเบื้องเคลือบ หลวนเฟย แม่ทัพหญิงแห่งค่ายพยัคฆ์ประจิม กำลังใช้ปลายนิ้วเรียวยาวกดทับแผนที่ยุทธการแคว้นเหนือ รอยย่นบนกระดาษแผ่นนั้นมิได้เกิดจากความชื้น หากแต่เกิดจากแรงบีบเค้นด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกควบคุมไว้อย่างมิดชิด
"หนอนบ่อนไ้ส้ในกองทัพหลวงมิได้มีเพียงแค่ตัวเดียว... และคนที่เรากำลังตามหา ก็ฉลาดพอที่จะไม่ทิ้งรอยเท้าไว้บนโคลนตม"
เสียงทุ้มนุ่มแต่แฝงไว้ด้วยความเย็นชาดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง ฉู่เหยียน กุนซือหนุ่มผู้มีรอยแผลเป็นจางๆ บริเวณมุมปากขยับกายออกจากเงาสลัวของเสาไม้จันทน์ แสงจากตะเกียงน้ำมันส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของเขา เผยให้เห็นสันจมูกโด่งคมและแววตาที่ยากจะหยั่งถึง เขากำลังหมุนหยกมันแกะสลักรูปหมากรุกในมือเล่น ช้าๆ ทว่ามั่นคง
หลวนเฟยเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่คมดุจเหยี่ยวตวัดมองบุรุษผู้ยืนอยู่ตรงข้าม นางเกลียดชังความเจ้าเล่ห์เพทุบายของเขาพอๆ กับที่นางต้องจำใจยอมรับว่า ในยามวิกฤตเช่นนี้ ไม่มีมันสมองใดในราชสำนักที่จะคมกริบพอๆ กับกุนซือแซ่ฉู่อีกแล้ว
"ท่านกำลังสนุกหรือ ฉู่เหยียน" หลวนเฟยเค้นเสียงลอดไรฟัน ร่างเพรียวในชุดเกราะอ่อนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง กลิ่นอายความเป็นแม่ทัพผู้ผ่านสนามรบแผ่ซ่านจนบรรยากาศในห้องอึดอัด "เสบียงของกองทัพสามหมื่นนายถูกสับเปลี่ยนเป็นข้าวขึ้นรา แผนการเดินทัพถูกส่งต่อไปยังมือข้าศึก... หากคืนนี้เรายังลากตัวมันออกมาไม่ได้ หัวของท่านกับข้าคงต้องไปประดับอยู่บนกำแพงเมืองหลวงก่อนที่ตะวันจะทอแสง"
ฉู่เหยียนไม่สะทกสะท้าน เขาย่างสามขุมเข้ามาใกล้ โน้มตัวลงเล็กน้อยจนกลิ่นจางๆ ของไม้กฤษณาและฝนยามค่ำคืนปะทะเข้ากับปลายจมูกของหญิงสาว "แม่ทัพหลวน... ความใจร้อนไม่เคยช่วยให้ผู้ใดชนะศึก ความตายต่างหากที่ชอบคนรีบร้อน ท่านคิดว่าใครกันเล่าที่เป็นคนส่งจดหมายลับฉบับนั้นไปยังค่ายกลของแคว้นเป่ย?"
นางชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตหรี่ลง "ท่านหมายถึง... คนในสภาขุนนาง?"
"ลึกล้ำกว่านั้นมาก" ฉู่เหยียนวางหยกสีขาวนวลลงบนแผนที่ตรงจุดที่ถูกทำ2เครื่องหมายกากบาทไว้ "มันคือคนใกล้ตัวท่านที่สุด และก็เป็นคนเดียวกับที่รู้ว่าข้ากำลังจับตาดูมันอยู่เช่นกัน"
ทั้งสองยืนประจันหน้ากันในระยะประชิด ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรำไปกับจังหวะแห่งความเป็นความตาย หลวนเฟยสูดหายใจเข้าลึก ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น นางรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวลามาสะสางความแค้นส่วนตัว หรือถกเถียงเรื่องอุดมการณ์ที่แตกต่าง ระหว่างนางผู้บูชาความตรงไปตรงมา กับเขาผู้ใช้เล่ห์กลทุกรูปแบบเพื่อบรรลุเป้าหมาย พวกเขาคือขั้วตรงข้ามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน แรงดึงดูดประหลาดบางอย่างก็คอยผลักดันให้ทั้งคู่ต้องประสานสายตา และอ่านใจอีกฝ่ายให้ออกทะลุปรุโปร่ง
"แผนการคืออะไร" หลวนเฟยยอมลดทิฐิลง น้ำเสียงอ่อนลงครึ่งส่วนแต่ยังคงความเด็ดเดี่ยว
ฉู่เหยียนยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของสตรีผู้แข็งกระด้างอย่างนางกระตุกวูบอย่างไม่น่าให้อภัย "เราจะใช้เหยื่อล่อ... และคนที่เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นเหยื่อ ก็คือตัวท่านเอง"
แผนการเริ่มขึ้นอย่างแนบเนียนในยามดึกสงัด หลวนเฟยจงใจปล่อยข่าวลือเรื่องการเก็บรักษาบัญชีรายชื่อสายลับทั้งหมดไว้ในหีบไม้ลงกลไก ณ ตำหนักบูรพา สถานที่ที่ไม่มีผู้ใดกล้าก้าวก่ายหากไม่ได้รับอนุญาตจากฮ่องเต้ ขณะที่ฉู่เหยียนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับกลืนหายไปกับความมืดของราตรี
ภายในห้องทรงอักษรที่เงียบเชียบ หลวนเฟยแสร้งทำเป็นนั่งทบทวนฎีกาอยู่เบื้องหน้าแสงเทียนที่ริบหรี่ ร่างบางเอนกายพิงพนักเก้าอี้ด้วยความเหนื่อยอ่อน ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอราวกับกำลังเคลิ้มหลับไปตามความอ่อนล้าของร่างกาย ทว่าประสาทสัมผัสทุกส่วนตื่นตัวยิ่งกว่าครั้งใดในชีวิต
ก๊อก... ก๊อก...
เสียงฝีเท้าเบาหวิวราบนุ่นดังขึ้นที่บานหน้าต่างกระดาษสา เงาร่างหนึ่งทาบทับเข้ามาอย่างเชื่องช้า รวดเร็ว และระมัดระวังตัวยิ่ง
หลวนเฟยยังคงหลับตา นิ่งสนิท ปล่อยให้หัวใจเต้นระรัวอยู่ใต้เกราะอก
แอด...
เสียงไม้ลั่นเบาๆ ยืนยันว่าผู้บุกรุกได้ก้าวเข้ามาในห้องแล้ว กลิ่นจางๆ ของ “สุราดอกท้อป่า” ลอยแตะจมูก สุราชนิดนี้มิใช่สิ่งที่ทหารทั่วไปจะหาดื่มได้ มันคือสุราที่นำเข้าจากแดนใต้ และมีเพียงขุนนางชั้นผู้ใหญ่ไม่กี่คนในราชสำนักเท่านั้นที่นิยมเสพ
เงาดำนั้นย่างสามขุมเข้ามาใกล้โต๊ะทรงอักษร มือที่สวมถุงมือหนังสีดำยื่นออกหมายจะเปิดหีบไม้ที่วางอยู่มุมโต๊ะ ทว่าในวินาทีนั้นเอง ประตูห้องทั้งสองด้านก็ถูกถีบกระเด็นเปิดออกพร้อมกัน!
"จับตัวไว้!"
เสียงประกาศกร้าวของฉู่เหยียนดังสนั่น พร้อมกับเงาร่างขององครักษ์เงาหลายนายที่พุ่งพรวดเข้ามาปิดล้อมทุกเส้นทางหนี หลวนเฟยลืมตาขึ้น ลุกพรวดขึ้นพร้อมชักกระบี่ออกจากฝักพุ่งเข้าประชิดตัวคนร้ายด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ
ฉับ!
ปลายกระบี่คมกริบเฉียดผ่านหัวไหล่ของคนร้ายจนเสื้อผ้าขาดวิ่น คนร้ายสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ รีบพลิกตัวหลบอย่างคล่องแคล่วกระบวนท่าวิชาตัวเบาไม่ธรรมดา มันซัดอาวุธลับนับสิบเล่มใส่หลวนเฟยเพื่อเปิดทางหนี
"ระวัง!" ฉู่เหยียนพุ่งเข้ามาคว้าเอวบางของหลวนเฟยแล้วดึงหลบวิถีอาวุธลับได้อย่างเฉียดฉิว แรงปะทะทำให้ร่างทั้งสองล้มกลิ้งลงไปกับพื้นห้อง กลิ่นกายบุรุษผสมกับกลิ่นอายฝนจางๆ โลมไล้ความรู้สึกชั่วขณะ หลวนเฟยเงยหน้าขึ้นสบตากับฉู่เหยียนที่คร่อมอยู่เหนือร่างนาง ระยะห่างระหว่างกันน้อยเสียจนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกัน
ดวงตาของทั้งคู่ประสานกันนิ่งนาน ท่ามกลางความชุลมุนของการจับกุม
"ขอบใจ..." หลวนเฟยกระซิบเสียงแผ่ว ใบหน้างามขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างควบคุมไม่ได้
"อย่าเพิ่งชมข้า แม่ทัพหลวน" ฉู่เหยียนกระซิบตอบด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "ดูนั่นเสียก่อน..."
เขาส่งสายตาไปยังร่างของมือสังหารที่ถูกองครักษ์เงากดตัวลงกับพื้น แม้ใบหน้าของมันจะถูกปิดบังด้วยผ้าดำครึ่งท่อน แต่รอยสักรูป ‘งูพันดาบ’ ที่ต้นคอซึ่งโผล่พ้นเสื้อผ้าที่ขาดวิ่น ทำให้หลวนเฟยเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
รอยสักนั้น... เป็นตราสัญลักษณ์ลับของหน่วยองครักษ์ส่วนพระองค์ในองค์ฮ่องเต้เซียวหมิงเอง มิใช่ของขุนนางกังฉินผู้ใดอย่างที่คาดคิด!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและลุ้นระทึกไปกับหมากกระดานนี้ด้วยกันนะคะ
หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง•ตอนที่ 4
เบื้องหลังกลโกง
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!