กลิ่นอับชื้นของกระสอบข้าวสาลีเก่าผสมกับกลิ่นสาบของม้าศึกในโรงเก็บเสบียงยามดึก ช่างเป็นกลิ่นที่ชวนให้รู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก แสงจากคบเพลิงด้านนอกสาดส่องลอดผ่านช่องไม้กระดาน เกาะทาบทับลงบนใบหน้าด้านข้างของแม่ทัพหญิงหลวนเฟยราวกับรอยรอยหมึกที่ถูกป้ายไว้ด้วยความจงใจ
ปลายนิ้วเรียวยาวที่ผ่านการจับกระบี่จนด้านหนา กำลังบดขยี้เศษแป้งสีขาวที่รั่วไหลออกมาจากรอยตะเข็บของกระสอบเสบียงใบใหญ่ ดวงตาดอกท้อคู่นั้นหรี่แคบลง สะท้อนประกายความเย็นยะเยือกที่วับวามอยู่ในความมืด
"ข้าวสารชั้นดีจากมณฑลทางใต้... แต่เหตุใดเบื้องล่างจึงมีแต่แกลบและทรายหยาบเล่า?"
น้ำเสียงหวานที่กังวานและเฉียบคมดังขึ้นทำลายความเงียบในยามวิกาล หลวนเฟยไม่ได้หันกลับไปมอง แต่เธอกลับรับรู้ได้ถึงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ทว่ามั่นคงจากเบื้องหลัง
ฉู่เหยียนก้าวเท้าหยุดลงห่างจากนางเพียงแค่ก้าวเดียว กุนซือหนุ่มในชุดคลุมสีเทาเข้มไม่ได้แสดงท่าทีตกใจแม้แต่น้อย เขาย่อตัวลงใช้ปลายนิ้วแตะเศษทรายบนพื้นขึ้นมาพิจารณาอย่างใจเย็น นัยน์ตาคู่นคมกริบฉายแววครุ่นคิดลึกซึ้งราวกับบ่อน้ำโบราณที่หยั่งไม่ถึงก้นบึ้ง
"ไม่ใช่แค่กระสอบนี้กระสอบเดียวหรอกค่ะท่านแม่ทัพ" ฉู่เหยียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มันกลับสร้างแรงสั่นสะเทือนในอกของคนฟังได้ไม่ยาก "จากการตรวจสอบคลังเสบียงค่ายใหญ่ทั้งสามแห่งในรอบห้าวันที่ผ่านมา เสบียงเกือบหนึ่งในสามถูกสับเปลี่ยนด้วยวิธีแยบยลเช่นนี้ ผู้ที่ทำได้... นอกจากจะต้องมีกุญแจคลังหลวงแล้ว ยังต้องรู้เส้นทางการขนส่งและมีอำนาจพอที่จะปิดปากผู้ตรวจบัญชีได้ด้วย"
หลวนเฟยค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง หันกลับมาเผชิญหน้ากับกุนซือหนุ่ม ระยะห่างระหว่างพวกเขายามนี้ใกล้ชิดเสียจนกลิ่นอายเฉพาะตัวของทั้งสองฝ่ายลอยวนเวียนปะปนกันในอากาศที่หนתทึบ
"ท่านกำลังสงสัยใคร่รู้... หรือกำลังปกป้องใครกันแน่ ฉู่เหยียน" หลวนเฟยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา ราวกับต้องการค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากความสุขุมนั้น "รองแม่ทัพเฉินเป็นคนสนิทที่ร่วมเป็นร่วมตายกับข้ามานานหลายปี แต่ทว่า... บัญชีคลังเสบียงชุดนี้ กลับเป็นคนของท่านเองที่เป็นผู้ลงนามอนุมัติเบิกจ่ายในคืนที่ฝนตกหนักเมื่อสัปดาห์ก่อน"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ บรรยากาศรอบกายตึงเครียดจนแทบจะใช้มีดกรีดออกได้ สองมืออาชีพที่ฉลาดทันกันต่างฝ่ายต่างยืนหยัดในพื้นที่ทางความคิดของตนเอง ความหวาดระแวงและสัญชาตญาณดิบของการเอาตัวรอดในค่ายทหารกำลังทำหน้าที่อย่าง The Silent War ไม่มีเสียงตะคอก ไม่มีท่าทางเกรี้ยวกราด มีเพียงแค่การปะทะกันด้วยสายตาที่คมกริบราวกับคมกระบี่
ฉู่เหยียนมุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา ความรู้สึกดึงดูดใจทางจิตวิญญาณผสมผสานกับความอันตรายในยามนี้ช่างเย้ายวนใจและน่าสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกัน
"ท่านแม่ทัพกำลังใช้หัวใจตัดสิน มากกว่าการใช้เหตุผลนะคะ" ฉู่เหยียนก้าวเข้าไปประชิดอีกครึ่งก้าว จนหลวนเฟยต้องเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อสบตาเขา "รองแม่ทัพเฉินอาจจะเป็นพี่น้องร่วมน้ำสังข์ของท่าน แต่ในยามที่บ้านเมืองสั่นคลอน ฮ่องเต้ทรงจ้องมองลงมาจากเมืองหลวงด้วยความระแวง หากเสบียงในค่ายขาดแคลนจนกองทัพแปรพักตร์... ผู้ที่จะรับโทษประหารเจ็ดชั่วโคตรไม่ใช่ข้า แต่คือตระกูลหลวนผู้กุมอำนาจทหารในมือต่างหาก"
คำพูดนั้นเฉียบคมราwithใบมีดอาบยาพิษ มันทิ่มแทงเข้าที่จุดเปราะบางที่สุดในใจของแม่ทัพหญิง หลวนเฟยขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นนูนเด่น นางรู้ดีว่าฉู่เหยียนพูดความจริง ความขัดแย้งในอุดมการณ์ระหว่างความจงรักภักดีต่อพี่น้องร่วมรบ กับความอยู่รอดของแผ่นดิน กำลังบีบคั้นให้นางต้องเลือกข้าง
"ถ้าเช่นนั้น... ตามความคิดอันล้ำลึกของกุนซือฉู่ เราควรจะจัดการกับ 'รอยร้าว' นี้อย่างไรดีเล่า?" หลวนเฟยเอ่ยถาม น้ำเสียงเจือความท้าทายอย่างไม่ปิดบัง
"ปล่อยให้งูตื่นจากรูค่ะ" ฉู่เหยียนตอบกลับทันควัน นัยน์ตาดำขลับทอประกายเจ้าเล่ห์ "เราจะไม่จับกุมใครในตอนนี้ แต่เราจะแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง ปล่อยให้เสบียงชุดใหม่ที่ปะปนด้วยพิษอ่อนๆ ถูกส่งต่อไปยังกองพันหน้า... เพื่อดูว่า ใครจะเป็นคนร้อนรนจนต้องรีบส่งสัญญาณความเคลื่อนไหวออกนอกค่ายในคืนนี้"
หลวนเฟยสูดลมหายใจเข้าลึก รสชาติของเกมอำนาจช่างหอมหวานและอันตรายในคราเดียวกัน นางพยักหน้าช้าๆ เป็นเชิงยอมรับแผนการนี้ ทว่าในวินาทีที่ทั้งสองกำลังจะถอยห่างเพื่อแยกย้ายไปเตรียมการ เสียงฝีเท้าฝ่าน้ำค้างยามดึกก็ดังขึ้นอย่างเร่งรีบจากด้านนอก
*ตึง! ตึง! ตึง!*
เงาร่างของพลทหารสื่อสารคนหนึ่งพุ่งพรวดเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าด้วยเนื้อตัวที่เปียกปอนและหอบหายใจอย่างรุนแรง ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
"เรียนท่านแม่ทัพ! กุนซือฉู่! เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ!" พลทหารละล่ำละลักละลอกพูดด้วยเสียงสั่นเครือ "เมื่อครู่... หน่วยลาดตระเวนเพิ่งพบศพของรองแม่ทัพเฉิน ถูกแขวนคออยู่11ที่หน้าค่ายทหารทิศเหนือ พร้อมกับ... พร้อมกับตราประทับประจำตัวของกุนซือฉู่ที่ถูกฝังไว้ในกำมือของเขาขอรับ!"
ฉู่เหยียนชะงักกึก รอยยิ้มเยือกเย็นบนใบหน้าเลือนหายไปในพริบตาเดียว ดวงตาคมกริบหันขวับกลับมามองหน้าหลวนเฟยทันที ในขณะที่แม่ทัพหญิงชักกระบี่ออกจากฝักด้วยความเร็วแสง ปลายกระบี่คมกริบจ่อเข้าที่ลำคอของกุนซือหนุ่มทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
หมอกเหมยปลายฤดูขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและลุ้นระทึกไปกับหมากกระดานนี้ด้วยกันนะคะ
หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง•ตอนที่ 3
รอยร้าวในค่ายทหาร
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!