“ข้าเตือนท่านแล้วว่าป่าผืนนี้มิใช่สนามรบที่ท่านจะชักดาบออกมาฟาดฟันกับสายลมได้ตามใจชอบ แม่ทัพหลวน”
น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความเยือกเย็นของฉู่เหยียนดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของพงไพรที่ดูเหมือนจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง หลวนเฟยหยุดฝีเท้าลงทันที มือที่กำด้ามดาบกระชับแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบกายที่บัดนี้ถูกห้อมล้อมด้วยม่านหมอกสีเทาจัดจนมองไม่เห็นแม้แต่เงาของทหารติดตามที่ควรจะอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว
“เจ้าเป็นคนพาข้ามาที่นี่ ฉู่เหยียน” หลวนเฟยแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ แต่แววตาของนางกลับระแวดระวังถึงขีดสุด “ข้อมูลลับเรื่องกองเสบียงถูกปล้นในหุบเขาอัสดง... หรือนั่นก็เป็นเพียงหมากที่เจ้าเดินไว้เพื่อต้อนข้าให้จนมุม”
ฉู่เหยียนในชุดผ้าไหมสีเข้มกลมกลืนไปกับความมืดสลัวของป่าลึก เขายืนห่างออกไปเพียงช่วงตัว ทว่าระยะห่างนั้นกลับรู้สึกไกลโพ้นราวกับมีกำแพงไร้มองกั้นกลาง ชายหนุ่มมิได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาเพียงเลิกคิ้วเล็กน้อยพลางปัดเศษใบไม้แห้งออกจากแขนเสื้ออย่างเชื่องช้า ท่าทีที่ดูผ่อนคลายเกินไปในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้คืออาวุธที่น่ารังเกียจที่สุดของเขา
“หากข้าต้องการสังหารท่าน ข้าคงไม่รอให้ถึงคราวที่ท่านต้องมาติดอยู่ในค่ายกลหมอกพิษเช่นนี้หรอก” ฉู่เหยียนก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว เสียงเหยียบกิ่งไม้หักดังสะท้อนก้องในโสตประสาทของหลวนเฟย “เป้าหมายของข้าคือการเจรจา... แต่ดูเหมือนฮ่องเต้จะอ่านใจข้าออก และทรงแทรกแซงเกมกระดานนี้เร็วกว่าที่ข้าคาดการณ์ไว้”
“อย่าได้อ้างพระนามฝ่าบาทเพื่อเบี่ยงเบนความผิด!” หลวนเฟยตวาดลั่น นางถอยหลังหนึ่งก้าวเมื่อเห็นฉู่เหยียนเริ่มก้าวเข้ามาในระยะประชิด “ที่นี่ไม่มีหูตาของวังหลวง เจ้าจะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาแล้วใช่หรือไม่? ดาบของข้าไม่ได้เตรียมไว้เพื่อสังหารศัตรูภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่มันพร้อมจะปลิดชีพคนทรยศที่แฝงกายอยู่ข้างกายข้าด้วย!”
“ศัตรู... หรือพันธมิตรที่ท่านยังไม่ยอมรับกันแน่?”
ฉู่เหยียนหยุดชะงัก สายตาที่เคยสุขุมเยือกเย็นพลันฉายแวววูบไหวเพียงชั่วครู่ มันคือความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากกุนซือผู้ไร้หัวใจ เขาหยิบม้วนกระดาษเก่าคร่ำชิ้นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วชูขึ้นช้าๆ ท่ามกลางหมอกที่เริ่มหนาตาจนเกือบจะมองไม่เห็นกันและกัน
“หลักฐานชิ้นนี้จะบอกความจริงกับท่าน ว่าเหตุใดข้าถึงต้องพาท่านมาที่นี่... และเหตุใด ดาบที่ท่านเชิดชูว่ามีเกียรติยศนักหนา ถึงได้กลายเป็นดาบที่ไร้เป้าหมายไปตั้งแต่วันที่ท่านยอมก้มหัวให้กับอำนาจมืดในราชสำนัก”
หลวนเฟยชะงักไปครู่หนึ่ง จังหวะหัวใจของนางเต้นระรัว ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะน้ำเสียงของเขาในประโยคสุดท้ายนั้น—มันคือเสียงเดียวกันกับชายหนุ่มที่เคยสัญญากับนางไว้ใต้ต้นท้อเมื่อสิบปีก่อน ชายที่นางเชื่อว่าตายไปแล้วในสงครามชายแดน
“เจ้า... เจ้าเป็นใครกันแน่?” นางถาม เสียงสั่นพร่า
ฉู่เหยียนมิได้ตอบ เขากลับหมุนตัวหันหลังให้ ท่ามกลางความเงียบที่กดทับดั่งภูเขา ทันใดนั้น เสียงเกาทัณฑ์แหวกอากาศดังสนั่นขึ้นจากทิศทางที่ไม่มีใครคาดคิด!
*ฟิ้ว—!*
หลวนเฟยเบิกตากว้าง สัญชาตญาณนักรบสั่งให้นางพุ่งตัวเข้าหาฉู่เหยียนโดยไม่ยั้งคิด นางกอดร่างของชายหนุ่มล้มลงกับพื้นดินชื้นแฉะในวินาทีที่ลูกธนูปักลงบนตอไม้ที่ฉู่เหยียนเพิ่งยืนอยู่เมื่อครู่ หากนางช้าไปเพียงเสี้ยววินาที ธนูอาบยาพิษนั่นคงทะลุหัวใจของเขาไปแล้ว
ทว่าความผิดปกติไม่ได้จบลงแค่นั้น เมื่อทั้งสองนอนนิ่งแนบชิดกันบนพื้นดิน กลิ่นหอมจางๆ จากกายของฉู่เหยียนกลับทำให้หลวนเฟยรู้สึกหน้ามืดเหมือนถูกวางยา พิษจากธนูไม่ได้อยู่ที่หัวธนู... แต่มันกำลังระเหยออกมาจากปลายลูกธนูที่เสียดสีกับเปลือกไม้
“เจ้า... วางยาข้า...” หลวนเฟยพยายามประคองสติ มือที่จับดาบเริ่มไร้เรี่ยวแรง นางมองเห็นใบหน้าของฉู่เหยียนที่ก้มลงมาใกล้ ดวงตาของเขาฉายความรู้สึกที่นางอ่านไม่ออก—ทั้งสงสาร ทั้งตัดพ้อ และบางอย่างที่ดูเหมือนความโหยหา
“ข้าไม่ได้วางยาพิษท่าน” เขาพึมพำขณะใช้นิ้วมือเรียวยาวเช็ดหยดน้ำตาที่ไหลออกมาจากหางตาของนางโดยไม่รู้ตัว “แต่ข้าพาท่านมาเพื่อพิสูจน์ว่า แม้แต่ดาบที่คมที่สุด ก็ยังถูกหักหลังได้จากคนที่ไว้ใจที่สุด... ดูนั่น”
ฉู่เหยียนชี้ไปทางทิศตะวันออก ที่นั่น... ร่างขององครักษ์คนสนิทที่นางไว้ใจที่สุดกำลังยืนถือคันธนู มือยังคงจับลูกธนูเล่มถัดไปไว้แน่น และที่สำคัญที่สุดคือ ในมือของเขากำลังถือตราประทับลับของ ‘เสนาบดีฝาง’ ศัตรูคู่อาฆาตที่นางกำลังตามล่าตัวอยู่
หลวนเฟยถึงกับตัวสั่นเทา ไม่ใช่เพราะพิษที่เริ่มแล่นเข้าสู่กระแสเลือด แต่เพราะความจริงที่ปรากฏตรงหน้า มันเจ็บปวดกว่าความตายใดๆ ทั้งสิ้น
“ท่านแม่ทัพ... อย่าโทษข้าเลย พลังอำนาจที่ท่านถือครองอยู่ มันมากเกินกว่าที่คนอย่างท่านจะรักษาไว้ได้” องครักษ์ผู้นั้นแสยะยิ้มพลางก้าวเข้ามาหาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ฉู่เหยียนคว้าดาบของหลวนเฟยที่ตกอยู่ข้างกายขึ้นมาด้วยมือข้างเดียว เขาไม่ได้หันไปเผชิญหน้ากับศัตรู แต่กลับหันมามองหลวนเฟยด้วยสายตาที่เด็ดขาดและเย็นเยียบที่สุดเท่าที่นางเคยเห็นมา
“ในกระดานนี้... หมากอย่างท่านไม่ควรถูกทิ้งไว้ให้ตายเพียงลำพัง” เขาขยับริมฝีปากเป็นประโยคที่เบาหวิวแต่กลับดังก้องในใจนาง “หากวันนี้ข้าต้องเลือกข้าง ข้าเลือกจะยืนเคียงข้างกับศพที่ท่านกำลังจะสร้างขึ้นมา... เพราะในมือของข้า ก็มีตราประทับที่ท่านต้องการจะเห็นมาตลอดชีวิตเช่นกัน”
เขาสะบัดมือเล็กน้อย ม้วนกระดาษที่เขาชูให้ดูก่อนหน้านี้คลี่ออกเผยให้เห็นลายเซ็นที่คุ้นตาของฮ่องเต้เซียวหมิง—มันคือคำสั่งลับให้ ‘กำจัด’ แม่ทัพหญิงที่เริ่มแข็งข้อต่ออำนาจราชบัลลังก์
หลวนเฟยเบิกตากว้าง ความจริงที่หนักอึ้งทำให้ลมหายใจของนางติดขัด หรือที่ผ่านมา... การต่อสู้ทั้งหมดของนางเป็นเพียงสิ่งที่ถูกบงการโดยฮ่องเต้มาโดยตลอด
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้กับหมอกเหมยนะคะ!
หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง•ตอนที่ 23
ดาบที่ไร้เป้าหมาย
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานลวงกับดวงใจขุนพลหญิง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!